ประชากรโลกตายวันละประมาณ 160,000 คน[1] ส่วนในประเทศไทย มีคนตายประมาณวันละ 1,200 คน แบ่งเป็นชาย 700 คน หญิง 500 คน[2] ขณะที่เราท่านกำลังอ่านอยู่ในขณะนี้กำลังมีคนตายปรากฏอยู่ เขาผู้ที่กำลังจะจากไปกำลังรู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่เขาจะต้องเผชิญในอีกไม่กี่อึดใจ ความกลัวตายกำลังแล่นเข้าสู่ในจิตใจเขามากหรือน้อยเพียงใด เขาจะมีปฏิกิริยาต่อต้าน ดิ้นรน ขัดขืน หรือยอมรับกับความตายได้แค่ไหน หากให้จิตนาการได้ว่าคงต้องหวาดหวั่น เพราะคนและสัตว์ผู้ชุ่มไปด้วยกิเลส ต่างก็มีความกลัวเหมือนๆกัน ความกลัวตายเกิดขึ้นกับคนและสัตว์ทั่วทั้งโลก ความกลัวเกิดจากจากใจเรานึกคิด หรือว่า สิ่งแวดล้อมทำให้คิด ท่านสังเกตบ้างหรือไม่ เช่นแมวเดินในป่าช้าเวลาดึกๆ เงียบๆได้ ส่วนเราเดินไม่ได้ เพราะกลัวผี สิ่งนี้ใจเราสร้างขึ้นจากความรู้เดิมที่มีว่าถ้าที่ๆมีคนตายถูกฝังหรือถูกเก็บอยู่ ตรงนั้นจะมีผี ซึ่งผีนี้แหละจะทำให้เราตาย กระบวนการคิดเหล่านี้แปลความออกมาเพื่อป้องกันไม่ให้เราตาย แสดงออกมาในรูปความกลัว ดังนั้นความกลัวจึงเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่ช่วยให้เราไม่ตายง่ายๆ หรืออาจเรียกได้ว่า ไม่ประมาท ทำไมต้องไม่ตายง่ายๆ อาจเป็นเพราะสัญชาติญาณในการดำรงเผ่าพันธุ์เพื่อไม่ให้สายพันธุ์เราต้องสูญสิ้น และเมื่อถามทุกคนว่า “รู้มั๊ย...?? ว่าคนเกิดมาแล้ว ต้องตาย” บางคนอาจไม่กล้าพูด เพียงแค่พยักหน้า ภายในความรู้ที่สะสมมา ทราบชัดว่า คนทุกคนบนโลกเกิดมาแล้วต้องตาย ถึงกระนั้นก็ตามที ทำอย่างไรก็ได้ที่ทำให้ตายช้าที่สุด ก็เหมือนกับเรื่องศรีธนญชัย ที่พระราชาจำต้องประหารชีวิตท่านศรีธนญชัย โดยให้เลือกวิธีตาย ท่านศรีเลือกวิธี แก่ตาย นี้เป็นความคิดของสัตว์ทุกสายพันธุ์ในโลก ส่วนมนุษย์เราต่างมีความกลัวตายเหมือนๆกัน แต่ไม่เท่ากัน
ความน่าสนใจของความกลัวตาย คืออาการมันเป็นเรื่องรุนแรงที่สุดของความกลัว เพราะเมื่อผ่านกระบวนการนั้นเสร็จสิ้นแล้ว คนที่อยู่รอบข้างจะไม่ได้รับสัญญาณการตอบโต้ของผู้ที่จากไป และต่อจากนั้นร่างกายของเขาจะค่อยๆเน่าเละ เหม็น น่าเกลียด น่ารังเกียจที่สุด แต่ละคนกลัวตายโดยพุ่งจุดสนใจไปในกระบวนการตายคนละจุด บางคนกลัวเวลาใกล้ตาย บางคนกลัวหลังจากตายร่างกายจะเน่าเหม็น ส่วนบางคนก็กลัวชีวิตหลังความตาย แต่โดยภาพรวมทั้งหมด ความตายเป็นสิ่งที่น่ากลัวของสัตว์ทั้ง 2 เท้า 4 เท้า ไม่มีเท้า และ มากเท้า เพราะความกลัวตาย หมายถึง อารมณ์ในรูปของปฏิกิริยาตอบโต้กับสิ่งไม่รู้ซึ่งเป็นความรู้สึกเหมือนมีสิ่งที่เป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยโดยก่อให้เกิดอาการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย แตกต่างไปจากสภาวะปกติซึ่งจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับปฏิกิริยาตอบสนอง
ปฏิกิริยาตอบสนองต่อความกลัวโดยเฉพาะความกลัวตาย นี้เองเป็นสิ่งที่ผู้วิจัย ให้ความสนใจ เพราะมันก่อให้เกิดทุกข์ อาจกล่าวได้ว่าปฏิกิริยาตอบสนองต่อความกลัวตาย ที่จิตปรุงแต่งนั้นจึงแตกต่างจากความกลัวที่เกิดจากเหตุภายนอก ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายจึงเป็นความกลัวที่เกิดจากวัตถุภายใน และยังมีความกังวลที่เกิดจากภายในอีกมากมายในชีวิตประจำวัน เช่น การไปฟังผลสอบเข้าเรียน หรือสอบเข้าทำงาน ซึ่งความคาดหวังนี้เราสร้างขึ้นมาและความกลัวว่าจะไม่ได้เราก็สร้างขึ้นมาเอง ยังมีอีกหลายอย่าง เช่น กลัวสาวจะไม่รัก กลัวยศจะไม่ขยับ กลัวหัวหน้าด่า กลัวเงินเดือนไม่ขึ้น ความกลัวที่จิตสร้างขึ้นเรียกได้ว่าเป็นการกลัวล่วงหน้า ความกลัวจากภายในจิตรุนแรงกว่าความกลัวจากภายนอก เพราะความกลัวภายนอกเป็นเพียงองค์ประกอบที่กระทบต่อภายในจิต มันสั่นไหวจากภายนอกทำให้ภายในจิตกระเพื่อมไปด้วย แต่ในท้ายที่สุด ความตายจะน่ากลัวที่สุดเพราะมันพรากทุกอย่างไปจากชีวิต ถึงแม้ว่าความตายจะไม่ใช่ความทุกข์ทั้งหมดที่เกิดกับจิต แต่ความตายจะเป็นจุดจบของร่างกายนี้ ซึ่งข้อดีของความกลัวคือ การตั้งตนในความไม่ประมาท ข้อเสียของความกลัวที่มากเกินพอดีจะทำให้ฟุ้งซ่าน
[3] “สพฺเพสํ ชีวิตํ ปิยํ ชีวิตเป็นที่รักของสัตว์ทั้งปวง
อตฺตานํ อุปมํ กตวา ทำตนให้เป็นเครื่องเปรียบแล้ว
น หเนยฺย น ฆาตเย ไม่ควรฆ่าเอง และไม่ควรให้คนอื่นฆ่ากัน
ความตาย ทำให้เกิดความทุกข์ แต่ความตายไม่ใช่ทุกอย่างของความทุกข์ เพราะความทุกข์มีอะไรๆมากมายหลายอย่าง
ชีวติ (ปัจจธรรม , ปัจจัยตั้งต้น) + กิเลส(ปัจจัย , ตัวกระตุ้น) = ทุกข์ (ปัจจยุปันนธรรม , ผล)
ชีวิต ที่มากกิเลส ทำให้ทุกข์ กิเลสมากเท่าใด ทุกข์มากเท่านั้น ถ้าลดกิเลสได้มากเท่าไร ความทุกข์จะลดไปมากเท่านั้น”
การจะลดความวิตกกังวลจากความกลัวตายโดยอาศัยความรู้ประสบการณ์ ขนมธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ศาสนา โดยคนแต่ละท้องถิ่น ต่างมีความเชื่อแตกต่างกัน ความกลัวตายจึงมีหลายระดับดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ส่วนในบางรายมีความกลัวตายมากถึงขั้นที่ทางการแพทย์เรียกว่าป่วย (Necrophobia) ต้องได้รับการรักษาด้วยยา ส่วนผู้คนปกติทั่วไปมักจะใช้วิธีหลีกเลี่ยงที่จะคิดถึงความตายเพราะมันไม่เป็นมงคลกับชีวิต หากศึกษาย้อนไปในอดีตจะพบว่าลีลาการลดความกลัวตายมีให้ทราบหลากหลายรูปแบบตั้งแต่อดีตมาถึงปัจจุบัน เช่น 1,000 ปีก่อนคริสต์ศักราชในประเทศอียิปต์ พยายามคิดค้นการจัดเก็บซากร่างกายไว้รอชีวิตกลับฟื้นคืนชีพขึ้น โดยเรียกการจัดเก็บว่า การทำมัมมี่[4] แต่ที่สุดแล้วมัมมี่นั้นก็แห้งเหลือเพียงหนังติดกระดูกเท่านั้น หามีใครฟื้นมาก็หาไม่ และเหตุการณ์เมื่อสองพันปีที่ผ่านมามีกษัตริย์นักรบผู้หนึ่งชื่อ จิ๋นซีฮ่องแต้[5] ได้สร้างสุสานที่อลังการมากจน ในปีพุทธศักราช 2517 รัฐบาลจีนได้ขุดพบสุสานฉินสื่อหวง ซึ่งภายในนั้นพบหุ่นทหารดินเผาพร้อมรถม้าและอาวุธมากกว่า 7,400 ชิ้น เพื่อเตรียมการต้อนรับความตายอย่างยิ่งใหญ่ แต่ก็ไม่มีใครทราบถึงการเผชิญชะตากรรมหลังความตาย ของจิ๋นซีฮ่องแต้ ว่าหมู่ทหารนับพันจะช่วยพระราชาได้หรือไม่ ในปัจจุบันโลกวิทยาการก้าวหน้าได้สร้างการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ โดยนักวิทยาศาสตร์สหรัฐฯเปิดเผยว่า การโคลนนิ่งมนุษย์ได้ถูกใช้ในการสร้างตัวอ่อนมนุษย์ได้สำเร็จ โดยตัวอ่อนจะถูกใช้เป็นแหล่งของ สเต็มเซลล์ ที่นำไปสร้างกล้ามเนื้อหัวใจกระดูกเนื้อเยื่อสมองหรือเซลล์ชนิดอื่นๆภายในร่างกาย[6]
ที่กล่าวมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มนุษยโลก ไม่เคยหยุดนิ่งในการเอาชนะความตายด้วยการไม่ตาย บากบั่นคิดค้นเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอดให้ยาวนานที่สุด แต่ก็ยังไม่มีใครที่อยู่รอดได้เลยสักรายเดียวล้วนแล้วแต่ถึงปลายแห่งชีวิต คือ การตาย และนี่เป็นการต่อสู้กับความตาย โดยที่ไม่เข้าใจความตายไม่รู้ว่าความจริงคืออะไร ผู้วิจัยคิดว่าจะมีวิธีใดบ้างหรือไม่ที่สามารถทำให้คนทั้งหลายกลัวความตายน้อยลงกว่าเดิม จึงพยายามมุ่งคิดถึงวิธีบรรเทาความกลัวตาย จนกระทั่งได้มีโอกาสศึกษาในสถาบันที่มีการเรียนการสอนด้านพระพุทธศาสนาอย่างจริงจังและผนวกกับความรู้ด้านจิตวิทยา ทำให้ได้ทราบว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้แนะนำสั่งสอนเกี่ยวกับการเตรียมพร้อมยอมรับการจากไปไว้ใน พระไตรปิฎกหลายแห่งและในทุกแห่งที่ค้นพบล้วนเพ่งลงตรงที่ร่างกาย(ขันธ์๕)อันเป็นเครื่องกังวลและขันธ์๕ นี้จึงเป็นปัญหาหลัก และพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้ ภารวรรคที่3 ภารสูตรพระองค์ทรงตรัสคาถาประพันธ์ว่า“ขันธ์ ๕ ชื่อว่าภาระแลและผู้แบกภาระคือ บุคคลการถือภาระเป็นเหตุนำมาซึ่งความทุกข์ในโลกการวางภาระเสียได้เป็นสุข บุคคลวางภาระหนักเสียได้แล้วไม่ถือภาระอื่นถอนตัณหาพร้อมทั้งมูลรากแล้วเป็นผู้หายหิวดับรอบแล้วดังนี้”[7]หากทำความเข้าใจในคาถาที่เสนอไปแล้ว รู้สึกเหมือนเราแบกของหนักไว้มากมายแถมยังมีเชือกผู้โยงเราไว้ ถ้าเราวางสิ่งของทั้งหลายตัดเชือกทุกเส้นที่ผูกโยง ตัวเราจะเบา และจะลอยตัวสูงขึ้นได้และถ้าวางร่างกายลงได้น่าจะเบาถึงที่สุด ผู้วิจัยจะพยายามสืบค้นวิธีคิดและนำมาจัดทำเป็นสรุป เพื่อให้จิตเกิดการเตรียมพร้อมยอมรับการจากไป มีผลโดยตรงที่จะลดความกลัวตายได้ โดยได้วางแผนกระบวนการสร้างและทดลองเพื่อให้ทราบแน่ชัดว่าสาระที่รวบรวมมาเพื่อสร้างเป็นโปรแกรมนั้นใช้ได้ผลจริง ผู้วิจัยจึงคิดสร้างโปรแกรมเตรียมพร้อมยอมรับการจากไปตามแนวพุทธจิตวิทยา โดยนำสาระในพระธรรมคำสอนมาสังเคราะห์และร้อยเรียงเป็นบทพูดบันทึกลงในซีดีเพื่อให้ผู้ทดลองได้ฟังและหาผลที่เกิดกับจิตใจของผู้ฟัง ผู้วิจัยเพียรพยายามเพื่อให้ได้ถ้อยวลีที่ผูกโยงให้จิตของผู้ที่ได้รับฟัง เข้าใจความตายตามความเป็นจริง โดยเป้าหมายคือให้ผู้ทดลอง เกิดการเตรียมพร้อมยอมรับการจากไป อันจะเป็นการลดความกลัวตายลงได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้วิจัยต้องการทราบ
ดังนั้นปัญหาในงานวิจัยนี้คือการคิดค้นสร้างโปรแกรมลดความกลัวตายตามแนวพุทธจิตวิทยา ผู้วิจัยได้ตรวจสอบงานวิจัยของท่านอื่นๆแล้วปรากฏว่ายังไม่เคยมีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลได้ทำโปรแกรมดังกล่าวผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาค้นคว้า เพื่อสร้างโปรแกรมลดความกลัวตายตามแนวพุทธจิตวิทยา นี้ให้สำเร็จ ต่อไป
[1] ทิพย์ประภา ไม้กลัด,ประชากรโลก, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: http:// www.worldometers .info/th [22 ก.พ. 2557]
[2] ระบบสถิติการตรวจสอบข้อมูล, “สถิติทางการทะเบียน” ,(ส่วนบริการและพัฒนาเทคโนโลยีการทะเบียน สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง , ข้อมูล ณ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558)
[3] วศิน อินทสระ ,ชัยชนะ 8 ประการ , พิมพ์ครั้งที่ 1, (กรุงเทพมหานคร ,สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์ พ.ศ. 2547), หน้า 14-16.
[4] Taylor John H., Ancient Egyptian Book of the Dead, (London: Journey through the afterlife. British Museum Press, 2010), p 14.
[5] Siew Chey, China Condensed: 5000 Years of History & Culture, (China: Marshall Cavendish, 2006), p 17.
[6] นายแพทย์ชูกราต มาตาลิพอฟ, นักวิทย์สหรัฐโคลนนิ่งตัวอ่อนมนุษย์สำเร็จครั้งแรกวิธีเดียวกับแกะดอลลี่, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: http://www.matichon.co.th/news_detail. php?newsid= 1368692307&grpid=01&catid=&subcatid [13 กรกฎาคม 2557].
[7] สํ.ข.(ไทย) 27/53/58