กามสุตตนิเทส จากหน้า 1-149

พระสุตตันตปิฎกเล่ม ๒๑  อรรถกถา 65 ขุททกนิกาย มหานิทเทส 

                     [๑] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า  “เมื่อสัตว์ปรารถนากามอยู่ ถ้ากามนั้น ย่อมสำเร็จแก่สัตว์นั้น

                                                        สัตว์นั้นได้กามตามปรารถนาแล้ว ย่อมเป็นผู้อิ่มใจแน่นอน”.

[๒] กามในคำว่า เมื่อปรารถนากามอยู่ ได้แก่ กาม ๒ อย่าง คือ วัตถุกาม และ กิเลสกาม

             2.1. วัตถุกาม คือ สิ่งของที่อยากได้ แบ่งตามสถานะ

ก. รูปธรรม จับต้องได้ คือของทุกอย่างที่ชอบ

ข. เวลา ที่ได้ของนั้นมา ทั้งอดีต อนาคต ปัจจุบัน

ค. สุขกาย สุขใจ เพราะของที่ได้บางอย่างเป็น นามธรรม เช่น คำชม สุขใจ และของส่วนใหญ่

                     อยากได้เพราะให้สุขกาย

ง. คุณภาพของสิ่งนั้น ทั้ง ชนิดเลว ชนิดปานกลาง ชนิดประณีต

จ. วิธีได้มา เป็นของสัตว์ผู้เกิดในอบาย เป็นของมนุษย์ เป็นของทิพย์ ที่ปรากฏเฉพาะหน้า ที่นิรมิตเอง ที่ผู้อื่นนิรมิต ที่หวงแหน ที่ไม่ได้หวงแหน ที่ยึดถือว่าของเรา ที่ไม่ยึดถือว่าของเรา ธรรมที่เป็นกามาวจรแม้ ทั้งหมด ธรรมที่เป็นรูปาวจรแม้ทั้งหมด ธรรมที่เป็นอรูปาวจรแม้ทั้งหมด ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งตัณหา เป็นอารมณ์แห่งตัณหาชื่อว่ากาม เพราะอรรถว่า อันบุคคลพึงใคร่ เพราะอรรถว่า เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด เพราะอรรถว่า เป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา

             

2.2. กิเลสกาม  คือ กระบวนการทำให้จิตและกายเปลี่ยนไปจากเดิม เช่น พอใจ กำหนัด ใคร่

เพลิดเพลิน ความปรารถนา เสน่หาในกาม มันทำให้เร่าร้อน ลุ่มหลง ติดใจ มันเป็นเครื่องกั้นทำให้มองไม่เห็นความจริง

          ทางแก้ : ใช้สติ เพื่อให้เห็น ตัว กาม เห็นที่เกิดของมัน แล้วบอกกับมันว่า เราเห็นแกแล้ว เราจะเลิกคิดถึงเจ้า เจ้าจะไม่สามารถ ผูกโยงจิตเราให้ลุ่มหลงได้ต่อไปอีก

             เราจะเลิก ปรารถนาในกาม เลิกใคร่ เลิกอยากได้ เลิกยินดี เลิกปรารถนา เลิกชอบใจในกาม

 

             [๓] คำว่า ถ้ากามนั้น ย่อมสำเร็จแก่สัตว์นั้น

สัตว์นั้น หมายถึง ทุกคน ทุกฐานะ อำนาจ ทั้งหมดบนโลก เลยไปถึง เทวโลก

 

             [๔] คำว่า ย่อมเป็นผู้อิ่มใจแน่นอน เรียกว่าถูกใจ ตามที่ กิเลส สอน ให้ชอบกามคุณทั้ง 5 มีผลทำให้จิตอิ่มเอม

 

             [๕] คำว่า สัตว์นั้นได้กามตามปรารถนาแล้ว หมายถึง ได้กามคุณ5 คือ รูป เสียง กลิ่น รส หรือโผฏฐัพพะ อย่างใดอย่างหนึ่ง

 

             [๖] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

   เมื่อสัตว์นั้นปรารถนากามอยู่ เมื่อสัตว์มีฉันทะเกิดแล้ว ถ้ากามเหล่านั้นเสื่อมไป สัตว์นั้น ย่อมกระสับกระส่าย เหมือนสัตว์ที่ถูกลูกศรแทงเข้าแล้ว.

             [๗] คำว่า เมื่อสัตว์นั้นปรารถนากามอยู่ หมายถึง ทุกคนที่อยากได้กามจะไปหามัน

             [๘] คำว่า เมื่อสัตว์มีฉันทะเกิดแล้ว หมายถึง คนๆนั้นเกิดความพอใจในกามแล้ว

             [๙] คำว่า ถ้ากามเหล่านั้นเสื่อมไป ความเสื่อมี 2 ทางคือ กามคุณ5 จากเราไป เช่นถูกขโมยฯ หรือไม่ เราเองนั่นแหละที่จากต้องจากมันเพราะตาย 

ทางแก้ : นักปราชญ์ทราบเหตุนี้แล้ว พึงใช้สอยบ้าง พึงให้ทานบ้าง ครั้นให้ทาน และใช้สอยตามสมควรแล้ว เป็นผู้ไม่ถูกติเตียน ย่อมเข้าถึงสถาน คือ สวรรค์.

 

             [๑๐] คำว่า สัตว์นั้นย่อมกระสับกระส่าย เหมือนสัตว์ที่ถูกลูกศรแทงเข้าแล้ว หมายถึง

กระสับกระส่าย หวั่นไหว ดิ้นรน จุกเสียด เจ็บตัว เจ็บใจ ความโศกรำพัน เจ็บกาย เจ็บใจ และคับแค้นใจ ย่อมเกิดขึ้นเพราะวัตถุกามทั้งหลายแปรปรวนไปจากเดิม

 

             [๑๑] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

                          ผู้ใด ย่อมเว้นขาดกามทั้งหลาย เหมือนบุคคลเว้นขาดหัวงูด้วยเท้า ผู้นั้น

                          เป็นผู้มีสติ ย่อมล่วงพ้นตัณหาอันชื่อว่า วิสัตติกานี้ ในโลกเสียได้.

ว่าด้วยการเว้นขาดจาก วัตถุกาม และ กิเลสกาม

             [๑๒] วัตถุกาม ตามข้อ 2.1. วิธีละเว้น คือ 1.ข่มไว้  2.ตัดให้ขาดไป  

 

ข่มไว้ คือ คิดได้ว่า

  • กามเหมือนโครงกระดูก เพราะใครๆก็ไม่อยากได้
  • กามเหมือนชิ้นเนื้อ เพราะอรรถว่าเป็นของสาธารณ์แก่ชนหมู่มาก
  • กามเหมือนคบเพลิง เพราะมันตามเผาไม่ว่างเว้น
  • กามเหมือนหลุมถ่านเพลิง เพราะมันทำให้เร่าร้อนมาก
  • กามเหมือนความฝัน เพราะมันปรากฏในช่วงเวลาสั้นๆ
  • กามเหมือนของขอยืม เพราะใช้ได้ในช่วงเวลาที่จำกัดแล้วต้องคืน
  • กามเหมือนต้นไม้มีผลดก เพราะผลไม้ที่ดกในต้นใดต้นนั้นคนจะปืนมาเด็ดมาก ต้นจะตาย
  • กามเหมือนดาบและมีด เพราะคมของมันทำร้ายเราได้
  • กามเหมือนหัวงู เพราะมันน่าสะพรึงกลัว
  • กามเปรียบด้วยกองไฟ เพราะไฟกองใหญ่มันร้อนมาก

 

 

วิธีหยุดคิดถึงกาม โดยย้ายอารมณ์มาอยู่ในองค์ภาวนา หรือตามคิดถึง อนุสติ10 ประการ

ข่มกามไว้ ด้วยการตามระลึกถึง อนุสติ 10 คือ

พุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ สีลานุสสติ จาคานุสสติ เทวตานุสสติ อานาปานัสสติ มรณานุสสติ กายคตาสติ อุปสมานุสสติ(คิดถึงพระนิพพาน เป็นอารมณ์)

สร้างปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌานอากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ

อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ

 

             ตัดขาด 

1. โสดาปัตติมรรค เจริญให้ถึงเพื่อปิดอบายภูมิ 

2. สกทาคามิมรรค เว้นขาดกามส่วนหยาบโดยการตัดขาด

3. อนาคามิมรรค   เว้นขาดกามส่วนละเอียดโดยการตัดขาด

4. อรหัตมรรค  เว้นขาดกามโดยอาการทั้งปวง หมดสิ้น มิได้มีส่วนเหลือ  

 

             [๑๓] คำว่า เหมือนบุคคลเว้นขาดหัวงูด้วยเท้า

งู มีชื่อเรียกหลายอย่าง เพราะกิริยาของมัน ดังนี้

สัปปะ. เพราะมันเสือกๆไป

คุหาสยะ. เพราะนอนในถ้ำ

ภุชคะ.  เพราะมันชอบขนดตัว

ทาฒาวุธ. เพราะมันมีเขี้ยวเป็นอาวุธ

อุรคะ. เพราะ เลื้อยไปด้วยอก

โฆรวิสะ. เพราะมีพิษร้ายแรง

ปันนคะ เพราะหัวมันตกอยู่ที่ต่ำ

ทุชิวหา. เพราะมีลิ้นสองแฉก

สิริสปะ. เพราะมันนอนด้วยหัว

ทิรสัญญู เพราะว่ามันลิ้มรสด้วยลิ้นสองแฉก

วิลาสยะ. เพราะมันอาศัยรู

 

 

ใครไม่อยากตาย ให้หลีกเลี่ยง หรือเดินอ้อมหนีงูร้าย เพราะเดินผ่านหัวมัน งูจะกัดเอา จะตายได้  ดังนั้นในเมื่อ กามคุณ5 คืองู เรากลัวงูอย่างใด ก็ให้กลัว กามคุณ5 แบบนั้น

 

             [๑๔] คำว่า ผู้นั้น เป็นผู้มีสติ ย่อมล่วงพ้นตัณหาอันชื่อว่า วิสัตติกานี้ ในโลกเสียได้

ผู้นั้น คือ ผู้เว้นขาดกามทั้งหลาย.

ตัณหาเรียกว่า วิสัตติกา ได้แก่ กามคุณ5 มีรายละเอียด ดังนี้

ความกำหนัด

กำหนัดมาก

ชอบใจ

เพลิดเพลิน

กำหนัดระยะยาว

จิตกำหนัดมาก

ปรารถนา

หลง

ติดใจ

ยินดี

ความข้อง

ติดพัน

แสวงหา

ความลวง

พอใจ

ความให้สัตว์เกิด

ทำให้สัตว์เป็นทุกข์

ความเย็บไว้

เหมือนข่าย

เหมือนกระแสน้ำ

ซ่านไปในอารมณ์

เหมือนเส้นด้าย

กระจายไป

อายุเสื่อมไป

ความเป็นเพื่อน

ความตั้งมั่น

เครื่องนำไปสู่ภพ

ความติดอารมณ์

ตั้งอยู่ในอารมณ์

ความสนิท

ความรัก

ความเพ่งเล็ง

ความผูกพัน

ความหวัง

ความจำนง

ความประสงค์

ความหวังในรูป

ความหวังในเสียง

ความหวังในกลิ่น

ความหวังในรส

ความหวังในสัมผัส

หวังในลาภ

หวังในทรัพย์

หวังในลูก

หวังในชีวิต

ความปรารถนา

จิตปรารถนา

เหนี่ยวรั้ง

หวั่นไหว

ความหวั่นไหว

ความกำเริบ

ความใคร่ดี

กำหนัดที่ผิดธรรม

ความโลภ

ความใคร่

มุ่งหวัง

หมายปอง

ปรารถนาดี

กามตัณหา

อยากมี ,ไม่อยากมี

อยากไปชั้นพรหม

อยากไปอรูปพรหม

อยากหลุดพ้น

ตัณหาทางตา

ตัณหาทางหู

ตัณหาทางจมูก

ตัณหาทางลิ้น

ตัณหาทางสัมผัส

ตัณหาทางใจ

โอฆะ กาม

โยคะ เครื่องผูก

คันถะ บ่วงปมมัด

อุปาทาน คิดไป

ความกั้น

ความปิด , บัง

ใจเข้าไปเศร้าหมอง

นอนเนื่อง

กลุ้มรุมจิต

ดังว่าเถาวัลย์

ปรารถนาวัตถุ

รากเหง้าแห่งทุกข์

เหตุแห่งทุกข์

แดนเกิดแห่งทุกข์

บ่วงมาร

เบ็ดมาร

วิสัยมาร

ข่ายตัณหา

โซ่ตัณหา

อภิชฌา

โลภะอกุศลมูล

 

วิสัตติกา แปลว่า อันซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ซ่านไป แผ่ไป แล่นไป ครอบงำ สะท้อนไป เหตุให้

พูดผิด มีมูลรากเป็นพิษ ผลเป็นพิษ เปรียบด้วยเครื่องบริโภคเป็นพิษ

 

ตัณหา นั้นแผ่ไปในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ สกุล คณะ ที่อยู่ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ กามภพ รูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ        เนวสัญญานาสัญญาภพ (เอกโวการภพ อสัญญสัตตาพรหมมีแต่รูป) จตุโวการภพพวกพรหมที่ไม่มีรูป ปัญจโวการภพมีครบ 5 ขันธ์

ทั้งในอดีต ในอนาคต ในปัจจุบัน แล่นไป ซ่านไป  ในรูปที่เห็นแล้ว เสียงที่ได้ยินแล้ว กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่ทราบแล้ว และในธรรมที่พึงรู้แจ้ง

 

             คำว่า ในโลก คือ อบายโลก มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก.

 

สติ มาจากไหน สร้างโดย เจริญสติกาย รู้ลม เวทนา รูสุข ทุกข์ เฉยๆ จิต เกิดอารมณ์แบบไหนก็รู้ ธรรม จิตเกิดธรรมะข้อไหนก็รู้ เรียกว่ารู้ตัวทั่วพร้อม

ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะ สร้างสติขึ้น และกำลัดอุปสรรคที่ขวางสติ คือ นิวรณ์5 ง่วง,ฟุ้ง,พยาบาท,ลังเลสงสัย,ติดใจในรูปสวยเสียงเพราะกลิ่นหอมรสอร่อยสัมผัสระหว่างเพศ

 

รักษาสติโดย ระลึกอยู่เสมอๆ เป็นผู้สงบ เป็นผู้ระงับ เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของสัตบุรุษ.คือ

พุทธานุสสติ ธรรมานุสสติ สังฆานุสสติ สีลานุสสติ จาคานุสสติ เทวตานุสสติ อานาปานัสสติ มรณานุสสติ

กายคตาสติ อุปสมานุสสติ. ความระลึกถึง ระลึกเฉพาะ กิริยาที่ระลึก ทรงจำ ไม่เลื่อนลอย ไม่หลงลืมสติ

สตินทรีย์ สติพละ สัมมาสติ สติสัมโพชฌงค์ เอกายนมรรค ธรรมนี้ เรียกว่า สติ.

 

ทำอย่างไรเรียกว่ามีสติ ต้องเป็นผู้เข้าใกล้ เข้าชิด เข้าถึง เข้าถึงพร้อม เข้าไปถึง เข้าไปถึงพร้อม

 

             คำว่า ผู้นั้นเป็นผู้มีสติ ย่อมล่วงพ้นตัณหาอันชื่อว่า วิสัตติกานี้ ในโลกเสียได้

เพราะผู้นั้นเป็นผู้มีสติ

 

            [๑๕] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

                          นรชนใด ย่อมปรารถนาไร่นา ที่ดิน เงิน โค ม้า ทาส คนภายใน

                          สตรี พวกพ้อง กามเป็นอันมาก.

             [๑๖] คำว่า ไร่นา ที่ดิน เงิน มีความว่า ไร่นา ให้แปลรวมว่า ทรัพย์สมบัติ

             [๑๗] คำว่า ทาส ได้แก่ ทาส ๔ จำพวก คือ 1.ทาสที่เกิดภายในบ้าน 2.ทาสที่ซื้อมา 3.ผู้ที่มาสมัครเป็นทาส 4.เชลยผู้ที่เข้าถึงความเป็นทาส.

             [๑๘] กามที่ชอบใจ คือ รูปที่ชอบใจ เสียงที่ชอบใจ กลิ่นที่ชอบใจ รสที่ชอบใจ โผฏฐัพพะที่ชอบใจ

             [๑๙] คำว่า นรชนใด ย่อมปรารถนา มีความว่า ทุกคนที่มีกิเลส ชอบ กามคุณ5

             [๒๐] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

                          เหล่ากิเลสอันไม่มีกำลัง ย่อมครอบงำนรชนนั้น เหล่าอันตราย ย่อมย่ำยี

                          นรชนนั้น เพราะอันตรายนั้น ทุกข์ย่อมติดตามนรชนนั้นไป เหมือน

                          น้ำไหลเข้าสู่เรือที่แตกแล้ว ฉะนั้น.

 

             [๒๑] คำว่า เหล่ากิเลสอันไม่มีกำลัง ย่อมครอบงำนรชนนั้น แปลว่า คนที่ไม่มี พละ5 ไม่กลัวบาป แม้กิเลส เล็กๆ ก็ย่ำยี เขาได้สบาย

             [๒๒] คำว่า เหล่าอันตรายย่อมย่ำยีนรชนนั้น  แปลว่า อันตรายมี 2 รูปแบบ คือ อันตรายแบบที่มองเห็น(ภายนอก) เช่น งู,ยุง โรคต่างๆ อากาศหนาวร้อน  ส่วนอันตรายที่มองไม่เห็น(ภายในจิต) เช่น เราติดในนิวรณ์5  ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ผูกโกรธไว้ ลบลู่คุณท่าน ตีเสมอ ริษยา ตระหนี่ มายา โอ้อวด หัวดื้อ แข่งดี ถือตัว ดูหมิ่นท่าน มัวเมา ประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความ

เร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง อภิสังขาร คือ อกุศลธรรมทั้งปวง

             อันตราย หมายถึง กิเลสเหล่านี้มันครอบงำเราไว้ ทำให้เราเสื่อมจากความดี ดลใจให้เราทำอกุศลอันตรายคือ ทำให้เรา ตกนรก

             เสื่อม หมายถึง เสื่อมจาก ความดี ดีทางกายวาจา คือศีล ดีทางใจ คือ สมาธิและปัญญาในการยอมรับตามความเป็นจริง

 

ทางแก้ไข  :  ทำศีลให้บริบูรณ์ คุ้มครองทวาร(ตาหูจมูกลิ้นกายใจ) รู้จักประมาณใน

การบริโภค ทำบ่อยๆจะเป็นผู้ตื่นมี โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ

4 สติ(ระลึกได้) สัมปชัญญะ(รู้ตัวทั่วพร้อม) ทำได้ 4 ทาง คือ ทางร่างกาย ดูลมหายใจ หรือดูเวทนาที่เกิดกับกายก็ได้ นี่ทางกาย  ส่วนทางใจ คือดู เวทนา , และขณะนี้มี ธรรมะอะไรเกิดกับใจบ้าง

4 สัมมัปปธาน ๔ มีขาว2 ดำ2 คิดถึงความดีที่ทำไปแล้วและสร้างความดีใหม่เสมอๆ ไม่นึกถึงความเลวเดิมและไม่สร้างความเลวขึ้นอีก

4 อิทธิบาท ๔ พอใจที่จะทำดี พยายามทำดี มีจิตจดจ่อ และใคร่ครวญกับความดีที่จะทำ

5 อินทรีย์ ๕ เชื่อว่าพระนิพพานมีจริง พยายามตัดกิเลสเพื่อพระนิพพาน สร้างสติบ่อยๆให้มีพลัง โดยการทำสมาธิเสมอๆ เพื่อให้ปัญญายอมรับความจริงเกิดขึ้น

5 พละ ๕ ใช้ศรัทธาควบคุมความสงสัย วิริยะคุมขี้เกียจ  สติควบคุมความประมาท การไม่ใส่ใจ ใจลอย ไร้สติ สมาธิพละ ควบคุมการวอกแวกเขว่ไขว่ ฟุ้งซ่าน  ปัญญาควบคุมเพิกเฉยไม่สนใจ หลงงมงาย

7 โพชฌงค์ ๗   ประกอบไปด้วย สร้างสติ เพื่อระลึกเสมอๆ สอดส่องสืบค้นธรรม มีความเพียร ปีติความอิ่มใจ ความสงบกายใจ สมาธิ ตั้งมั่นแน่วในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง อุเบกขามีใจเป็นกลางยอมรับตามความเป็นจริง

8 อริยมรรคมีองค์ ๘  มีความเห็นที่ถูกต้อง มีความคิดละเว้นจากความพอใจ ความพยาบาทและการเบียดเบียน เจรจาที่ถูกต้อง ไม่พูดเท็จ หยาบคาย ส่อเสียดและเพ้อเจ้อ  การปฏิบัติที่ถูกต้องทางกาย หาเลี้ยงชีพอย่างซื่อสัตย์สุจริต มีเพียรที่ถูกต้อง คือการละบาปอกุศลทางใจ และเจริญกุศลให้ยิ่งๆขึ้นไป

 

งู อันตราย เหมือน ตัณหา เพราะ เปรียบเหมือนงูอยู่รู เหมือน ตัณหาอยู่ในใจคนที่เป็นอกุศลธรรม

             สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า

             ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้อยู่ร่วมกับกิเลสอันอยู่อาศัยในภายใน ผู้อยู่ร่วมกับกิเลสที่ฟุ้งซ่าน ย่อมอยู่ลำบาก ไม่ผาสุก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้อยู่ร่วมกับกิเลสอันอยู่อาศัยในภายในผู้อยู่ร่วมกับกิเลสที่ฟุ้งซ่าน ย่อมอยู่ลำบาก ไม่ผาสุกอย่างไร? ดูกรภิกษุทั้งหลาย อกุศลธรรมอันลามก มีความดำริอันซ่านไปในอารมณ์อันเกื้อกูลแก่สัญโญชน์ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุในธรรมวินัยนี้เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ อกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น ย่อมอยู่ซ่านไปในภายในแห่งภิกษุนั้นเพราะเหตุดังนี้นั้น ภิกษุนั้นจึงเรียกว่า ผู้อยู่ร่วมกับกิเลสอันอยู่อาศัยในภายใน อกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้นย่อมกลุ้มรุมภิกษุนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ภิกษุนั้นจึงเรียกว่า ผู้อยู่ร่วมกับกิเลสที่ฟุ้งซ่าน อีกประการหนึ่ง อกุศลธรรมอันลามก มีความดำริอันซ่านไปในอารมณ์อันเกื้อกูลแก่สัญโญชน์ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุ เพราะได้ยินเสียงด้วยโสต ... เพราะสูดกลิ่นด้วยฆานะ ... เพราะลิ้มรสด้วยชิวหา ... เพราะถูกต้องโผฏฐัพพพะด้วยกาย ... เพราะรู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจ อกุศล

ธรรมอันลามกเหล่านั้น ย่อมอยู่ซ่านไปในภายในแห่งภิกษุนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ภิกษุนั้นจึงเรียกว่า ผู้อยู่ร่วมกับกิเลสอันอยู่อาศัยในภายใน อกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น ย่อมกลุ้มรุมภิกษุนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ภิกษุนั้นจึงเรียกว่า อยู่ร่วมกับกิเลสที่ฟุ้งซ่าน ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุผู้อยู่ร่วมกับกิเลสอันอยู่อาศัยในภายใน ผู้อยู่ร่วมกับกิเลสที่ฟุ้งซ่าน ย่อมอยู่ลำบาก ไม่ผาสุกอย่างนี้แล.

             เพราะฉะนั้น เพราะอรรถว่าเป็นที่อยู่แห่งกุศลธรรมทั้งหลายอย่างนี้ จึงชื่อว่า อันตราย.

             สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการเหล่านี้ เป็น

มลทินในภายใน เป็นอมิตรในภายใน เป็นข้าศึกในภายใน เป็นเพชฌฆาตในภายใน เป็นศัตรูในภายใน ธรรม ๓ ประการเป็นไฉน? คือ โลภะ โทสะ โมหะ เป็นมลทินในภายใน เป็นอมิตรในภายในเป็นข้าศึกในภายใน เป็นเพชฌฆาตในภายใน เป็นศัตรูในภายใน  

             พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว จึงตรัสคาถา

ประพันธ์ต่อไปอีกว่า-

โลภะ ยังสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ให้เกิด ยังจิตให้ให้กำเริบ เป็นภัยเกิดขึ้นในภายใน พาลชน ย่อมไม่รู้สึกภัยนั้น คนผู้โลภแล้วย่อมไม่รู้อรรถ คนผู้โลภแล้ว ย่อมไม่เห็นธรรม เมื่อใด ความโลภ ครอบงำนรชน เมื่อนั้น นรชนนั้น ย่อมมีความมืดตื้อ

 

โทสะ ยังสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ให้เกิด ยังจิตให้กำเริบ เป็นภัยเกิดขึ้นในภายใน พาลชน ย่อมไม่รู้สึกภัยนั้น คนผู้โกรธแล้วย่อมไม่รู้อรรถ คนผู้โกรธแล้ว ย่อมไม่เห็นธรรม เมื่อใด ความโกรธครอบงำนรชน เมื่อนั้นนรชนนั้น ย่อมมีความมืดตื้อ

 

โมหะ ยังสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ให้เกิดยังจิตให้กำเริบ เป็นภัยเกิดขึ้นในภายใน พาลชน ย่อมไม่รู้สึกภัยนั้น คนผู้หลงแล้ว ย่อมไม่รู้อรรถ คนผู้หลงแล้ว ย่อมไม่เห็นธรรมเมื่อใด ความหลงครอบงำนรชน เมื่อนั้น นรชนนั้น ย่อมมีความมืดตื้อ.

             สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ดูกรมหาบพิตร ธรรม ๓ ประการแล เมื่อเกิด

ขึ้นในภายในแห่งบุรุษ ย่อมเกิดขึ้นเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่ผาสุก

ธรรม ๓ ประการเป็นไฉน? คือ โลภะ โทสะ โมหะ เมื่อเกิดขึ้นในกายในแห่งบุรุษ ย่อมเกิดขึ้นเพื่อมิใช่

ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่ผาสุก

 

             พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา  ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว จึงตรัสคาถา

ประพันธ์ต่อไปอีกว่า

โลภะ โทสะ โมหะ เกิดขึ้นในตน ย่อมกำจัดบุรุษผู้มีจิตลามกเหมือนขุยไผ่กำจัดไม้ไผ่ ฉะนั้น.

             สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า

ราคะ และโทสะ มีอัตภาพนี้เป็นเหตุ เกิดแต่อัตภาพนี้ ไม่ยินดีกุศล ยินดีแต่กามคุณ ทำให้ขนลุก บาปวิตกในใจ ตั้งขึ้นแต่อัตภาพนี้แล้ว ผูกจิตไว้ เหมือนพวกเด็กผูกกาที่ข้อเท้าไว้ ฉะนั้น.

 

             [๒๓] คำว่า เพราะอันตรายนั้น ทุกข์ย่อมติดตามนรชนนั้นไป มีความว่า เพราะอันตรายนั้นๆ ทุกข์ย่อมติดตาม ตามไป ไปตามบุคคลนั้น คือ ชาติทุกข์ ย่อมติดตาม ตามไปไปตาม ชราทุกข์ ... พยาธิทุกข์ ... มรณทุกข์ ... ทุกข์ คือ ความโศก ร่ำไร ลำบากกาย ทุกข์ใจความแค้นใจ ... ทุกข์ คือ ความเกิดในนรก ... ทุกข์ คือ ความเกิดในกำเนิดเดียรัจฉาน ... ทุกข์ คือความเกิดในวิสัยเปรต ... ทุกข์ คือ ความเกิดในมนุษย์ ... ทุกข์มีความเกิดในครรภ์เป็นมูล ... ทุกข์มีความตั้งอยู่ในครรภ์เป็นมูล ... ทุกข์มีความคลอดจากครรภ์เป็นมูล ... ทุกข์ที่ติดตามสัตว์ที่เกิดแล้ว ... ทุกข์อันเนื่องแต่ผู้อื่นแห่งสัตว์ที่เกิดแล้ว ... ทุกข์อันเกิดแต่ความขวนขวายของตน ...

ทุกข์อันเกิดแต่ความขวนขวายของผู้อื่น ... ทุกข์เกิดแต่ทุกขเวทนา ... ทุกข์เกิดแต่สังขาร ...ทุกข์เกิดแต่ความแปรปรวน ... เป็นโรคต่างๆ เช่น โรคทางจักษุ โรคทางโสต โรคทางฆานะ โรคทางชิวหา โรคทางกาย โรคทางศีรษะ โรคทางหู โรคทางปาก โรคทางฟัน โรคไอ โรคหืด โรคไข้หวัด โรคไข้พิษโรคไข้เซื่องซึม โรคในท้อง โรคลมสลบ โรคบิด โรคจุกเสียด โรคลงราก โรคเรื้อน โรคฝีโรคขี้กลาก โรคมองคร่อ โรคลมบ้าหมู โรคหิดเปื่อย โรคหิดด้าน โรคคุดทะราดหูด โรคละลอกโรคคุดทะราดบวม โรคอาเจียนโลหิต โรคดีเดือด โรคเบาหวาน โรคเริม โรคพุพอง โรคริดสีดวงอาพาธมีดีเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีเสมหะเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีลมเป็นสมุฏฐาน อาพาธสันนิบาตอาพาธเกิดแต่ฤดูแปรปรวน อาพาธเกิดแต่บริหารไม่สม่ำเสมอ อาพาธอันเกิดแต่ความเพียรเกิน

กำลัง อาพาธอันเกิดแต่วิบากของกรรม ความหนาว ความร้อน ความหิว ความกระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ ทุกข์เกิดแต่สัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เสือกคลาน ทุกข์เพราะความตายแห่งมารดา ทุกข์เพราะความตายแห่งบิดา ทุกข์เพราะความตายแห่งพี่ชายและน้องชายทุกข์เพราะความตายแห่งพี่สาวและน้องสาว ทุกข์เพราะความตายแห่งบุตร ทุกข์เพราะความตายแห่งธิดา ทุกข์เพราะความฉิบหายแห่งญาติ ทุกข์เพราะความฉิบหายแห่งโภคทรัพย์ ทุกข์เพราะความฉิบหายอันเกิดแต่โรค ทุกข์เพราะความฉิบหายแห่งศีล ทุกข์เพราะความฉิบหายแห่งทิฏฐิ ย่อมติดตาม ตามไป ไปตามบุคคลนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะอันตรายนั้น ทุกข์ย่อมติดตามนรชนนั้นไป.

 

             [๒๔] คำว่า เหมือนน้ำไหลเข้าสู่เรือที่แตกแล้ว ฉะนั้น มีความว่า น้ำไหลซึมเข้าสู่เรือ

ที่แตกแล้ว คือ น้ำย่อมซึมเข้าไป ตามเข้าไป ไหลเข้าไปแต่ที่นั้นๆ คือ ย่อมซึมเข้าไป ตาม

เข้าไป ไหลเข้าไป ข้างหน้าบ้าง ข้างหลังบ้าง ข้างท้องบ้าง แต่ข้างๆ บ้าง ฉันใด เพราะอันตราย

นั้นๆ ทุกข์ย่อมติดตาม ตามไป ไปตามบุคคลนั้น คือ ชาติทุกข์ ย่อมติดตาม ตามไป ไปตาม ฯลฯ

ทุกข์เพราะความฉิบหายแห่งทิฏฐิ ย่อมติดตาม ตามไป ไปตามบุคคลนั้น ฉะนั้น เพราะฉะนั้น

จึงชื่อว่า เหมือนน้ำไหลเข้าสู่เรือที่แตกแล้ว. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า

                          เหล่ากิเลสอันไม่มีกำลัง ย่อมครอบงำนรชนนั้น เหล่าอันตราย ย่อม

                          ย่ำยีนรชนนั้น เพราะอันตรายนั้น ทุกข์ย่อมติดตามนรชนนั้นไป เหมือน

                          น้ำไหลเข้าสู่เรือที่แตกแล้ว ฉะนั้น.

ว่าด้วยผู้มีสติทุกเมื่อ

             [๒๕] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

                          เพราะเหตุนั้น สัตว์ผู้เกิดมา พึงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ พึงเว้นขาดกาม                          ทั้งหลาย ครั้นเว้นขาดกามเหล่านั้นแล้ว พึงข้ามโอฆะได้ เหมือนบุคคล  วิดน้ำในเรือแล้วไปถึงฝั่ง ฉะนั้น.

             [๒๖] คำว่า เพราะเหตุนั้น สัตว์ผู้เกิดมา พึงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ มีความว่า คำว่าเพราะเหตุนั้น คือ เพราะฉะนั้น เพราะการณ์นั้น เพราะเหตุนั้น เพราะปัจจัยนั้น เพราะนิทานนั้น สัตว์ผู้เกิดมา เมื่อเห็นโทษนั้นในกามทั้งหลาย ฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะเหตุนั้น. คำว่าสัตว์ผู้เกิดมา ได้แก่ สัตว์ นรชน มาณพ บุรุษ บุคคล ผู้มีชีวิต ผู้เกิด สัตว์เกิด ผู้มีกรรมมนุษย์. คำว่า ในกาลทุกเมื่อ คือ ในกาลทุกเมื่อ ในกาลทั้งปวง ตลอดกาลทั้งปวง ตลอด

กาลเป็นนิตย์ ตลอดกาลยั่งยืน ตลอดกาลเป็นนิรันดร์ ตลอดกาลเป็นอันเดียว ตลอดกาลติดต่อตลอดกาลเป็นลำดับ ตลอดกาลไม่ขาดระยะ ตลอดกาลไม่มีระหว่าง ตลอดกาลสืบเนื่อง ตลอดกาลไม่ขาดสาย ตลอดกาลกระชั้นชิด ในการก่อนภัต ในกาลหลังภัต ในยามต้น ในยามกลางในยามหลัง ในข้างแรม ในข้างขึ้น ในฤดูฝน ในฤดูหนาว ในฤดูร้อน ในตอนวัยต้น.ตอนวัยกลาง ในตอนวัยหลัง.

คำว่า มีสติ (๑)- ได้แก่เป็นผู้มีสติโดย  สติปัฎฐานสูตร พึงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ

 

             [๒๗] คำว่า พึงเว้นขาดกามทั้งหลาย มีความว่า กามทั้งหลาย ได้แก่ กาม ๒ อย่าง

โดยหัวข้อ คือ วัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑.

             [๒๘] คำว่า ครั้นเว้นขาดกามเหล่านั้นแล้ว พึงข้ามโอฆะได้ มีความว่า คำว่า เหล่า

นั้น คือ สัตว์ผู้เกิดมา กำหนดรู้วัตถุกามทั้งหลาย ละ  ละทั่ว บรรเทา ทำให้สูญสิ้น ให้ถึง

ความไม่มีในภายหลัง ซึ่งกิเลสกาม คือ ละ ละทั่ว บรรเทา ทำให้สูญสิ้น ให้ถึงความไม่มีใน

ภายหลัง

             [๒๙] คำว่า เหมือนบุคคลวิดน้ำในเรือแล้วไปถึงฝั่ง ฉะนั้น มีความว่า บุคคลวิดสาดออก ทิ้งออกซึ่งน้ำในเรืออันทำให้หนัก บรรทุกหนักแล้ว พึงไปถึงฝั่งด้วยเรือที่เบา โดยเร็วไว โดยไม่ลำบาก ฉันใด สัตว์ผู้เกิดมา กำหนดรู้วัตถุกามทั้งหลาย ละ ละทั่ว บรรเทาทำให้สูญสิ้น ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง ซึ่งกิเลสกาม คือ ละ ละทั่ว บรรเทา ทำให้สูญสิ้นให้ถึงความไม่มีในภายหลังซึ่ง นิวรณ์5  พึงไปถึงฝั่งโดยเร็วไว โดยไม่ลำบาก ฉันนั้น. อมตนิพพานเรียกว่า ฝั่ง ได้แก่ ธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา

เป็นที่คลายกำหนัด เป็นที่ดับ เป็นที่ออกไป จากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด พึงถึง บรรลุถูกต้อง ทำให้แจ้งซึ่งฝั่ง. คำว่า ถึงฝั่ง คือ ผู้ใด ใคร่เพื่อจะถึงฝั่ง ผู้นั้นชื่อว่า ผู้ถึงฝั่งผู้ใดย่อมไปสู่ฝั่ง ผู้นั้นชื่อว่า ผู้ถึงฝั่ง ผู้ใด ถึงฝั่งแล้ว ผู้นั้นชื่อว่า ผู้ถึงฝั่ง.

             สมเด็จจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า บุคคลผู้ข้ามพ้นแล้วถึงฝั่งแล้ว ดำรงอยู่บนบกชื่อว่า เป็นพราหมณ์. ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำว่า พราหมณ์ เป็นชื่อพระอรหันต์ พระอรหันต์นั้นถึงฝั่งด้วยการรู้ยิ่ง ถึงฝั่งด้วยการกำหนดรู้ ถึงฝั่งด้วยการละ ถึงฝั่งด้วยการเจริญ ถึงฝั่งด้วยการทำให้แจ้ง ถึงฝั่งด้วยการบรรลุ ถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง ด้วยการรู้ยิ่ง ถึงฝั่งแห่งทุกข์ทั้งปวงด้วยการกำหนดรู้ ถึงฝั่งแห่งกิเลสทั้งปวง ด้วยการละ ถึงฝั่งแห่งอริยมรรค

ฝั่งคือ นิโรธ ด้วยการทำให้แจ้ง ถึงฝั่งแห่งสมาบัติทั้งปวง ด้วยการบรรลุ พระอรหันต์นั้นถึงความชำนาญ ถึงความสำเร็จในอริยศีล ถึงความชำนาญ ถึงความสำเร็จในอริยสมาธิถึงความชำนาญ ถึงความสำเร็จในอริยปัญญา ถึงความชำนาญ ถึงความสำเร็จในอริยวิมุติพระอรหันต์นั้น ไปสู่ฝั่งแล้ว ถึงฝั่งแล้ว ไปสู่ส่วนสุดแล้ว ถึงส่วนสุดแล้ว ไปสู่ที่สุดแล้วถึงที่สุดแล้ว ไปสู่ที่สุดรอบแล้ว ถึงที่สุดรอบแล้ว ไปสู่ความสำเร็จแล้ว ถึงความสำเร็จแล้วไปสู่ที่ป้องกันแล้ว ถึงที่ป้องกันแล้ว ไปสู่ที่ลับแล้ว ถึงที่ลับแล้ว ไปสู่ที่พึ่งแล้ว ถึงที่พึ่งแล้ว ไปสู่ที่ไม่มีภัยแล้ว ถึงที่ไม่มีภัยแล้ว ไปสู่ที่ไม่จุติแล้ว ถึงที่ไม่จุติแล้ว ไปสู่ที่ไม่ตายแล้ว ถึงที่ไม่ตายแล้ว ไปสู่นิพพานแล้ว ถึงนิพพานแล้ว พระอรหันต์นั้น อยู่จบแล้วประพฤติจรณะแล้ว มีทางไกลอันถึงแล้ว มีทิศอันถึงแล้ว มีที่สุดอันถึงแล้ว มีพรหมจรรย์ อันรักษาแล้ว ถึงทิฏฐิอันอุดมแล้ว มีมรรคอันเจริญแล้ว มีกิเลสอันละเสียแล้ว มีการแทงตลอดมิได้กำเริบ มีนิโรธอันทำให้แจ้งแล้ว มีทุกข์อันกำหนดรู้แล้ว มีสมุทัยอันละแล้ว มีนิโรธอันทำให้แจ้งแล้ว มีมรรคอันเจริญแล้ว มีธรรมที่ควรรู้ยิ่งอันได้รู้ยิ่งแล้ว มีธรรมที่ควรกำหนดรู้กำหนดรู้แล้ว มีธรรมที่ควรละอันละแล้ว มีธรรมที่ควรเจริญอันเจริญแล้ว มีธรรมที่ควรทำให้แจ้งอันทำให้แจ้งแล้ว พระอรหันต์นั้น มีอวิชชาเป็นลิ่มสลักอันถอนเสียแล้ว มีกรรมเป็นคูอันกำจัดเสียแล้ว มีตัณหาเป็นเสาระเนียดอันถอนเสียแล้ว ไม่มีสัญโญชน์เป็นบานประตู เป็นผู้ไกลจากกิเลสอันเป็นข้าศึก มีมานะเป็นธงอันให้ตกไปแล้ว มีภาระอันปลงเสียแล้ว มีโยคะกิเลสมิได้เกี่ยวข้อง มีองค์ห้าอันละเสียแล้ว ประกอบด้วยองค์หก มีสติเป็นธรรมเอกเป็นเครื่องรักษา มีธรรมเป็นเครื่องอาศัยสี่ มีทิฏฐิสัจจะเฉพาะอย่างอันบรรเทาเสียแล้ว มีการแสวงหาอันชอบ ไม่หย่อน ประเสริฐ มีความดำริมิได้ขุ่นมัว มีกายสังขารอันระงับแล้ว มีจิตพ้นดีแล้วมีปัญญาพ้นดีแล้ว เป็นผู้มีความบริบูรณ์ มีพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว เป็นอุดมบุรุษ เป็นบรมบุรุษถึงความบรรลุปรมัตถะ พระอรหันต์นั้น มิได้ก่อ มิได้กำจัด กำจัดตั้งอยู่แล้ว มิได้ละ มิได้ถือมั่นละแล้วจึงตั้งอยู่ มิได้เย็บ มิได้ยก เย็บแล้วจึงตั้งอยู่ มิได้ดับ มิได้ให้ลุก ดับแล้วจึงตั้งอยู่

ดำรงอยู่ เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ ซึ่งเป็นอเสขะ แทงตลอดอริยสัจจะแล้วจึงตั้งอยู่ ก้าวล่วงตัณหาอย่างนี้แล้ว จึงตั้งอยู่ ดับไฟกิเลสแล้วจึงตั้งอยู่ ตั้งอยู่เพราะเป็นผู้ไม่ต้องไปรอบ ยึดถือเอายอดแล้ว ตั้งอยู่ตั้งอยู่เพราะเป็นผู้ซ่องเสพวิมุติ ดำรงอยู่ด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาอันบริสุทธิ์ ดำรงอยู่ด้วยความบริสุทธิ์โดยส่วนเดียว ดำรงอยู่ในความเป็นผู้ไม่แข็งกระด้างด้วยตัณหาทิฏฐิ มานะอันบริสุทธิ์ ตั้งอยู่เพราะเป็นผู้หลุดพ้น ตั้งอยู่เพราะเป็นผู้สันโดษ ตั้งอยู่ในส่วนสุดรอบแห่งขันธ์ธาตุ อายตนะ คติ อุปบัติ ปฏิสนธิ ภพ สงสาร วัฏฏะ ตั้งอยู่ในภพอันมีในที่สุด ตั้งอยู่ในสรีระที่สุด ทรงไว้ซึ่งร่างกายที่สุด.             สมจริงดังประพันธ์คาถาว่า:-

                          พระขีณาสพนั้น มีภพนี้เป็นที่สุด มีสรีระนี้เป็นทีหลัง มิได้

                          มีชาติ มรณะ สงสาร และภพใหม่.

                          เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เหมือนบุคคลวิดน้ำในเรือแล้วไปถึงฝั่ง ฉะนั้น.

             เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า

                          เพราะเหตุนั้น สัตว์ผู้เกิดมา พึงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ พึงเว้นขาดกาม

                          ทั้งหลาย ครั้นเว้นขาดกามเหล่านั้น พึงข้ามโอฆะได้ เหมือนบุคคล

                          วิดน้ำในเรือแล้วไปถึงฝั่ง ฉะนั้น ดังนี้.

จบ กามสุตตนิทเทส ที่ ๑.