จิตวิทยา เป็นศาสตร์ที่ในอดีตผู้คนให้ความสนใจน้อยจนกระทั่ง ทำให้เป็นวิทยาศาสตร์จับต้องได้จริงจึงเริ่มมีผู้คนให้ความสนใจ กระบวนการจึงเข้าสู่รูปแบบในการวิจัยอาศัยหลักในการสังเกตและจดบันทึก ทดลองซ้ำๆจนมั่นใจจึงประกาศเป็นทฤษฎี และมีการพัฒนาต่อยอดด้วยความคิดแปลกแยก คัดค้านในบางส่วนหรืออาจจะทั้งหมดเพราะนำไปใช้แล้วได้ผลกับเพียงบางกลุ่ม แต่งานที่กลุ่มของตนคิดค้นมาใช้งานได้ดีกว่า นี้จึงเป็นการพัฒนาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน การศึกษามี 2 ส่วน คือ กาย กับจิต ในยุคหลังๆ นักจิตวิทยาให้ความสนใจเกี่ยวกับจิตมากขึ้น ทั้งนี้สังเกตจากงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องจิตที่มีความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายเริ่มทำการศึกษามาตั้งแต่ 1920 ซึ่งเป็นงานวิจัยระยะยาวกว่า 40 ปีโดยมีการติดตามผลจนกระทั่ง กลุ่มตัวอย่างแก่ชราและเสียชีวิตลงก็มี[1]
1. ทฤษฎีจิตวิทยาและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความกลัวตาย
ทฤษฎีการจัดการความหวาดกลัว (Terror-Management Theory)[2] . ความวิตกกังวล และ ความกลัวตาย มีอาการเหมือนกันเรียกว่า กลัวการสูญพันธุ์(non-existence)บนพื้นฐานทฤษฎีดังกล่าวมีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าการตายมีความสัมพันธ์กับ ความอคติชาติพันธุ์ เป็นผลจาก ทรัพย์ ตำแหน่ง อำนาจ โอกาสในสังคม ที่แตกต่าง ส่งผลให้ความกลัวตายที่ต่างกัน สกุลที่มีทรัพย์ อำนาจ จะกลัวตายมากกว่าสกุลที่ตำศักดิ์กว่า[3] มันเป็นความกลัวที่ไม่อยากเจอ Carpenito-Moyet[4] ดังนั้นทฤษฎีการจัดการความหวาดกลัว (Terror-Management Theory) สรุปได้ว่า เราตายแต่เลือดเราที่ส่งต่อไปยังทายาทยังอยู่ เปรียบเหมือนเรายังไม่ตาย สมบัติโอนเป็นมรดกให้ทายาท และมีการนำทฤษฎีนี้ไปยังยังหน่วยงานเช่น ผู้ที่ทำงานอยู่ในนั้นสามารถฝากลูกเข้าทำงานแทนได้ หรือไม่ก็ให้เป็นรางวัลกับผู้ปฏิบัติหน้าที่ถึงแก่ชีวิต ให้ลูกเมื่อเรียนจบให้มาทำงานแทนบิดาได้ แต่โดยเนื้อแท้ของทฤษฎี โครงการอมตะขออยู่นานๆ (Immortality Project) เป็นการออกแบบเพื่อชีวิตเป็นอมตะ (Biological / Physical) เป็นโครงการที่ใช้ความรู้ทางชีวภาค เพื่อสร้างอวัยวะขึ้นเพื่อเตรียมไว้เปลี่ยนถ่าย The Human Genome Project under Intelligence Community เมื่ออวัยวะเดิมชำรุด และในหลายประเทศมีโครงการเพื่อสุขภาพโดยใช้อาหารเป็นยา ในกลุ่มนี้มีหลักการว่าเมื่อร่างกายดี มีโอกาสอยู่ได้นานถึง ๑๒๐ ปีดังนั้นจึงเกิดโครงการอาหารเพื่อสุขภาพ อยู่หลายแห่ง ส่วนกรณีการสร้างสิ่งต่างๆขึ้นทดแทน เช่น สร้างลูก(ดำรงเผ่าพันธุ์) ลูก เป็นการสืบสายเลือด สืบนามสกุล ซึ่งจัดว่าเป็นรูปธรรมมากกว่าวิธีอื่นการขยายสายเลือดฝากไว้บนโลกนี้แทนตัวเอง เมื่อเราตาย แต่สายเลือดเรายังอยู่สร้างอนุสรณ์ เช่นอนุสาวรีย์ , สร้างถาวรวัตถุ , สร้างคุณความดีฝากไว้บนแผ่นดิน ,ตายเพื่อชาติ พวกนักรบที่ตายเพื่อชาติ ,การติดชื่อไว้ตามผนังโบสถ์หรือส่วนต่างๆของวัดสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการบอกคนข้างหลังว่า เมื่อสมัยก่อนได้มีบุคคลคนนี้สร้างความดีไว้ ทั้งหมดนี้เพื่อการบอกว่า “ข้าฯยังอยู่” การไม่อยากตาย นั่นคือ การอยากมีอายุยืน นั่นเอง เมื่อเราได้ไปกราบไหว้ผู้ใหญ่ ก็มักจะได้รับพรว่า “ขอให้มีอายุยืน” ส่วนในภาพยนตร์จีน เมื่อฮ่องแต้เสด็จ เหล่าอำมาตย์จะคุกเข่าและเปล่งวาจาว่า “ขอให้มีอายุยืนหมื่นๆปีๆ” และการกลัวตาย ยังมองเห็นได้จาก เครื่องรางของขลัง คงกระพันชาตรี ที่ชายฉกรรจ์ ต้องหาไว้คุ้มครองตนเอง การทำทั้งหมดที่ว่ามานี้เป็นไปเพื่อขจัดความกลัวตาย ที่ระงับได้เพียงชั่วคราว
ในการพรรณนาเกี่ยวกับความกลัวตาย โดยอาศัยผลงานวิจัยและเอกสารต่างๆของนักจิตวิทยาที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้เพื่อให้ทราบว่า คนทั่วๆไปกลัวตายเพราะอะไร และระดับของความกลัว
ความกลัวตายเกิดจากบุคคลอื่น ลักษณะความกลัวตายชนิดนี้เกิดจาก กลัวว่าจะถูกทำร้าย ความกลัวเหล่านี้มีมานานทั้งนี้อาจเกิดจากบ้านเมืองที่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เท่าเทียม รวมถึงการบุกจี้ ชิง ปล้น ความกลัวเหล่านี้เป็นพื้นฐานและเป็นรูปแบบความกลัวที่เก่าแก่ที่สุดเพราะนอกจากกลัวว่าจะเสียทรัพย์แล้วยังกลัวตนเองจะถึงแก่ความตาย[5] จึงเกิดการต่อสู้ แข็งขืนเพื่อให้ตนและอาจถึงครอบครัว อยู่รอดปลอดภัย ดังนั้น การต่อสู้แข็งขืนนี้จึงถูกเรียกว่าแรงผลัก มันทำหน้าที่เพื่อให้เขาเอาชีวิตรอดอันเป็นการรักษาเผ่าพันธุ์มิให้สูญหาย[6] แต่ในบางรายที่มีแรงผลักทำงานจนไม่สามารถจะพยุงร่างกายได้ เป็นลมล้มฟุบไปก็มีแต่ในบางรายมีแรงผลักที่แรงมากจนทำให้เขา ผันตนเองไปเป็นผู้กระทำคนอื่นแทนที่จะเป็นผู้ถูกกระทำ[7]
ความกลัวตายเกิดจากภายในจิตของเขาเอง อาการนี้น่ากลัวมาก เพราะเป็นเรื่องภายในจิตใจมีผลรุนแรง ทั้งๆที่ไม่มีเหตุเกิดกับตนแต่ด้วยจิตที่มิได้ฝึกฝนด้านสมาธิจึงมีผลทำให้เป็นคนฟุ้งซ่าน ย้ำคิดย้ำทำ มองโลกแง่ร้าย มีผลเสียเกิดกับตนและยังทำให้คนอื่นๆในครอบครัวเกิดความกังวลไปด้วยเพราะทัศนคติที่ชอบมองโลกแง่ร้ายนี้เอง ดังนั้นคนที่มองโลกแง่ร้ายมาจนเกินพอดีจะเป็นสาเหตุที่ทำให้กลัวตายมาก[8], [9],[10] ,[11] ,[12] คนสูงอายุที่มักกังวลถึงร่างกายที่เสื่อมโทรม สุขภาพไม่ดีคนเหล่านี้จะเป็นคนมองโลกแง่ลมจะมีผลต่อความกลัวตายสูงจากผลการวิจัยกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 197 คนที่มองความตายแง่ลบทั้งหมดจะเป็นคนกลัวตายมากทั้งหมด[13] คนป่วยหนักที่มองโลกแง่ร้ายจะกลัวตายมาก มีความเครียดสูง ทุกข์มาก งานวิจัยนี้เทียบระหว่างความกลัวตาย กับกลัวร่างกายเสื่อมสภาพ โดยวัดจากกลุ่มตัวอย่างชาย และหญิง รวม 197 คน ผลปรากฏว่า กลุ่มตัวอย่างเพศหญิงจะกลัวความแก่หนังเหี่ยวกลัวว่าคนที่ไม่ได้พบกันนานจะจำตนเองไม่ได้ เพราะแก่ไปมาก และกลุ่มนี้กลัวตายมากกว่าเพศชาย และกลุ่มที่มีผิวขาวจะกลัวตายมากกว่าผิวดำ ส่วนคนผิวดำที่เป็นแอฟริกันอเมริกันกลัวว่าเมื่อเวลาใกล้ตายจะไม่มีสติ ในเรื่องนี้ชี้ชัดถึงวัฒนธรรมพื้นฐานที่แตกต่างกันเพราะชาวแอฟริกันอเมริกันจะเป็นพลเมืองชั้นสองนั่นหมายถึงวิธีมองโลกจึงต่างกัน ซึ่งผลที่ได้สอดคล้องกับค่านิยมชนชั้นทางสังคม รวมถึงผลจากการขัดเกลาทางสังคมช่วยให้ความกลัวตายน้อยลงได้เพราะการขัดเกลาคือผู้ปกครองชี้ให้เห็นความจริงว่าคนเราทุกคนที่เกิดมาจะต้องตายทั้งสิ้นจะมีผลดีต่อการดำรงชีวิตอีกด้วย ความกลัวตายเกิดจาก กลัวเหตุเพศภัย เป็นความกลัวล่วงหน้า เขาปรุงแต่งมันขึ้น ซึ่งงานวิจัยนี้จัดทำกับกลุ่มตัวอย่างชายรักร่วมเพศจำนวน 52 คน ที่ติดเชื้อHIV เพื่อตรวจหาความกังวลเกี่ยวกับความตายและผลกระทบทางสังคมต่อผู้ป่วย ผลการศึกษา: พบว่าคู่นอนของผู้ป่วย จะเป็นผู้ที่จัดการกับความกังวลได้เป็นอย่างดี ส่วนครอบครัวก็มีผลดีหากเปิดรับอย่างไม่รังเกียจช่วยให้สุขภาพจิตผู้ป่วยดีขึ้นมาก ส่วนกลุ่มสุดท้ายที่ช่วยบรรเทาความกังวลได้ดีคือพระภิกษุสงฆ์ เนื่องจากนักบวชจะใช้ความรู้ในเรื่องโลกหน้าซึ่งทำให้ผู้ป่วยเห็นด้วยและอยากจะไปโลกหน้าที่มีความสุขกว่าโลกนี้ ความกลัวตายจึงถูกลดลงได้ แต่ในบางรายที่ทำบาปมามากจะกลัวโลกหลังความตายเพราะเขาไม่มีคุณสมบัติที่จะไปสุคติได้ ตามที่นักบวชสอน[14] ในบางรายผู้เป็นพ่อที่ไม่ตั้งใจให้ลูกเกิด เมื่อเวลาตัวเองใกล้ตายจะมีความกังวลกับความตายสูงเพราะกลัวบาป หรืออีกนัยหนึ่งคือกลัวโลกหลังความตาย[15]
ความกลัวตายเกิดจากประเพณีวัฒนธรรม คนตะวันตกมีลักษณะแสวงหาครอบครองที่ดี วัตถุนิยมทำงานรับผิดชอบตนเองเมื่ออายุเกิน 18 ปี โดยวัฒนธรรมตะวันตกมักจะปกปิดเรื่องความตาย คนไม่เห็นความจริงจึงกลัวตายมาก การปกปิดการตายจะเพิ่มความกลัวตาย เพราะในใจเขาคิดว่าความตายเป็นปรากฏการณ์ที่ผิดธรรมชาติ การปฏิเสธการตายเป็นทัศนคติที่แพร่หลายในประเทศอเมริกา[16],[17],[18]
ดังนั้นความกลัวตายของเขาเหล่านี้เกิดจากเหตุสามประการ และเมื่อพิจารณาถึง อายุ เพศ ความเป็นผู้ใจบุญ จะมีความกลัวตายต่างกัน คืออายุมากกลัวความตายน้อย เพศชายตัดอารมณ์ความกังวลได้ดีกว่าเพศหญิง และผู้ใจบุญจะกลัวตายน้อย ลักษณะคนกลัวตายเพราะมีความกังวลที่เกิดจากจินตนาการความเชื่อ แต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนกลัวหลังความตาย บางคนกลัวช่วงใกล้ตายแต่บางคนกลัวว่าร่างกานจะเปื่อยเน่า หรือไม่ก็กลัวตายตอนอายุไม่มาก[19] โดยผู้วิจัยได้รวบรวมเรียบเรียงความกลัวตายในกลุ่มแรกนี้ซึ่งมีความกลัวตายสูงที่สุด โดยสมมุติชื่อแทนกลุ่มเพื่อสะดวกในการเรียกขานว่า “หายนะ” โดยจะมีลักษณะเด่นดังนี้
1. ไม่ต้องการฟังและห้ามพูดเรื่อง ความตาย มันเป็นอัปมงคล
2. มองโลกแง่ร้ายปฏิเสธความตาย
3. คิดซ้ำๆถี่ๆว่าความตายเป็นสิ่งผิดธรรมชาติ
4. กลัวโลกหลังความตาย
2.คนกลัวตายกลุ่มที่สองมี ลักษณะเด่นคือไม่เคยคิดถึงเวลาที่เหลืออยู่คนอื่นตายได้ คนอื่นตายได้ แต่เราไม่ตายหรือ เราไม่เคยนึกถึงว่าตัวต้องตาย[20] พบว่าความกลัวตายในชายญี่ปุ่นมีสูงกว่า ชายชาวออสเตรเลีย ผลการศึกษาครั้งนี้เปรียบเทียบการจัดอันดับความวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องความกลัวตาย โดยวัดความวิตกกังวล ในระหว่างชายที่ทำงานแล้ว ระหว่างคนสองประเทศที่อยู่ในฝั่งตะวันออก คือญี่ปุ่น และทางฝั่งออสเตรเลีย ผลที่ได้รับไม่ตรงกับสมมุติฐาน เนื่องจาก ญี่ปุ่นมีความกลัวตายที่สูงกว่าออสเตรเลีย การศึกษาครั้งนี้ขัดแย้งกับงานวิจัยอื่น ๆ เพราะประชาชนทางตะวันออกที่เคยพบว่ากลัวตายน้อยเพราะมีวัฒนธรรมและศาสนา โดยเฉพาะด้านศาสนาที่เน้นเรื่องสัจจะธรรมของการเกิดกับความตายเป็นของคู่กัน แต่ด้วยสภาวะการเอาตัวรอดในปัจจุบันทำให้วิธีคิดของญี่ปุ่นเปลี่ยนไป ชาวญี่ปุ่นมีความกลัวตายสูงกว่าเพราะ ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างวัฒนธรรมและความวิตกกังวลความกลัวตายมีนัยสำคัญกับปัญหาที่เกิดขึ้นในความคิดของเขา เพราะคนญี่ปุ่นทุ่มเททั้งชีวิตให้กับหน้าที่การงานเพื่อทรัพย์สินที่ได้มา ถ้าเขาตายจะเสียดายมากเพราะอุตสาห์หาเงินมาตั้งมากมาย ในกรณีที่ห่วงร่างกายยังหมายถึงคนที่มีโอกาสทางสังคม ไม่ว่าจะหน้าตาดี รวย มีอำนาจ บุคคลเหล่านี้เสียดายยังใช้สิ่งที่มีไม่คุ้มเลย นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้หญิงโดยส่วนมากจะมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายสูงกว่าผู้ชาย อันมีสาเหตุจากความเป็นห่วงลูกหลานและยังอยากจะเห็นความเจริญเติบโตของลูกหลายอันเป็นเหตุให้ละความวิตกกังวลไปยากกว่าฝ่ายชายนั่นเอง[21] กลัวความแก่ชรา ผิวมีริ้วรอย
ดังนั้นคนกลุ่มที่สองนี้ผู้วิจัย สมมุติชื่อ “ศัตรู”เนื่องจากเห็นความตายเป็นศัตรู
1. ปากแข็ง
2. หล่อ รวย สวย เก่ง
3. เสียเงินเท่าไรก็ยอมถ้าไม่ตาย
4.ปฏิเสธและ เกลียดการตาย
3.ในคนกลุ่มที่สามมีความกลัวในระดับกลาง รายละเอียดดังนี้ วัยรุ่นบางคนที่เห็นญาติตาย ทำให้ตนเองเครียด มีความเศร้าโศกรุนแรงระยะหนึ่งเมื่อสอบถามถึงความวิตกกังวลกรณีความกลัวตายปรากฏว่า กลัวความตายขึ้นมาทันทีหลังถามเสร็จเพราะคำถามเหล่านั้นไปกระตุ้นเตือนเรื่องและภาพเก่าๆย้อนกลับขึ้น มา ส่วนความกลัวที่เพิ่มตามมาเพราะเขาคิดต่อไปว่า เพราะความตายแท้ๆมันทำให้แผนที่วางไว้ในตอนปลายชีวิตพังทลาย[22] คนที่มีลักษณะดังนี้คือคนที่อยู่ในวัยทำงาน เพราะกังวลคนที่อยู่ข้างหลัง เขาจะอยู่กันได้หรือไม่ หนี้สินจะทำอย่างไร ค่ารักษาพยาบาลจะพอหรือไม่ ต่างๆเหล่านี้ล้วนถาโถมเข้าใส่ทำให้เกิดความกลัวตาย ตามมา[23] โดยเฉพาะสตรีวัยชราอายุ 61-80 ปี กลัวตายมากกว่า ชายในวัยเดียวกัน ทั้งนี้เพราะเหตุผลที่ใกล้เคียงกันว่า ถ้าฉันไม่อยู่สักคน แล้วเขาจะอยู่กันอย่างไร[24] ,[25] คนที่มีอายุน้อย กลัวตาย มากกว่า คนชรา เพราะในความคิดของตนเองนั้นเชื่อว่า โดยส่วนใหญ่คนแก่ต้องตายก่อน[26] และผลจากการติดตามงานวิจัยทำให้ทราบว่าความกลัวตายมีสูงในหมู่วัยกลางคนและจะค่อยๆกลัวตายน้อยลงเมื่อถึงวัยชรา[27] ส่วนคนที่เป็นวัยรุ่นมีความกลัวตายสูงอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเข้าวัยชราจะกลัวตายมากกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน[28] และคนที่มีอาการเจ็บป่วยอย่างรุนแรง จะมีความกังวลเกี่ยวกับการพลัดพรากจากคนรัก และต้องทอดทิ้งคนรักไว้ลำพังข้อมูลจากการสัมภาษณ์ ผู้ป่วยที่มีเนื้องอกในสมอง ครอบครัวของเขาจะมีความวิตกกังวลเรื่องความตายและคิดเพียงว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้เขาไม่ตาย[29] การเรียนรู้เพื่อยอมรับสัจจะของชีวิตเป็นการหาวิธีจัดการกับจิตใจของตนได้ดี วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวลความตายและการวางอนาคตในหมู่ประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บไขสันหลัง วิธีการ: กลุ่มตัวอย่าง 317 คน 57.4% เป็นทหารผ่านศึกได้รับบาดเจ็บที่ไขสันหลัง ผลการศึกษาพบว่า ความวิตกต่อแผนการในอนาคตที่วางไว้ไม่สามารถเป็นจริงได้ เกิดภาวะซึมเศร้า เมื่อกลัวตายมากๆ ทำให้คอตีบกินข้าวไม่ลง บางรายทำร้านตัวเอง คนพิการคิดมาก กลัวตายมาก ต้องมีเพื่อนๆคอยคุยเพื่อลดความกลัวตาย[30] คนที่เขารักจากไปเป็นความสูญเสีย เป็นความกังวลที่คุกคามชีวิตประจำวัน ในด้านร่างกาย ผลการวิจัยทางชีววิทยาได้แสดงให้เห็นว่าความวิตกกังวลในเรื่องความกลัวตายจะเป็นโครงสร้างที่แยกต่างหาก แต่ใกล้เคียงกัน ทั้งนี้เพราะเกี่ยวข้องกันในทางโครงสร้างทางกายวิภาค ความวิตกกังวลนี้อาจมีผลลุกลามไปถึงระบบเยื่อหุ้มสมองอีกด้วย[31]ถามถึงกรณีคนที่คุณรักจากไปกลัวอะไรผลปรากฏว่า กลัวครอบครัวจะไม่สมบูรณ์[32] ความกลัวตายจึงมักเกิดจากคนอื่นชวนให้คิดเป็นห่วงคนข้างหลัง จนมีผลทำให้ตนเองไม่พร้อมจะจากไปและบางรายคิดกลัวเป็นความเจ็บปวดทางกาย ไม่อยากถูกปล่อยให้โดดเดี่ยว แต่ถ้ามีใครมาช่วยปลอบอาจเปลี่ยนความคิดนั้นๆได้ คนในกลุ่มนี้จึงสมมุติชื่อว่า “ห่วงคนข้างหลัง” มีลักษณะดังนี้
1.อยากอยู่ชื่นชมอนาคตลูก
2.กลัวครอบครัวไม่สมบูรณ์
3.กำลังสร้างฐานะ
4.ต้องเก็บเงินให้ลูกเพื่ออนาคตของเขา
4.กลุ่มสุดท้ายเป็นผู้ที่มีความกลัวตายน้อยที่สุด โดยงานวิจัยที่ทำการประเมินความกลัวตายในแต่ละสถานการณ์ พบว่า ความตายเป็นรางวัลสำหรับผู้ที่คิดบวก ละทิ้งความชั่วร้าย ,ความตายเป็นความกล้าหาญ , แต่ความตายก็อาจเป็นความล้มเหลวได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิธีคิด และความตายเป็นที่สิ้นสุดตามธรรมชาติ[33] โดยคนในกลุ่มนี้โดยมาเป็นสมาชิกโบสถ์ ความวิตกกังวลการตายของแต่ละคนต่างกัน แต่มีพื้นฐานเดียวกันคือ คนทุกคนที่เกิดมาย่อมรับรู้ว่า เกิดมาแล้วต้องตาย ความรู้สึกกลัวตายมีความสัมพันธ์โดยตรงกับวัฒนธรรมประเพณีและความเชื่อที่ใช้ นั่นคือการสั่งสอนสะสมความกลัวตายผ่านการสื่อสารทางพฤติกรรม ความเชื่อในทางศาสนาวัฒนธรรม และประสบการณ์ มีอิทธิพลต่อความกลัวตาย[34] ในกลุ่มสุดท้ายที่มีความกลัวตายน้อยที่สุด ได้สมมุติชื่อว่า “มิตร” เพราะคนกลุ่มนี้เชื่อในหลักศาสนา โดยสามารถจำแนกได้ดังนี้
1. ไม่โกง เพราะได้ชำระภาษีครบถ้วน
2. เชื่อหลักศาสนา
3. ยอมรับความจริงได้
4. ปรงได้เร็ว
[1] Wink, P. Dillon, M. Larsen, B., Religious as moderator of the depression—health connection: Findings from a longitudinal study. (Research on Aging, Vol 27, 2005), p-p.197-220.
[2] Greenberg, J., Pyszczynski, T., Solomon, S., Rosenblatt, A., Veeder, M., Kirkland, S., and Lyon, D., “Evidence for Terror Management Theory II.”, The Effects of Motality Slience Reactions to Those Who Threaten or Bolster the Cultural Worldview,Vol.58,Journal of Personalityand Social Psychology.,(1990): p-p. 308-318.
[3] Greenberg, J., Pyszczynski, T., Solomon, S.Simon,L. & Breus,M ,”Role of consciousness and accessibility of death-related thoughts in mortality salience effects”. Journal of Personality and Social Psychology, vol.67, (1994): p-p. 627–637.
[4] Carpenito-Moyet, L. J., Handbook of nursing diagnosis. (Philadelphia: Lippincott, Williams and Wilkins. ,2008) , p.64
[5]Langs, R., Death anxiety and the emotion-processing mind, vol. 21,( London: Palgrave-Macmillan, 2004) ,p-p.31-53
[6] Castano.Leidner.,Bonacossa.Nikkah.,Perrulli.Spencer.,Humphrey.,Ideology,Fear.of Death and Death Anxiety Vol.32 (,Political Psychology.2011.),p.616
[7] Mc Donald.Hilgendorf., “Death imagery and death anxiety”,(Journal of Clinical Psychology. 1996.) p.88
[8] Jost, J.T., Napier, J.L., Thorisdottir, H., Gosling, S.D., Palfai, T.P., & Ostafin, B. Are needs to manage uncertainty and threat associated with political conservatism or ideological extremity? Personality and Social Psychology, vol.33, (Bulletin 2007), p-p. 989–1007.
[9] Cicirelli, V.G. ,Personal meanings of death in relation to fear of death. Death Studies, 22(8),. (Retrieved,1998), p-p. 713-733
[10] Benton, J.P., Christopher, A.N., & Walter, M.I., Death anxiety as a function of aging anxiety., vol 31,(Death Studies,2007). p-p.. 337–350.
[11] Zeyrek, E.Y , Death anxiety and a Taoist orientation in two cultures. Perceptual and Motor Skills,vol103, (2006), p-p. 70–78.
[12] Morrow, F.R.M. "Death anxiety: Living your dying" , A theoretical and heuristical study of the anxiety of death and the sacred. (Dissertation Abstracts International,2007) , p. 67
[13] DePaola, S.J., Griffin, M., Young, J.R., & Neimeyer, R.A. , Death anxiety and attitudes towards the elderly among older adults: The role of gender and ethnicity. Death Studies, vol.27,(2003),p. 335
[14] Catania, J. A., Turner, H. A., Choi, K. H., & Coates, T. J. Coping with death anxiety:Help-seeking and social support among gay men with various HIV diagnoses. AIDS , vol.6,(1992),p-p. 999–1005.
[15] Bassett, J.F.,Psychological defenses against death anxiety:Integrating terror management theory and Firestone’s separation theory. Death Studies, vol. 31,(2007), p-p727–750.
[16] Pyszczynski, T., Greenberg, J., Solomon, S., Arndt, J., & Schimel, J. Why do people needself-esteem? A theoretical and empirical overview. Psychological Bulletin, vol.130, (2004). pp. 435–468.
[17] Kübler-Ross, E. ,M.J., Greenberg, J., Solomon, S., Pyszczynski, T., & Martens, On death and dying , Questions and answers on death and dying; On lifeafter death. New York: Quality Paper Book Club.Landau, A. Windows into nothingness: Terror management, meaninglessness, and negative reactions to art. vol. 90, Journal of Personality and Social Psychology, (2006), p-p.879–892.
[18] Martz, E., & Livneh,H. , Death anxiety as a predictor of future time orientation among individuals with spinal cord injuries., vol.25, Disability and Rehabilitation, (2003),p-p. 1024–1032.
[19] Neimeyer, R.A., Wittkowski,J., & Moser,R.P. Psychological research on death attitudes : An overview and evaluation. Death Studies, vol28, (2004).pp. 309–340.
[20] op.cit Langs,R.,Death anxiety and the emotion-processing mind,vol.21,(London: Palgrave-Macmillan, 2004), p 42
[21] Schumaker, J. F., Warren, W. G., & Groth-Marnat, G. “Death anxiety in Japan and Australia”. Journal of Social Psychology, vol,131,(1991), p 47
[22] Firestone, R. W.. Individual defenses against death anxiety. Death Studies, vol.17, (1993)p-p 497–515.
[23] Tolstoy,L,The death of Ivan Ilych and other stories,(New York: NAL Penguin.,1960), P.12
[24] op.cit Pierce, J.D., Gender differences in death anxiety and religious orientation among U.S. high school and college students. Mental Health, Religion, and Culture, vol.10, (2007) p 143
[25] Singh Madnawat, A.V., & Singh Kachhawa,P. Age, gender, and living circumstances :Discriminating older adults on death anxiety. Death Studies, vol.31, (2007), p-p. 763–769.
[26] Russac, R.J., Gatliff, C., Reece, M., & Spottswood,D , Death anxiety across the adult years: An examination of age and gender effects. Death Studie s , vol. 31, (2007) , p-p. 549–561.
[27] Fortner, B.V., & Neimeyer, R.A. Death anxiety in older adults: A quantitative review.Death Studies,vol. 23, (1999), p-p. 387–411
[28] Cicirelli, V.G.. “Fear of death in mid-old age.” Journal of Gerontology, vol.61, (2006), p-p.75–81.
[29] Cella, D.F., & Tross,S. “Death anxiety in cancer survival”:A preliminary cross-validationstudy. Journal of Personality Assessment. Vol. 51, (1987), p-p.451–461.
[30] Mikulincer, M., Florian, V., & Hirschberger, G. The existential function of close relationships: Introducing death into the science of love. Personality and Social Psychology Review,vol. 7, (2003), pp.20–40.
[31] op.cit Cicirelli, V.G.. Fear of death in mid-old age p 79
[32] op.cit Greenberg, J., Pyszczynski,Evidence for Terror Management Theory II p 637.
[33] Kraft, W. A., Litwin, W. J., & Barber, S. E. “Religious orientation and assertiveness” , Relationship to death anxiety . Journal of Social Psychology,vol. 127, (1987) , p-p. 93–95.
[34] Pierce, J.D., Gender differences in death anxiety and religious orientation among U.S. high school and college students.Mental Health, Religion, and Culture,vol.10,(2007), p143–150.