พระองค์ทรงตรัส ให้ภิกษุพิจารณาแผ่นดินภายใน คือให้รู้แจ้งแทงตลอดในอัตภาพด้วยญาณของตน จะใช้หลักสูตรใดใน โพธิปักขิยธรรม ทั้ง 37 ประการ ให้คัดสรรให้เหมาะกับแต่ละคน เหมือน คนเก็บดอกไม้ก็คัดสรร คนร้อยมาลัยก็เรียบเรียงอย่างลงตัวฉะนี้[1] (แปลว่า : ร่างกายเราเหมือนเมือง ภายในเป็นของเน่าเสีย เราควรใคร่ครวญว่าร่างกายเป็นของเรารึเปล่า เวลาปวดฟันสั่งมันหยุดปวดมันเชื่อมั๊ย นั่นแหละมันเป็นของโลก เราเข้ามาอาศัยและใช้ร่างกายนี้เป็นเครื่องมือในการประกอบความดีเท่านั้น เมื่อถึงเวลาจากเราก็ต้องทิ้งมัน แต่ตอนที่ยังไม่ตายเราก็ต้องถนอมมันไว้ใช้ทำความดีนานๆ แต่ถ้ามันพังวันไหนเราก็จะสลัดมันทิ้งแบบไม่ใยดี เพราะเรารู้ว่าของทุกอย่างบนโลกแม้กะทั่งร่างกายในที่สุดก็ต้องพัง

เปรียบด้วยฟองน้ำ[2]

ภิกษุรูปหนึ่งปฏิบัติธรรมกรรมฐานในป่าแต่ยังไม่มีผล คิดในใจว่าจะไปกราบทูลขอกรรมฐานจากองค์สมเด็จท่าน ปรากฏว่าระหว่างทางที่เดินมา บนเขาโล้นๆไม่มีต้นไม้ มองเห็นพยับแดดไกลๆ พอเข้ามาใกล้กลับหายไป โอ้..นี่เองที่ว่ามันเสื่อมไป ...อากาศร้อนจังลงอาบน้ำ(อจิรวดี) ซะหน่อย น้ำไหลเชี่ยวมากต้องหาอ่าวเล็กๆเพื่ออาบ เมื่ออาบเสร็จนั่งพักอยู่ริมฝั่งใต้ต้นไม้ ได้เพ่งมองเห็นฟองน้ำที่เกิดจากการกระทบของสายน้ำ มันตั้งอยู่ได้ไม่นานก็ แตกกระจาย แม้อัตภาพ(ร่างกาย)ก็เป็นเช่นนี้ ไม่นานนักมักแตกแยกทำลายตัวเองลง

ขณะนั้นพระพุทธเจ้าของเรา ได้มองเห็นภิกษุรูปนี้ด้วย ฌาญอันแจ่มชัด ทราบความโดยละเอียด จึงส่งพระรูปพระโฉมของพระองค์ให้ปรากฏตรงหน้าแล้วทรงตรัสว่า “อย่างนั้นแหละภิกษุอัตภาพนี้ก็เป็นอย่างพยับแดด และ ฟองน้ำ พึงตัดพวงดอกไม้(ร่างกาย)ของมาร เพื่อพึงถึงสถานที่ที่มัจจุราชมองไม่เห็น(พระนิพพาน)”เพียงเท่านี้ภิกษุรูปนั้นก็มรรคผลเป็นพระอรหันต์ (จุดที่ชวนท่านมองคือ การที่เรานั่งเงียบๆ(มีสมาธิอย่างต่อเนื่อง)จิตคิดในเรื่องเดียวตามภาพที่เห็นตรงหน้าคือฟองน้ำเกิดขึ้นลอยมาได้นิดหน่อยแล้วก็แตกไป จิตถูกซ้อมซ้ำๆหลายครั้งจนเชื่องดีแล้วการมองเห็นตามความเป็นจริงว่าร่างกายก็เป็นอย่างนี้ มีเกิดขึ้น แล้วก็ตั้งอยู่ในที่สุดก็สลายไป หาสาระแก่นสารไม่ได้ ในช่วงที่มันตั้งอยู่ก็มีแต่เรื่องทุกข์จรเข้ามาหาอยู่เสมอๆ นี่แหละประเด็นสำคัญ ถ้าไม่เชื่อว่าชีวิตมีแต่ทุกข์) ขนาดเกิดเป็นลูกกษัตริย์ยังทุกข์ขนาดนี้ ลองอ่านเรื่องนี้

[1] ขุ.ธ.อ.41/4  (ธัมมปทัฏฐกถา อรรถกถาขุททกนิกาย คาถาธรรมบท )

[2] ขุ.ธ.อ.41/7-8