สรุปทฤษฎีจิตวิทยาและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการลดความกลัวตาย

เพื่อให้ทราบถึงวิธีการลดความกลัวตายของคนในโลก พบว่ามีหลายวิธีที่สองคล้อง เพื่อให้ได้เครื่องมือที่จะช่วยให้มนุษย์ลดความกลัวตายลงได้ จึงทำการวิเคราะห์ปรากฏดังนี้         วิธีลดความกลัวตาย โดยคนที่มีความกลัวตายจะต้องเป็นผู้จัดการความกลัวตายนั้นด้วยตนเองจึงจะมีผลในระยะยาว ประกอบกับใจของคนๆนั้นจะต้องพร้อมเปิดรับความรู้ที่มีอยู่ใน ศาสนา ประเพณี วัฒนธรรม เมื่อรับความรู้มาแล้ว จะต้องน้อมไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน โดยซ้อมคิดวันละเล็กละน้อย เมื่อเวลาผ่านไป การปรับใช้กับประสบการณ์จะช่วยหล่อหลอมให้ใจของผู้นั้นลดความกลัวตายลงได้ โดยภาพรวมจำเป็นต้องสร้างความเชื่อในศาสนา เขาจะหยุดเบียดเบียนและเกิดคุณความดีที่เป็นรางวัลให้เขารักษาไว้นับแต่วันที่เรียนรู้มาจนกว่าวันที่เขาจะตายจากไป ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของชีวิต ส่วนแรงจูงใจที่สำคัญคือ การเรียนรู้เพื่อยอมรับว่า โลกหลังความตายมรดีกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้ จะเป็นแรงสำคัญที่ทำให้เขากลัวตายน้อยลง

               ผู้วิจัยได้สรุปหลักในการลดความกลัวตายได้ 3 หลัก คือ หลักศรัทธา หลักเหตุผล และ หลักนับถือตนเอง โดยทั้งสามหลักจะมีองค์ประกอบรวมทั้งสิ้น 12 หลักย่อยโดยผู้วิจัยจะนำหลักย่อยดังกล่าวไปสืบค้นหาวิธีลดความกลัวตายที่มีปรากฏในพระสุตัตตปิฏกเพื่อนำมาเรียบเรียงแลละปรับเป็นบทพูดเพื่อบันทึกเสียง สร้างเป็น โปรแกรมลดความกลัวตายตามแนวพุทธจิตวิทยา ต่อไป

 

 1.  แนวคิดพุทธจิตวิทยาหลักธรรมที่เกี่ยวข้องกับการลดความกลัวตาย

ด้วยหลักธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธะทรงตรัสสอนมีมากถึง 84,000 หัวข้อ และล้วนแล้วสอดรับไม่ขัดแย้งเรียงร้อยเป็นพวงมาลัยนั้น ทุกการปฏิบัติเพื่อน้อมไปสู่พระนิพพานอันเป็นแดนเกษมจากโยคะ ส่วนการสร้างโปรแกรมลดความกลัวตายตามแนวพุทธจิตวิทยา เป็นการสร้างเนื้อหาสาระโดยมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อลดความกลัวตายเท่านั้น และหลังจากได้เนื้อความแล้วจะนำมาอ่านบันทึกเป็นเสียงเพื่อให้กลุ่มตัวอย่าง นอนฟัง และวัดความกลัวตายว่าลดลงหรือไม่

กรอบธรรมะที่จะนำมาเขียนเป็น โปรแกรมเตรียมพร้อมยอมรับการจากไป เพื่อให้เป็นไปตามแนวพุทธจิต จึงได้ยก 3Formality (FRS) อันประกอบด้วย หลักศรัทธา ,หลักเหตุผล ,  หลักนับถือตนเอง มาเป็นหลักในการสืบค้นหลักธรรม ดังต่อไปนี้

  1. หลักศรัทธา ประกอบไปด้วยส่วนย่อย  4 ส่วน คือ
    1. เชื่อในหลักศาสนา
    2. เชื่อโลกหลังความตายจะดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
    3. เชื่อเรื่องนรก สวรรค์
    4. เชื่อทำดีได้ดี
  2. หลักเหตุผล ประกอบไปด้วยส่วนย่อย  4 ส่วน คือ
  3. หลักนับถือตนเอง ประกอบไปด้วยส่วนย่อย  4 ส่วน คือ
    1. เชื่อในหลักศาสนา
    2. เชื่อโลกหลังความตาย
    3. เชื่อว่า นรก สวรรค์ มีจริง

2.1. กฎแห่งกรรม

2.2. ยอมรับความจริง

2.3. ความตายเป็นธรรมชาติ

2.4. ฝึกสติโดยสมาธิ

3.1. มองโลกแง่ดี

3.2. ไม่เบียดเบียน

3.3. ภูมิใจตนเอง

3.4. ดูแลครอบครัว

 

การคิดถึงคุณความดีของพระศาสดาเพื่อเป็นที่พึ่งที่มั่นคงดุจเสาระเนียดและหวังสุคติหลังจากตายไปแล้ว ในหลักศรัทธาจึงชวนให้เชื่อมั่นในคุณความดีของพระรัตนตรัย เพราะกว่าที่พระศาสดาจะมาถึงจุดนี้ได้ต้องสะสมคุณความดีที่สะสมได้ยากเพราะเรื่องที่บุคคลทั่วไปทำไม่ได้ เช่น ในชาดกเรื่องสีวิราช ที่พระโพธิสัตว์ควักลูกตาทั้งสองข้างให้กับพราหมณ์ที่ตาบอด ปรากฏในอรรถกถาเล่มที่61 หากจะกล่าวให้เป็นที่ยอมรับว่าพระพุทธเจ้ามีจริง จำต้องยกเอาหน่วยงานที่น่าเชื่อถือคือ คณะกรรมการมรดกโลก ได้จัดให้มีการประชุมสมัยสามัญครั้งที่ 21 ที่เมืองนาโปลี ประเทศอิตาลีเมื่อ พ.ศ. 2540 เพื่อพิจารณา ลุมพินี ให้ขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกโดยใช้ชื่อว่า "ลุมพินีที่ประสูติพระพุทธเจ้า" โดยมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณา คือเป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว และมีความคิดหรือความเชื่อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์หรือมีความโดดเด่นยิ่งในประวัติศาสตร์[1] เมื่อยอมรับแล้วว่าสถานที่ประสูติ(ลุมพินี)เป็นของจริง เพราะในบริเวณดังกล่าวได้จารึกอักษรอักษรพราหมี มีผู้แปลได้ใจความว่าพระพุทธเจ้าประสูติที่แห่งนี้ ประกอบกับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อหาระยะเวลาที่ล่วงเลยมาแล้ว ปรากฏว่า เสาหินของพระเจ้าอโศกก่อสร้างประมาณ พ.ศ.300 –950[2] เมื่อหมดข้อสงสัยจึงทำให้เชื่อได้ว่าพระพุทธเจ้ามีจริง พระธรรม(ที่นำมาอ้างอิง)เป็นของจริง และพระอริยสงฆ์ผู้เคร่งในข้อวัตรปฏิบัติมีจริง ดังปรากฏให้เราท่านทั้งหลายได้เห็นเป็นที่ประจักษ์ เช่น กระดูกของพระสุปฏิปันโนกลายใสเป็นแก้ว ดังนั้นเราจึงควรมีพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ เป็นที่พึ่ง เพราะในพระสูตรหลายแห่งยืนยันตรงกันว่า หากนึกถึงพระรัตนตรัยมีสวรรค์เป็นที่หวังได้ เช่น

          จันทิมสูตร พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งให้เราได้อย่างแน่นอน  เมื่อเรานึกถึงพระพุทธเจ้าก่อนตาย หลังความตายจะต้องดีกว่าปัจจุบันแน่[3]

          เทวดาองค์หนึ่งได้กล่าวคาถานี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า “บุคคลทั้งหลายผู้ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะจักไม่ไปสู่อบายภูมิ ละร่างกายอันเป็นของมนุษย์แล้ว จักบังเกิดเป็นเทวดาโดยสมบูรณ์”[4]

          การมีหลักยึดเหนี่ยวจิตใจเพื่อให้การดำเนินชีวิตมีแบบแผนและไม่หลงทางการจะศรัทธาได้ต้องให้รู้ถึงพระคุณความดี ความบริสุทธิ์ และความเป็นผู้มีปัญญามากของพระศาสดา เมื่อชีวิตมีหลักที่มั่นคงไว้ยึดเหนี่ยวเราจะมั่นคงเหมือนมีเกราะป้องกันสิ่งชั่วร้ายโดยเฉพาะ ความกลัวตาย

 

 ผลจากการสืบค้นข้อมูลจากนักจิตวิทยาถือได้ว่า “ความเชื่อโลกหลังความตาย” เป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการจะลดความกลัวตายเพราะผลการทดลองในหลายแห่งได้ผลตรงกันว่า ถ้าเชื่อว่าโลกหน้าสบายกว่าปัจจุบัน ความกลัวตายจะลดลงมาก ถึงอย่างไรก็ตามการจะนำเรื่องนามธรรมมาให้เชื่อ เป็นเรื่องยาก มีการสนทนาที่น่าสนใจระหว่างฝรั่งชาวตะวันตกถามพระสงฆ์ไทยว่า “ช่วยพาไปดูชาติที่แล้วหน่อย” หลวงพี่ตอบว่า “ช่วยพาไปดูเมื่อวานนี้หน่อย” ในบทสนทนาสั้นๆนี้ชี้ให้เห็นว่า ชาติที่แล้วมีหรือไม่ ไม่ทราบ ชาติหน้าก็เช่นกัน โลกหลังความตายจะมีหรือไม่ ก็เป็นเรื่องยากที่จะนำมาให้เห็นเป็นเชิงประจักษ์ แต่ที่ชวนให้คิดคือ ถ้าโลกหลังความตายมีจริง เราก็ไม่ขาดทุนถ้าเราเชื่อ แต่ถ้าไม่มีเราก็เป็นผู้ไม่ถูกสังคมรังเกียจ ความสง่าผ่าเผยในทุกสังคมเพราะเราไม่กล้าเบียดเบียนใคร เพราะเกรงว่าถ้าชาติหน้ามีจริงเราจะได้ไม่ลำบากไปกว่านี้

อุปสมานุสติ การตามนึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์ ปรากฏในพระสูตรหลายแห่งว่าหลังความตายมีแน่และระวังช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ไม่ให้มีบาปอกุศล

1.  สังขารูปปัตติสูตร ว่าด้วยความคิดกับการเข้าถึงสภาพตามที่คิดไว้  การปฏิบัติเพื่อเป็นกษัตริย์[5]/หรือบนสวรรค์[6]/หรือ พรหม[7]/หรืออรูปพรหม[8]/หรือพระนิพพาน[9] ก็เป็นไปได้ หากเธอมีความปรารถนา

2. บุคคลใดที่มีศรัทธา , ศีล , สุตะ(ฟังมาก เรียนรู้) , จาคะ(การบริจาค) , ปัญญา(การรู้เห็นตามความเป็นจริงว่าร่างกายไม่ใช่ของเรา)[10] ,[11] ชีวิตหลังความตายจะต้องดีกว่าปัจจุบัน

4. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสตอบพราหมณ์ด้วยพระคาถาว่า“ผู้ใดระลึกชาติก่อนๆได้เห็นสวรรค์ และอบาย บรรลุถึงความสิ้นชาติ   ผู้นั้นชื่อว่าเป็นมุนีผู้รู้ยิ่งถึงที่สุด”[12]

5. ลำดับนั้น ท่านปุกกุสาติได้ฟังธรรมจากพระศาสดา กระทั่งจิตละสังโยชน์5 จึงรีบหาบาตรและจีวร ทันใดนั้นเองแม่โคได้ขวิด เขาได้ถึงแก่กรรม พระสงฆ์ทั้งหลายได้กราบทูลถามพระศาสดาถึง สัมปรายภพของเขาเป็นอย่างไร พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลายปุกกุสาติกุลบุตรเป็นบัณฑิตได้บรรลุธรรมสมควรแก่ธรรมแล้วและเธอไม่ให้เราลำบากเพราะเหตุแห่งธรรมเพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์๕ สิ้นไปปุกกุสาติกุลบุตรจึงเป็นโอปปาติกะจะนิพพานในโลกนั้นไม่หวนกลับมาจากโลกนั้นอีก”[13]

6. “ภิกษุทั้งหลายอายุของมนุษย์ทั้งหลายนี้น้อยนักจำต้องไปสู่สัมปรายภพควรทำกุศลควรประพฤติพรหมจรรย์ สัตว์ผู้เกิดมาแล้วจะไม่ตายไม่มี ภิกษุทั้งหลายคนที่มีชีวิตอยู่ได้นานก็อยู่ได้เพียง ๑๐๐ ปี    หรือจะอยู่เกินไปบ้างก็มีน้อย”[14]

ความบริสุทธิ์มีได้เพราะสังสารวัฏ‘(การเวียนว่ายตายเกิด)    สังสารวัฏที่เราไม่เคยท่องเที่ยวไปโดยกาลช้านานนี้เป็นสิ่งที่หาได้ไม่ง่าย นอกจากเทวโลกชั้นสุทธาวาสหากเราพึงท่องเที่ยวไปในเทวโลกชั้นสุทธาวาส    เราก็จะไม่พึงมาสู่โลกนี้อีก[15]

พระศาสดาทรงตรัสกับบุรุษผู้เลี้ยงบิดาว่า “โอวาทที่เราให้ไว้นี้นั้น แม้ท่านไปเกิดในภพอื่นก็ไม่ละวาง”[16]

    7. อุปสมานุสสติ[17]

การนึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์โดยอาศัยความศรัทธาในพระรัตนตรัยเป็นอารมณ์มีรายละเอียดดังนี้

ก.       ให้คิดพิจารณาว่า เรามีกายจึงมีทุกข์ ดังนั้นเมื่อเราป่วยไข้ไม่สบายอย่างหนัก จึงเข้าใจได้ว่าเรามีพระรัตนตรัยเป็นประมุขในใจ เรากำลังจะหมดจากความสกปรกแห่งกายนี้ เรามีความรักในพระนิพพาน เพราะ พระนิพพานเป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสรู้และถือได้ว่าเป็นความรู้สูงสุดในพระพุทธศาสนา

ข.       ต่อจากนี้ไปไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตามกับร่างกายนี้เราจะไม่ยึดเกาะมันอีกแล้วเพราะเรามีที่พึ่งที่ประเสริฐกว่า นั่นคือพระรัตนตรัย

 

ในเรื่อง “ความเชื่อเรื่องนรก สวรรค์” เป็นผลสืบเนื่องจาก ความเชื่อโลกหลังความตาย ถ้าทำไม่ดีมามาก ปัญหาความวิตกกังวลจะยิ่งมีมาก ดังนั้นก่อนจะใช้วิธีดังกล่าวในการสนทนาจำเป็นต้องมีความรู้เบื้องหลังของผู้ป่วยด้วยเพื่อมิให้เพิ่มความกลัวตายมากขึ้น ส่วนพระธรรมคำสอนพระศาสดาได้ทรงตรัสไว้ในหลายแห่งผู้วิจัยเลือกมาดังนี้

1. คหบดีทั้งหลาย บุคคลผู้ทุศีลมีศีลวิบัติ หลังจากตายแล้ว ย่อมไปเกิดในอบาย ทุคติวินิบาต นรก นี้เป็นโทษข้อที่  ๕ แห่งศีล วิบัติของบุคคลผู้ทุศีล[18]

2. ภิกษุทั้งหลาย    เทวทัตถูกอสัทธรรม ๓ อย่างครอบงำย่ำยีจิตต้องไปเกิดในอบาย ต้องไปเกิดในนรก    ดำรงอยู่ชั่วกัป แก้ไขไม่ได้     อสัทธรรม  ๓ อย่าง คือ

1.    ความปรารถนาชั่ว             

2.    ความมีมิตรชั่ว

3.    การได้บรรลุคุณวิเศษขั้นต่ำแล้วเลิกเสียกลางคัน[19]

 3. พราหมณ์  เพราะความประพฤติธรรมและความประพฤติสม่ำเสมอเป็นเหตุอย่างนี้แล  สัตว์บางพวกในโลกนี้    หลังจากตายแล้วจึงไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์”[20]

 

1.4.  เชื่อเรื่องทำดี ย่อมได้ดี

1. บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น คนทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว พ่อท่านหว่านพืชลงไปแล้วท่านจักต้องเสวยผลของมัน[21]

2. ถึงกรรมที่ข้าพเจ้าได้เข้าเฝ้าพระผู้ทรงเป็นผู้นำ  ก็ชื่อว่าทำไว้ดีแล้ว  ข้าพเจ้าเป็นผู้รอดพ้นจากนรกได้บรรลุบทที่ไม่หวั่นไหว[22]

3. อาศัยหลักศรัทธาตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอนในเรื่องศรัทธาที่ประกอบไปด้วยปัญญา(สัมมาทิฏฐิ) ในพระไตรปิฏกมิได้รวบรวมไว้ จึงได้ตรวจพบใน

1.กัมมสัทธา เชื่อกฎของกรรม 

2.วิปากสัทธา เชื่อผลของกรรม 

3.กัมมัสสกตาสัทธา เชื่อว่ามีกรรมเป็นของๆตน

4.ตถาคตพิสัทธา เชื่อปัญญาการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า[23]

4. เพราะว่าคนหนุ่ม คนแก่ คนโง่ คนฉลาด  คนมั่งคั่งร่ำรวย    คนจนก็ตาม ล้วนจะต้องตายทั้งนั้น[24]

อธิษฐานบารมี[25]

1. อธิษฐานบารมี ความตั้งใจแนวแนในการบําเพ็ญคุณงามความดีไมยอมเสียความตั้งใจเพื่อเห็นแกทรัพยสินหรือคนรัก ภารกิจที่ตั้งใจจะไมลมเลิกกลางคัน อธิษฐานบารมีสนับสนุนใหมั่นคงในการทําความดี

๒. อธิษฐานอุปบารมี มีความมุงมั่นในการบําเพ็ญถึงแมอาจตองมีอันตรายตออวัยวะสวนใดสวนหนึ่งของรางกาย ตัวอยางที่แสดงคือในภพที่พระพุทธองคเปนมาตังคชฏิลและช้างมาตังคะ

3. อธิษฐานปรมัตถบารมี ในชั้นนี้จะตองยอมเสียสละชีวิต โดยที่ไมยอมเสียความตั้งใจเพราะมีเปาหมาย คือ โพธิญาณ

4. อุปสมาธิษฐาน คือ ความสงบไดแกการระงับโทษขอขัดของมัวหมองวุนวายอันเกิดจากกิเลสทั้งหลายแลว ทําจิตใจใหสงบไดการอธิษฐานตองทําดวยความสงบคือทําแลวกายวาจา ใจสงบ ไมวุนวายไมเที่ยวโพนทนาไปทั่ว บางคนเคยโกรธงายก็ตองหัก  หามความโกรธเอาไวใหได ดังที่สุเมธดาบสเมื่อตั้งความปรารถนาตั้งจิตอธิษฐาน วาจะบําเพ็ญบารมีเพื่อ มุงหวังเปนพระพุทธเจาก็ไมเคยมีความโกรธตอใครๆอีกเลยตลอดสี่อสงไขยแสน กัป[26]

ชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าปฏิบัติเนือง ๆเป็นอย่างไรคือ พระโยคาวจรเมื่อละกามฉันทะ    ย่อมปฏิบัติเนืองๆ  ซึ่งเนกขัมมะเพราะฉะนั้น  จึงชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าปฏิบัติเนืองๆ[27]   สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิตควรพิจารณาเนืองๆ ว่า ‘เรามีแก่ ,เจ็บไข้ ,ความตายเป็นธรรมดา    ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้‘ เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไรเพราะอาศัยอำนาจประโยชน์นี้แลว่า    ‘สัตว์ทั้งหลายมีความมัวเมาในชีวิตซึ่งเป็นเหตุให้ประพฤติชั่วด้วยกายประพฤติชั่วด้วยวาจาประพฤติชั่วด้วยใจ    เมื่อเขาพิจารณาฐานะนั้นอยู่เนืองๆ    ย่อมละความมัวเมาในชีวิตนั้นได้โดยสิ้นเชิง    หรือทำให้เบาบางลงได้’[28]

กิเลสเครื่องผูกพันสัตว์คือทิฏฐิ  ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า ปุถุชนผู้ประกอบด้วยทิฏฐิสังโยชน์ ผู้ยังไม่ได้สดับย่อมไม่พ้น ความเกิดความแก่ความตายความเศร้าโศกความคร่ำครวญ  ความทุกข์กายความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจย่อมไม่พ้นจากทุกข์’  ภิกษุทั้งหลายอริยสาวกผู้ได้สดับ ได้พบพระอริยะฉลาดในธรรมของพระอริยะ ได้รับคำแนะนำดีแล้วในธรรมของพระย่อมรู้ทั่วถึง จึงมนสิการถึงแต่ธรรมที่ควรมนสิการ[29]

 

 

2.หลักเหตุผล

2.1. กฎแห่งกรรม

          1. เรียนรู้กฎไตรลักษณ์ ว่าคน สัตว์ สิ่งของ ต้องเสื่อม

- คน สัตว์ สิ่งของ ล้วนตกอยู่ในภาวะกฎไตรลักษณ์[30]

- บุคคลเมื่อถึงคราวจะตาย บุตรทั้งหลายก็ต้านทานไว้ไม่ได้ พวกพ้องก็ต้านทานไว้ไม่ได้ แม้ญาติพี่น้องก็ต้านทานไว้ไม่ได้[31]

- ภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นของตนเป็นผู้รับผลของกรรมมี กรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย    ทำกรรมใดไว้ จะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตามย่อมเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ละเว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑาวุธและศัสตราวุธ มีความละอาย มีความเอ็นดู มุ่งหวังประโยชน์เกื้อกูลต่อ  สรรพสัตว์อยู่  บุคคลนั้นย่อมไม่กระเสือกกระสนด้วยกาย วาจา  และใจ กายกรรม  วจีกรรม และมโนกรรมของเขาตรง  คติของเขาก็ตรง การอุบัติของเขาก็ตรงภิกษุทั้งหลายเรากล่าวว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้รับผลของกรรมอย่างนี้สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นของตน เป็นผู้รับผลของกรรม มีกรรมเป็นกำเนิดมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ทำกรรมใดไว้ จะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตามย่อมเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น[32]

-ปฐวีธาตุ  อาโปธาตุ  เตโชธาตุ  วาโยธาตุ  ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ในที่ไหน  อุปาทายรูปที่ยาวและสั้น  ละเอียดและหยาบ  งามและไม่งาม  ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ในที่ไหนนามและรูปย่อมดับสนิทในที่ไหน[33]

-พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า  รูปของสัตว์ทั้งหลายย่อมทรุดโทรม ชื่อและโคตรย่อมไม่ทรุดโทรม

ราคะท่านเรียกว่าทางผิด  ความโลภเป็นอันตรายต่อธรรม วัยสิ้นไปตามคืนและวัน  หญิงเป็นมลทินของพรหมจรรย์ หมู่สัตว์นี้ข้องอยู่ในหญิงนั่น  ตบะและพรหมจรรย์นั้นมิใช่น้ำ    แต่เป็นเครื่องชำระล้าง  ในโลกมีช่องอยู่  ๖ ช่อง  ที่จิตตั้งอยู่ไม่ได้ คือ 1). ความเกียจคร้าน    2). ความประมาท   3). ความไม่ขยัน   4). ความไม่สำรวม   5). ความมักหลับ  6). ความอ้างเลสไม่ทำงาน พึงเว้นช่องทั้ง ๖ เสียโดยประการทั้งปวงเถิด[34]

- ภิกษุทั้งหลายแต่ความดับ ความระงับ ความตั้งอยู่ไม่ได้ แห่งธาตุทั้งสี่  นี้เป็นความดับแห่งทุกข์ ความระงับโรค ความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งชราและมรณะ ความดับ ความระงับ  ความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งอาโปธาตุ...  แห่งเตโชธาตุ... แห่งวาโยธาตุ    นี้เป็นความดับแห่งทุกข์    ความระงับโรค ความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งชรา และมรณะ”[35]

 - ภิกษุทั้งหลาย   ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งรู้คุณ  โทษ  และเครื่องสลัดออกจากธาตุ  ๔  ประการนี้ ตามความเป็นจริง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นจัดว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ  และจัดว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ทั้งท่านเหล่านั้นก็ทำให้แจ้งประโยชน์ของความเป็นสมณะ และประโยชน์ของความเป็นพราหมณ์ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง    เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน”[36]

 - พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ความเกิดขึ้นความตั้งอยู่ ความบังเกิด    ความปรากฏแห่งรูปนี้เป็นความเกิดขึ้นแห่งทุกข์เป็นความตั้งอยู่แห่งโรคเป็นความปรากฏแห่งชราและมรณะ” ภิกษุทั้งหลาย ส่วนความดับ ความสงบระงับ ความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งรูป..เวทนา..สัญญา..สังขาร..วิญญาณ นี้ เป็นความดับแห่งทุกข์ เป็นความสงบระงับแห่งโรค เป็นความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งชราและมรณะ[37]

- ท่านจงมนสิการเถิดท่านเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร    รูป, เวทนา ,สัญญา ,สังขาร ,วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง”

            “ไม่เที่ยง    พระโคดมผู้เจริญ”

            “สิ่งใดไม่เที่ยง    สิ่งนั้นเป็นทุกข์    หรือเป็นสุข”

            “เป็นทุกข์    พระโคดมผู้เจริญ”

            “สิ่งใดไม่เที่ยง    เป็นทุกข์    มีความแปรผันไปเป็นธรรมดา    ควรหรือที่จะ

พิจารณาเห็นสิ่งนั้นว่า    ‘นั่นของเรา    เราเป็นนั่น    นั่นเป็นอัตตาของเรา[38]

(ของทุกอย่างพังได้ สูญหายได้ เพราะ คน สัตว์ สิ่งของ ล้วนตกอยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์ ใจเบาสบายถ้าเข้าใจหลักเหตุผล)

- คน สัตว์ สิ่งของ ทั้งหมดในโลกล้วนเดินไปหาความตาย และพัง[39]

- “เนื่องจากการเกิดในโลกมนุษย์ จึงทุกข์ นับเนื่องจากการถือกำเนิดในครรภ์ ทุกข์เนื่องจาก การอยู่ในครรภ์ ทุกข์เนื่องจากการคลอดจากครรภ์ ทุกข์ที่สืบเนื่องมาจากผู้เกิด ทุกข์ของผู้เกิดที่เนื่องมาจากผู้อื่น ทุกข์ที่เกิดจากความพยายามของตนเอง ทุกข์ที่เกิดจากความพยายามของผู้อื่น ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ทุกข์ในสงสาร ทุกข์ที่เกิดจากความแปรผัน โรคทางตา  โรคทางหู โรคทางจมูก   โรคทางลิ้น โรคทางกาย โรคศีรษะ โรคหู  โรคปาก  โรคฟัน  โรคไอ  โรคหืด  ไข้หวัด  ไข้พิษ  ไข้เชื่อมซึม โรคท้อง เป็นลมสลบ ลงแดง จุกเสียด อหิวาตกโรค  โรคเรื้อน  ฝี กลาก มองคร่อ(โรคหลอดลมโป่งพอง มีเสมหะแห้งอยู่ในช่องหลอดลม ทําให้มีอาการไอเรื้อรัง) ลมบ้าหมู หิดเปื่อย หิดด้าน หิด หูด โรคละลอก โรคดีซ่าน โรคดีกำเริบ โรคเบาหวาน โรคเริม โรคพุพอง  โรคริดสีดวง  ความเจ็บป่วยที่เกิดจากดี ความเจ็บป่วยที่เกิดจากเสมหะ ความเจ็บป่วยที่เกิดจากลม ไข้สันนิบาตความเจ็บป่วยที่เกิดจากการเปลี่ยนฤดู ความเจ็บป่วยที่เกิดจากการผลัดเปลี่ยนอิริยาบถไม่ได้ส่วน ความเจ็บป่วยที่เกิดจากความพากเพียรเกินกำลัง ความเจ็บป่วยที่เกิดจากผลกรรม ความหนาว ความร้อน ความหิว ความกระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ ทุกข์ที่เกิดจากสัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม  แดด และสัตว์เลื้อยคลาน  ทุกข์เพราะมารดาตาย ทุกข์เพราะบิดาตาย ทุกข์เพราะพี่ชายน้องชายตาย ทุกข์เพราะพี่สาวน้องสาวตาย ทุกข์เพราะบุตรตาย ทุกข์เพราะธิดาตาย ทุกข์เพราะความพินาศของญาติ ทุกข์เพราะความเสียหายที่เกิดจากโรค ทุกข์เพราะโภคทรัพย์พินาศ ทุกข์เพราะสีลวิบัติทุกข์เพราะทิฏฐิวิบัติ  ความเกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่าใดปรากฏในเบื้องต้น ความดับแห่งธรรมเหล่านั้น ย่อมปรากฏในเบื้องปลาย วิบากอาศัยกรรม กรรมก็อาศัยวิบาก รูปอาศัยนามนามก็อาศัยรูป    นามรูปเป็นไปตามชาติ    ชราติดตาม พยาธิครอบงำ มรณะย่ำยีตกอยู่ในความทุกข์ ไม่มีที่ต้านทาน    ไม่มีที่หลีกเร้น    ไม่มีที่พึ่ง ไม่มีที่อาศัย เหล่านี้เรียกว่าทุกข์” ท่านเมตตคูทูลถามถึงมูลเหตุ ต้นเหตุ การเกิดขึ้น แดนเกิดสมุฏฐาน อาหาร อารมณ์ ปัจจัย เหตุเกิดแห่งทุกข์เหล่านี้ว่า  เกิดมาจากไหนหนอ คือ เกิดจากไหนเกิดขึ้นจากไหน  บังเกิดจากไหน  บังเกิดขึ้นจากไหน  ปรากฏจากไหน ได้แก่ มีอะไรเป็นต้นเหตุ มีอะไรเป็นเหตุเกิด  มีอะไรเป็นกำเนิด  มีอะไรเป็นแดนเกิด คือขอทูลถาม ทูลขอ ทูลอาราธนา ทูลให้ทรงประกาศ รวมความว่า ทุกข์เหล่านี้เกิดมาจากไหนหนอ[40]

-  ปฏิจจสมุปบาทโดยอนุโลม  เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมีเพราะสังขารเป็นปัจจัยวิญญาณจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี  เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี  เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรา มรณะ  โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสจึงมี  กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้[41]

 

2.2. ยอมรับความจริง

 ธรรมจักษุไร้ธุลี ปราศจากมลทินว่า“สิ่งใดสิ่งหนึ่งมี ความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา” ได้เกิดขึ้นแก่เหล่าเทวดาและมนุษย์หลายพัน ผู้มีฉันทะ ความพยายาม ความประสงค์การอบรมปัญญาบารมีร่วมกันกับพราหมณ์  จิตของพราหมณ์นั้นก็หลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น[42]

บุคคลบางคนในโลกนี้ประพฤติกายทุจริต(ความประพฤติชั่วด้วยกาย)    วจีทุจริต(ความประพฤติชั่วด้วยวาจา)    และมโนทุจริต(ความประพฤติชั่วด้วยใจ)    หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก นายนิรยบาลจับแขนเขาไปแสดงต่อพญายมว่า “ขอเดชะ คนผู้นี้ไม่เกื้อกูลมารดา  ไม่เกื้อกูลบิดาไม่เกื้อกูลสมณะ ไม่เกื้อกูลพราหมณ์ และไม่อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในสกุล ขอพระองค์จงลงโทษแก่คนผู้นี้เถิด”

พญายมถามเขาว่า“เจ้าไม่ได้ทำความดีทางกาย วาจา และใจ เพราะมัวประมาทอยู่    เอาเถอะ เขาจะลงโทษเจ้าตามฐานะที่ประมาท ก็บาปกรรมนี้นั้นบิดามารดาพี่ชายน้องชาย    พี่หญิงน้องหญิง มิตรอำมาตย์ญาติสาโลหิต เทวดาสมณพราหมณ์ไม่ได้ทำให้เลย เจ้าทำเองแท้ๆ เจ้านั่นเองต้องรับผลของบาปกรรมนั้น”[43]

1. หมวดว่าด้วยคนพาล  พระผู้มีพระภาคตรัสว่าภิกษุทั้งหลาย

คนพาล ๒ จำพวกนี้คือ           ๑. คนที่ไม่เห็นโทษโดยความเป็นโทษ

                                      ๒. คนที่ไม่ยอมรับตามความเป็นจริงเมื่อบุคคลอื่นแสดงโทษ

บัณฑิต ๒ จำพวกนี้คือ           ๑.  คนที่เห็นโทษโดยความเป็นโทษ

                                      ๒.  คนที่ยอมรับตามความเป็นจริงเมื่อบุคคลอื่นแสดงโทษ[44]

2. พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า

ถ้าบุคคลรู้ว่ารักตนก็ไม่พึงชักนำตนไปในทางชั่ว  เพราะความสุขนั้นบุคคลผู้มักทำชั่วจะไม่ได้โดยง่าย

เมื่อบุคคลถูกความตายครอบงำก็จะต้องละทิ้งภพมนุษย์ไปก็อะไรเล่าเป็นสมบัติของเขาและเขาจะนำอะไรไปได้   อนึ่งอะไรเล่าจะติดตามเขาไป ดุจเงาติดตามตัวไป ฉะนั้น สัตว์ผู้จะต้องตายในโลกนี้ ทำกรรมอันใด    คือบุญและบาปทั้ง ๒ ประการ บุญและบาปนั้นแลเป็นสมบัติของเขา ทั้งเขาจะนำเอาบุญและบาปนั้นไปได้   อนึ่ง    บุญและบาปนั้นย่อมติดตามเขาไป ดุจเงาติดตามตัวไปฉะนั้น เพราะฉะนั้น    บุคคลควรทำกรรมดี สะสมไว้เป็นสมบัติในโลกหน้าเพราะบุญเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายในโลกหน้า[45]

- อสุภสมาบัติเนืองๆ    โดยประการต่างๆ  จึงพากันประกอบความเพียรในการเจริญอสุภกัมมัฏฐานหลายประการ กระทั่งเกิดความรู้สึกอึดอัด เบื่อหน่าย รังเกียจร่าง กายของตน เหมือนชายหรือหญิงที่เป็นหนุ่มเป็นสาวชอบแต่งตัวอาบน้ำสระเกล้า มีซากศพงู ซากศพสุนัขหรือซากศพมนุษย์ มาติดอยู่ที่คอเกิดความรู้สึกอึดอัดเบื่อหน่าย รังเกียจ ภิกษุเหล่านั้นจึงฆ่าตัวตายเองบ้าง ใช้กันและกันให้ฆ่าบ้าง ภิกษุบางกลุ่มพากันไปหาตาเถนมิคลัณฑิกะบอกว่า ‘ขอโอกาสหน่อยเถิดท่านช่วยฆ่าพวกอาตมาทีเถิด บาตรและจีวรนี้จักเป็นของท่าน’ ตาเถนมิคลัณฑิกะ รับจ้างเอาบาตรและจีวร จึงฆ่าภิกษุวันละ ๑ รูปบ้าง ฯลฯ วันละ  ๖๐รูปบ้างขอประทานพระวโรกาส ขอพระองค์โปรดตรัสบอกวิธีอื่นที่ภิกษุสงฆ์จะพึงดำรงอยู่ในอรหัตตผลเถิด แต่ด้วยแนวทางการปฎิบัติเดียวกัน ต่างที่ไม่ประหารตนเองก่อนเวลาอันควรจึงจะดี[46]

- มนุษย์หรืออมนุษย์ไม่พึงได้ตามปรารถนาว่า   ขอบุตรของเราผู้เกิดมาแล้วอย่าตายเลย  พระองค์จะทรงได้พระราชโอรสที่ทิวงคตแล้ว   ซึ่งไม่ควรได้แต่ที่ไหน แม้ชนทั้งหลายที่มีทรัพย์มาก    มีโภคสมบัติมาก  ถึงจะเป็นกษัตริย์ผู้ครองแคว้น มีทรัพย์และธัญญาหารมากมาย  จะไม่แก่ตายก็ไม่มี[47]

 

2.3. ความตายเป็นเรื่องธรรมชาติ

          เมื่อพระวิปัสสีราชกุมารเสด็จประพาสอุทยานอีก ได้ทอดพระเนตรเห็นหมู่ชนประชุมกันและกำลังประดับคานหามด้วยผ้าหลากสีจึงตรัสถามนายสารถีว่า‘สหายสารถีหมู่ชนประชุมกันและประดับคานหามด้วยผ้าหลากสีไว้ทำไมนายสารถีทูลตอบว่า‘ขอเดชะผู้นี้ชื่อว่าคนตาย’พระวิปัสสีราชกุมารรับสั่งว่า‘สหายสารถีถ้าเช่นนั้นเธอจงขับรถไปทางคนตายนั้น’นายสารถีทูลรับพระบัญชาแล้วขับราชรถไปทางคนตายนั้น  พระราชกุมารทอดพระเนตรคนตาย จึงตรัสถามนายสารถีว่า ‘ทำไม เขาจึงชื่อว่าคนตาย’นายสารถีทูลตอบว่า ‘ผู้นี้ชื่อว่าคนตาย เพราะเวลานี้มารดาบิดาหรือญาติสาโลหิตอื่นๆจะไม่ได้พบเห็นเขาอีก ตัวเขาก็จะไม่ได้พบเห็นมารดาบิดาหรือญาติสาโลหิตอื่นๆ อีก พระเจ้าข้า

- ทุกข์ทั้งหลายเกิดจาก ไม่มีปัญญา ได้แก่    ไปตามอวิชชา คือ  ไม่มีความรู้  ไม่มีปัญญาแจ่มกระจ่าง  มีปัญญาทึบ มัวไปตามยึดจดจำกับสิ่งเหล่านั้น นี้คือเหตุ[48] ทางแก้ จงพิจารณา เรามีทุกข์เป็นแดนเกิด นั่นคือ เมื่อเกิดก็มีทุกข์ (สัมมาทิฏฐิ) ละทุจริต3 (กาย วาจา ใจ คือ กุศลกรรมบถ ,สัมมาวาจา ,สัมมากัมมันตะ , สัมมาอาขีวะ)[49]  บุคคลรู้ชัดธรรมใดแล้ว มีสติ (สัมมาวายามะ ,สัมมาสติ ,สัมมาสมาธิ) เที่ยวไปอยู่ พึงข้ามตัณหาที่ชื่อว่า วิสัตติกา (แผ่ไปซ่านไปเป็นตัวการให้คิดพูดทำผิด บริโภคของมีพิษ คือรูปสวย,เสียงเพราะ,กลิ่นหอม,รสอร่อย,สัมผัสระหว่างเพศ และติดในโลกธรรม8) ในโลกได้เราจักกล่าวธรรม(นั้น)ที่รู้ประจักษ์ด้วยตนเอง ใน ธรรม (สติปัฏฐาน ๔    สัมมัปปธาน ๔  อิทธิบาท๔    อินทรีย์๕    พละ๕    โพชฌงค์๗    อริยมรรคมีองค์๘  นิพพาน)  และปฏิปทาเครื่องดำเนินไปสู่นิพพานที่เราเห็นแล้ว แก่เธอ[50]

- “สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง” “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา    สิ่งนั้นทั้งหมดล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา”[51]

-ปลาอยากกินเหยื่อสด  กลืนขอเบ็ดที่ใช้เหยื่อปิดบังไว้ ก็ไม่รู้ว่าตนจะตายฉันใด[52]

-ถูกกิเลสมากหลายปิดบังไว้ อธิบายว่า ถูกกิเลส ราคะ โทสะโมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปฬาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายาสาเถยยะ ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ    กิเลสทุกชนิด ทุจริตทุกทาง ความกระวนกระวาย ความเร่าร้อนทุกสถาน ความเดือดร้อนทุกประการ  อกุสลาภิสังขาร ปิดบัง  ปกปิด ปิดล้อม หุ้มห่อ  โอบล้อม ห้อมล้อม    ครอบคลุม ปกคลุม บดบังไว้  รวมความว่า ผู้ข้องอยู่ในถ้ำถูกกิเลสมากหลายปิดบังไว้[53]

-ร่างกายนี้แก่หง่อมแล้วเป็นรังของโรค    มีแต่จะทรุดโทรมลงไปร่างกายที่เน่าเปื่อยนี้ก็จะแตกดับไป เพราะชีวิตมีความตายเป็นที่สุด[54]  ถึงเราเองก็จะต้องตายเป็นธรรมดา  หนีไม่พ้น พระมารดา พระบิดาหรือพระประยูรญาติอื่นๆ จะไม่ได้พบเห็นเรา แม้เราก็จะไม่ได้พบเห็นพระมารดา พระบิดาหรือพระประยูรญาติอื่นๆ กระนั้นหรือ’‘ทั้งพระองค์และข้าพระองค์ล้วนแต่ต้องตายเป็นธรรมดา หนีไม่พ้น พระเจ้าข้าพระเจ้าแผ่นดิน พระราชินี หรือพระประยูรญาติอื่นๆจะไม่ทรงพบเห็นพระองค์แม้พระองค์ก็จะไม่ทรงพบเห็นพระเจ้าแผ่นดิน พระราชินี  หรือพระประยูรญาติอื่นๆ[55]

- พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อัคคิเวสสนะ  บุคคลเหล่านั้นละทุกกรกิริยาที่ประพฤติมาก่อนแล้วบำรุงกายนี้ในภายหลัง  เมื่อเป็นอย่างนั้น  กายนี้ก็มีความเจริญและความเสื่อมไป” ภิกษุทั้งหลาย แต่ความดับ ความระงับ ความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งปฐวีธาตุฯ นี้เป็นความดับแห่งทุกข์ ความระงับโรค  ความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งชราและมรณะ ในสมัยใด ในสมัยนั้น เพราะสังขารเป็นปัจจัย  วิญญาณจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามจึงมี เพราะนามเป็นปัจจัยอายตนะที่ ๖ จึงมี เพราะอายตนะที่ ๖  เป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัยเวทนาจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ปสาทะจึงมีเพราะปสาทะเป็นปัจจัยอธิโมกข์จึงมี เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย  ภพจึงมี เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมีเพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี  กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้[56]

- สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤต เป็นไฉน พระขีณาสพเจริญรูปาวจรฌานที่เป็นกิริยา ไม่เป็นกุศล ไม่เป็นอกุศลและไม่เป็นวิบากของกรรม แต่เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน สงัดจากกามฯลฯ บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อยู่ในสมัยใด ในสมัยนั้น    เพราะสังขารเป็นปัจจัย  วิญญาณจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามจึงมี เพราะนามเป็นปัจจัยอายตนะที่ ๖ จึงมีเพราะอายตนะที่    ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัยเวทนาจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัยปสาทะจึงมี    เพราะปสาทะเป็นปัจจัย อธิโมกข์จึงมี เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัยภพจึงมีเพราะภพเป็นปัจจัย    ชาติจึงมี เพราะชาติเป็นปัจจัย  ชรามรณะจึงมี กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้[57]

-อนึ่ง ร่างกายนี้มีศีรษะเป็นโพรง เต็มด้วยมันสมอง ซึ่งคนพาลถูกอวิชชาครอบงำหลงเข้าใจว่าเป็นของสวยงาม และเมื่อร่างกายนั้นตายขึ้นอืดมีสีเขียวคล้ำ ถูกทิ้งให้นอนอยู่ในป่าช้า หมู่ญาติต่างหมดความอาลัยไยดี ร่างกายที่เปื่อยเน่านั้นสุนัขบ้านสุนัขจิ้งจอกสุนัขป่าหมู่หนอนฝูงกาฝูงแร้งและสัตว์ที่กินซากศพอื่นๆ ย่อมรุมยื้อแย่งกันกิน

-ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ฟังพุทธพจน์แล้วเกิดปัญญา ย่อมกำหนดรู้และพิจารณาเห็นร่างกายนั้น ตามความเป็นจริงทีเดียว

-ร่างกายที่ตายแล้วนั้นได้เคยเป็นเหมือนร่างกายที่มีชีวิตนี้ และร่างกายที่มีชีวิตนี้ก็จะเป็นเหมือนร่างกายที่ตายแล้วนั้น  ภิกษุจึงควรคลายความยินดีพอใจในร่างกาย  ทั้งภายในและภายนอก

-ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีปัญญาไม่ยินดีด้วยฉันทราคะได้บรรลุนิพพานที่เป็นอมตะอันสงบดับและไม่จุติ

-ร่างกายนี้ มี  ๒เท้า ไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น เต็มไปด้วยซากศพต่าง  ๆ ขับถ่ายของไม่สะอาด มีน้ำลายน้ำมูกเป็นต้นออกทางทวารทั้ง ๙  ขับเหงื่อไคลให้ไหลออกทางรูขุมขนนั้นๆ ต้องบำรุงรักษาอยู่เสมอ[58]

1. มรณสัญญา (ความกำหนดหมายความตายที่จะมาถึงเป็นธรรมดา)

2. อนิจจสัญญา (ความกำหนดหมายความไม่เที่ยงแห่งสังขาร) [59]

3. ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ได้พบพระอริยะทั้งหลาย ฉลาดในธรรมของพระอริยะ    ได้รับคำแนะนำดีแล้วในธรรมของพระอริยะ พบสัตบุรุษทั้งหลายฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ    ได้รับคำแนะนำดีแล้วในธรรมของสัตบุรุษ ย่อมรู้ทั่วถึงธรรมที่ควรมนสิการ รู้ทั่วถึงธรรมที่ไม่ควรมนสิการ อริยสาวกนั้นเมื่อรู้ทั่วถึงธรรมที่ควรมนสิการ เมื่อรู้ทั่วถึงธรรมที่ไม่ควรมนสิการ ย่อมไม่มนสิการถึงธรรมที่ไม่ควรมนสิการ  มนสิการถึงแต่ธรรมที่ควรมนสิการ[60]

- ท้าวสักกะเพราะการอยู่ร่วมกันแลความรักจึงเกิดในหทัยของมนุษย์หรือของเนื้อ อาตมาจึงไม่สามารถที่จะไม่เศร้าโศกถึงลูกเนื้อนั้นได้ ดังนั้นสาเหตุของการยึดติดเพราะเกิดร่วมกัน แก้ด้วยการคอดถึงความจริงว่าวันหนึ่งต้องมีการจากกัน[61]

- อนิจเจ  ทุกขสัญญา (ความกำหนดหมายความเป็นทุกข์ในความไม่เที่ยงแห่งสังขาร เพราะเกิดกี่ครั้งก็ทุกข์)[62]

 

1. ท่านพระอานนท์ตอบว่า  “เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่อง  ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน(กิเลสมีราคะเป็นต้น ท่านเรียกว่า กิเลสเพียงดังเนิน (อังคณะ) เพราะยังจิตให้ลาดต่ำ โน้มเอียงไปสู่ที่ต่ำ) เช่น ต้องย้อนกลับไปสู่จตุตถฌานอีก เป็นต้น  ปราศจากความเศร้าหมอง  อ่อน  เหมาะแก่การใช้งาน  ตั้งมั่น  ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุนั้นน้อมจิตไปเพื่อญาณทัสสนะ(ความรู้และความเห็นตรงตามความเป็นจริง อาจเรียกว่า มรรคญาณ ผลญาณ สัพพัญญุตญาณ ปัจจเวกขณญาณ หรือวิปัสสนาญาณก็ได้ (ที.สี.อ. ๒๓๔/๑๙๘) รู้ชัดอย่างนี้ว่า  ‘กายของเรานี้คุมกันเป็นรูปร่าง  ประกอบขึ้นจากมหาภูตรูป  ๔  เกิดจากบิดามารดา  เจริญวัยเพราะข้าวสุกและขนมสด  ไม่เที่ยงแท้  ต้องอบ  ต้องนวดเฟ้น  มีอันแตกกระจัดกระจายไปเป็นธรรมดา วิญญาณของเราอาศัยและเนื่องอยู่ในกายนี้’[63]

2. ปฐวี ,เตโช ,วาโย ,อาโป ธาตุภายนอกซึ่งใหญ่ถึงเพียงนั้นยังปรากฏเป็นของไม่เที่ยง    มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา    มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา    มีความแปรผันไปเป็นธรรมดาไฉนกายซึ่งตั้งอยู่ชั่วเวลาเล็กน้อยที่ถูกตัณหาเข้าไปยึดถือว่า ‘เรา’ ว่า  ‘ของเรา’ ว่า‘เรามีอยู่’ จักไม่ปรากฏเป็นของไม่เที่ยง    มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไป เป็นธรรมดา มีความแปรผันไปเป็นธรรมดาเล่า    เมื่อเป็นเช่นนี้ ภิกษุนั้นก็ไม่มีความยึดถือในเตโชธาตุภายนอกนี้ฯลฯ เมื่อภิกษุนั้นระลึกถึงพระพุทธเจ้า    ระลึกถึงพระธรรม    และระลึกถึงพระสงฆ์อยู่อย่างนี้    ถ้าอุเบกขาอันอาศัยกุศลธรรมดำรงอยู่ได้ด้วยดี    ภิกษุนั้นย่อมพอใจเพราะเหตุนั้น    ด้วยเหตุเพียงเท่านี้    ภิกษุได้ชื่อว่าทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างมากแล้ว[64]

- “ขันธ์ ๕ คือภาระ บุคคลคือผู้แบกภาระ การถือภาระเป็นทุกข์ในโลก    การวางภาระเป็นสุขในโลก บุคคลวางภาระหนักได้แล้ว ไม่ถือภาระอื่นไว้ ถอนตัณหาพร้อมทั้งราก สิ้นความอยาก ดับสนิทแล้ว”[65]

- ด้วยวิธีนี้ ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกายภายในอยู่พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกอยู่    หรือพิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกอยู่    พิจารณาเห็น ธรรมเป็นเหตุเกิดในกายอยู่ พิจารณาเห็นธรรมเป็นเหตุดับในกายอยู่ หรือพิจารณาเห็นทั้งธรรมเป็นเหตุเกิดทั้งธรรมเป็นเหตุดับในกายอยู่ หรือว่า ภิกษุนั้นมีสติปรากฏอยู่เฉพาะหน้าว่า ‘กายมีอยู่’ ก็เพียงเพื่ออาศัยเจริญญาณ เจริญสติเท่านั้น ไม่อาศัย  (ตัณหาและทิฏฐิ) อยู่ และไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรๆ  ในโลก ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ อย่างนี้แล[66]

- ลูกรู้อยู่ว่าร่างกายนั้นปฏิกูลเหมือนหมู่หนอน ถูกฉาบไว้ด้วยเนื้อและเลือด  เป็นที่อยู่ของหมู่หนอนเป็นเหยื่อของแร้งกา ทำไมทูลกระหม่อมจึงพระราชทานซากศพ แก่พระราชาพระองค์นั้นเพคะ

- ไม่ช้าร่างกายที่ปราศจากวิญญาณถูกหมู่ญาติซึ่งพากันเกลียดชังทอดทิ้งไปเหมือนท่อนไม้ที่เขาก็พากันนำไปทิ้งป่าช้า

-มารดาบิดาของตนยังเกลียดชังพากันเอาซากศพนั้นไปทิ้งให้เป็นอาหารของสัตว์อื่นๆ ในป่าช้า กลับมาก็ต้องอาบน้ำดำเกล้าจะกล่าวไปใยถึงหมู่ชนทั่วๆไปเล่า

-หมู่ชนยึดถือแล้วในร่างกายอันเปื่อยเน่าเป็นซากศพไม่มีแก่นสารเป็นร่างของกระดูกและเอ็นเต็มไปด้วยน้ำลายน้ำตาและอุจจาระ

-ผู้ใดพึงชำแหละร่างกายนั้นกลับข้างในมาไว้ข้างนอก ผู้นั้นก็จะทนกลิ่นเหม็นของร่างกายนั้นไม่ได้ แม้มารดาของตนก็ยังเกลียดชัง

- ลูกพิจารณาโดยอุบายอันแยบคายว่าขันธ์ ธาตุ อายตนะอันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีชาติเป็นมูลเหตุ เป็นทุกข์  เพราะเหตุไร จะพึงปรารถนาการวิวาห์เล่าเพคะ

- หอก  ๓๐๐ เล่มใหม่เอี่ยมจะพึงตกต้องที่กายทุกๆ วัน และทิ่มแทงอยู่ถึง ๑๐๐  ปี ยังประเสริฐกว่า  หากว่าความสิ้นทุกข์ จะพึงมีได้ด้วยอาการอย่างนี้[67]

- กัมมัฏฐานปริเฉท หมู่หนอน 80,000 ตัว แบ่งตามที่อยู่ในร่างกาย เช่นเส้นผม – เหา,กะโหลก – หูพอง,มันสมอง- คลุ้มคลั่ง,ลิ้น – มุกะ,ฟัน – กุพะ,คอ – อพสกะ,ท้อง – รตะ,กระดูก –กฉิพิทะ,ม้าม

- นิระ,พิตะ,หัวใจ –สิพิตะ,อุพทพิตะ ,ไขมัน – กระ,เนื้อตัว – อรพะ,เอ็น – โรตระ,สมอง – สุพกมะ[68]

- ครั้นเวลาเย็นท่านพระราหุลออกจากที่หลีกเร้นแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควรได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อานาปานสติที่บุคคลเจริญแล้วอย่างไรทำให้มากแล้วอย่างไรจึงมีผลมาก    มีอานิสงส์มาก”

   พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ราหุล  รูปชนิดใดชนิดหนึ่งซึ่งเป็นอุปาทินนกรูป

ที่เป็นภายใน เป็นของเฉพาะตน เป็นของแข้นแข็งเป็นของหยาบคือ  ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ    เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ไส้ใหญ่ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า    หรือรูปชนิดใดชนิดหนึ่งซึ่งเป็นอุปาทินนกรูปที่เป็นภายใน เป็นของเฉพาะตน เป็นของแข้นแข็ง เป็นของหยาบ นี้เรียกว่า ปฐวีธาตุที่เป็นภายใน ปฐวีธาตุ(ธาตุดิน) ที่เป็นภายในและปฐวีธาตุที่เป็นภายนอก  ก็เป็นปฐวีธาตุนั่งเอง บัณฑิตควรเห็นปฐวีธาตุนั้นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’ ครั้นเห็นปฐวีธาตุนั้นด้วย ปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้แล้ว ย่อมเบื่อหน่ายในปฐวีธาตุ และทำจิตให้คลายกำหนัดในปฐวีธาตุได้[69]

- พระผู้มีพระภาคตรัสว่า  “ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงภาระ ผู้แบกภาระ การถือภาระ  และการวางภาระแก่เธอทั้งหลาย  ภาระ คือ การยึดมั่น ใน รูป เวทนา ความจำ ปรุงแต่ง การรับรู้   ผู้แบกภาระ คือ คนที่ยึดมั่น ในขันธ์ทั้ง5 ว่าเป็นของเรา การถือภาระ คือ เราเพลินในตัณหา กำหนัดยินดี  การวางภาระ  คือ ความดับตัณหาไม่อาลัยในมัน[70]

มรณาสติ

๑.      การนึกถึงความตายโดยความไม่พอใจ นี้เป็นกุศลชั้นสูงที่ทุกคนทำได้โดยไม่ต้องลงทุนมากและผลที่ได้จากการคิดแนวนี้ทำให้เป็นคนไม่ตระหนี่,อายุยืน ,ไม่ติดการแต่ตัวจนเกินไป ,รับรู้ความไม่เที่ยง ,เมื่อตายไม่มีทุกข์ เพราะไม่หลงลืมสติว่าเราต้องตาย

๒.      หลังจากติดตามลมหายใจผ่านการสัมผัสที่ปลายจมูก จนได้อารมณ์สูงสุดแล้ว ให้ถอยอารมณ์มาเพื่อพิจารณาว่า สัตว์ทั้งหลายโดยเฉพาะตัวเรา ตายแน่ ไม่มีทางหลีกหนีได้ โดยเราได้รับรู้ว่า เหตุแห่งความตายมี 4 ประการคือ

ก.       ทุกข์กังวล เช่น กลัวลูกจะตายความคิดถึงความตายแบบนี้ไม่ดีเลยเพราะซ้ำเติมความทุกข์

ข.       กลัว  เช่น กลัวว่าเราจะตายกะทันหัน แบบนี้ก็ไม่ดี สะดุ้งกลัว

ค.       อุเบกขา เหมือนพวกสัปเหร่อที่เห็นความตายจนเคยชินไม่กระทบอารมณ์ใจ ไม่ดีเช่นกัน

ง.        ปัญญา เราใช้วิธีคิดถึงความตายเหมือนกับทั้ง 3 ข้อแรก แต่ต่างกันตรงที่ การใช้ปัญญา คือ การยอมรับตามความเป็นจริงว่าทุกคนที่เกิดมาไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ ล้วนมีจุดจบเหมือนกันคือ ตาย และ พังไปในที่สุด ดังนั้นทุกข์ที่เกิดขึ้น ดับได้ ด้วยการใช้ปัญญาคิดตามความจริงด้วยอารมณ์สบายๆ อยู่เสมอๆ[71]

๓.       ความตายมี 3 อย่าง ความตายที่โลกสมมุติ เช่น คนตายที่ว่าสมมุติเพราะแท้จริงแล้ว ตายแต่เพียงร่างกาย แต่จิตยังคงดำเนินไป , ความตายที่เกิดจากการตัดกิเลสเป็นพระอรหันต์ นี้เป็นการตายครั้งสุดท้ายเพราะไม่มีการเกิดอีกแล้ว และเป็นเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา , การตายของจิตในแต่ละขณะ แล้วก็เกิด ส่วนทางกายก็เช่นเดียวกันเหมือนกับตนเองที่เหลียวไปดูภาพถ่ายเมื่อสมัยเด็กก็รู้ได้ทันทีว่าร่างกายสมัยเด็กบัดนี้ได้ตายไปแล้วหาเด็กคนนั้นไม่พบอีกแล้ว

๔.       ความตายมี 2 อย่าง ตายก่อนถึงเวลาอันควร เช่น เกิดจากอุบัติเหตุ , ตายตามเวลาอายุขัย

๕.      วิธีการคิดถึงความตาย ตามบูรพาจารย์

ก.       ให้คิดว่า เรากำลังวิ่งหนี คนตัวใหญ่ในมือมีอาวุธและพร้อมจะจับเราเพื่อฆ่า ที่กำลังวิ่งตามมาข้างหลังเรา ฆ่าเรา

ข.       ให้คิดว่า ทุกคนที่เกิดมาไม่มีใครเป็นอมตะตลอดกาล เราห้ามพระอาทิตย์หรือพระจันทร์ให้เดินถอยหลังกลับไม่ได้ ดังนั้น เราต้องตายแน่

ค.       พระมหาราชา อำมาตย์ พระโมคคัลลานะผู้มีฤทธิ์ พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ทรงตรัสรู้ได้ด้วยพระองค์เอง และในที่สุดแห่ง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นอัจฉริยมนุษย์สุดประเสริฐไม่มีผู้ได้เทียบได้ใน 3 โลก ยังต้องปล่อยทิ้งร่างกายนี้ให้เปื่อยเน่าไป แล้วเราจะไปฝืนเพื่อประโยชน์อะไร

ง.        ความตายนั้นไม่เที่ยง บางคนมี เสลดพันคอหายใจไม่ออกตายไปก็มาก ตัวหนอนที่มีอยู่ในกายเราถึงแปดหมื่นตัวมันก็ฆ่าเราได้ หรือจะเป็นสัตว์มีพิษต่างๆรวมถึงอุบัติเหตุมากมายในโลก ล้วนแต่ทำให้เราต้องปล่อยทิ้งร่างกายนี้ได้ ตลอดเวลา

จ.       ชีวิตนั้นเหมือนต้นกล้วย เหมือนฟองน้ำ มันตั้งอยู่ได้ไม่นาน แล้วก็ต้องดับลง คิดว่าเราจะอยู่พ้นวันนี้หรือไม่ และเมื่อยามจะนอนก็ให้คิดว่าเราจะได้ตื่นขึ้นมาดูโลกหรือไม่ เพราะหลายคนที่ ไหลตาย(นอนหลับตาย) ก็มากมาย การตามคิดเช่นนี้จะอำนวยผลให้ละมานะ (การถือตัว)ลงได้

ฉ.        การไม่พอใจในกาย เพราะร่างกายมันเป็นของหนัก เทอะทะ เหนียวเหนอะหนะ อุดมไปด้วยของเสียมากมาย ทั้งภายในและภายนอกเป็นของไม่สะอาด[72]

 

กายคตาสติ

 การฝึกคิดพิจารณาว่าร่างกายเป็นของสกปรกมันเกิดจากความไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น ตอนอยู่ในท้องแม่ เรานั่งสลับกับนอนในถุงหนังที่ห่อหุ้มหันหลังพิงกระดูกสันหลังของแม่มีแต่คาวเลือดอยู่นาน[73] กายนี้จึงเป็นของไม่สะอาด โดยแบ่งวิธีปฏิบัติ ดังนี้

ก.       ร่างกายนี้เป็นแหล่งรวมของอาหารและถ่ายเทสิ่งสกปรกมีให้เห็นทั้ง อุจจาระ และปัสสาวะ[74]

ข.       ในร่างกายนี้มีหมู่หนอน แปดหมื่นตัว ชอนไชแม้ในสมองก็ไม่เว้น[75]

ค.       ภายนอกร่างกายที่เห็นมีความเหนียวเหนอะแต่ล้างให้สะอาดได้เพียงชั่วครู่ แต่ภายใน สกปรกมากไม่สามารถล้างให้สะอาดได้เราจำต้องอยู่กับมันไปจนกว่ามันจะพัง

ง.        โรคที่เกิดกับร่างกายเราไม่สามารถสั่งให้มันหยุดได้ ทั้งๆที่มันอยากจะกินหวานเราก็หาให้ อยากเปรี้ยวก็หาให้ แต่มันเนรคุณเราได้ตลอดชีวิตเพราะมันแก่ลงทุกวัน เจ็บอยู่บ่อยๆและตายในที่สุด

จ.       มันเมื่อยเราก็ที่ให้มันนั่งพัก มันล้าเราก็หาที่นอนแสนสบายให้มัน ต้องคอยรับใช้มันอยู่ทุกวัน[76]

“พระผู้มีพระภาคตรัสสอนอสุภกัมมัฏฐาน  ทรงพรรณนาคุณแห่งอสุภกัมมัฏฐาน  ตรัสสรรเสริญการเจริญอสุภกัมมัฏฐาน

โดยประการต่าง  ๆ”แล้วพากันประกอบความเพียรในการเจริญอสุภกัมมัฏฐานหลายประการกระทั่งเกิดความรู้สึกอึดอัด    เบื่อหน่าย รังเกียจร่างกายของตน จึงพากันแสวงหาศัสตราสำหรับฆ่าตัวตายวันเดียวภิกษุก็นำศัสตรามาฆ่าตัวตาย ๑๐

รูปบ้าง ฯลฯ ๓๐ รูปบ้าง[77]

2.4. ฝึกสติโดยสมาธิ

 

1. สติ คือความตามระลึก ฯลฯ    สัมมาสติ นี้เรียกว่า สติ    สตินี้เป็นอันภิกษุดำรงไว้มั่นแล้ว ตั้งไว้ดีแล้วที่ปลายจมูก หรือที่นิมิตเหนือริมฝีปาก เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่าดำรงสติมั่นมุ่งเฉพาะกรรมฐาน[78]

2. มรณัสสติที่บุคคลเจริญทำให้มากแล้ว  ย่อมมีผลมาก  มีอานิสงส์มาก  หยั่งลงสู่อมตะ    มีอมตะเป็นที่สุด    เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เมื่อกลางวันผ่านไป กลางคืนย่างเข้ามา พิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘ปัจจัยแห่งความตายของเรามีมากแท้ คือ งูพึงกัดเราก็ได้ แมงป่องพึงต่อยเราก็ได้ หรือตะขาบพึงกัดเราก็ได้ เพราะเหตุนั้น เราพึงตาย เราพึงมีอันตราย(อันตราย ในที่นี้หมายถึงอันตราย  ๓  อย่าง  คือ  (๑)  อันตรายต่อชีวิต  (๒)  อันตรายต่อสมณธรรม  (๓)  อันตราย   ต่อสวรรค์และอันตรายต่อมรรคสำหรับผู้ที่ตายอย่างปุถุชน[79]   นั้น เราพึงพลาดหกล้มก็ได้ ภัตตาหารที่เราฉันแล้วไม่พึงย่อยก็ได้  ดีของเราพึงกำเริบก็ได้  เสมหะของเราพึงกำเริบก็ได้    หรือลมมีพิษดังศัสตราของเราพึงกำเริบก็ได้  เพราะเหตุนั้น เราพึงตาย เราพึงมีอันตรายนั้น’ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นพึงพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘บาปอกุศลธรรมที่เรายังละไม่ได้  ซึ่งจะพึงเป็นอันตรายแก่เราผู้จะตายในเวลากลางคืนมีอยู่หรือไม่’[80]

- กายานุปัสสนา หมวดอิริยาบถ

ภิกษุทั้งหลายอีกประการหนึ่ง ภิกษุเมื่อเดินก็รู้ชัดว่า ‘เราเดิน’ เมื่อยืน ก็รู้ชัดว่า ‘เรายืน’เมื่อนั่ง ก็รู้ชัดว่า ‘เรานั่ง’ หรือเมื่อนอน ก็รู้ชัดว่า ‘เรานอน’[81]

- กายภายนอก ในที่นี้หมายถึงอิริยาบถ ๔ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน ในกายของผู้อื่น 

การใช้โปรแกรม ต้องฟังก่อนนอน จึงเริ่มต้นตั้งแต่ท่านอน และให้นอนท่าที่สบายเพราะแต่ละคนมีนิสัยชอบต่างกัน[82]

ทำสมาธิในหมวด อานาปานุสติกรรมฐาน [83]เมื่อเป็นอย่างนี้ความได้ลมก็ปรากฏ ลมหายใจเข้าหายใจออกก็ปรากฏ อานาปานสติก็ปรากฏ สมาธิที่ประกอบด้วยอานาปานสติก็ปรากฏ และภิกษุผู้ฉลาดจะเข้าสมาบัติหรือออกจากสมาบัตินั้นก็ได้ ข้อนั้นเหมือนอะไร[84]

- เมื่อเป็นอย่างนี้ความได้ลมก็ปรากฏ ลมหายใจเข้าหายใจออกก็ปรากฏ อานาปานสติก็ปรากฏสมาธิที่ประกอบด้วยอานาปานสติก็ปรากฏและภิกษุผู้ฉลาดจะเข้าหรือออกจากสมาบัตินั้นก็ได้กายคือความที่บุคคลระงับกายสังขารหายใจเข้าหายใจออกกายย่อมปรากฏ ความปรากฏเป็นสติ การพิจารณาเห็นเป็นญาณ กายย่อมปรากฏไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวระลึกด้วยภิกษุพิจารณาเห็นกายนั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า“สติปัฏฐานภาวนาคือการพิจารณาเห็นกายในกาย”[85]

- “ราหุล  เธอจงเจริญอานาปานสติภาวนาเถิด เพราะอานาปานสติภาวนาที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วย่อมมีผลมากมีอานิสงส์มาก”

ทำสมาธิในหมวด อานาปานุสติกรรมฐาน ควบ พุทธานุสติกรรมฐาน[86]

คำว่าอบรมแล้วตามลำดับ อธิบายว่าภิกษุนั้นอบรมอานาปานสติข้อต้นๆด้วยอำนาจลมหายใจเข้ายาว ก็ชื่อว่าอบรมอานาปานสติข้อหลังๆ    ตามลำดับ อบรม

อานาปานสติข้อต้นๆ  ด้วยอำนาจลมหายใจออกยาวก็ชื่อว่าอบรมอานาปานสติ  ข้อหลังๆ    ตามลำดับ อบรมอานาปานสติข้อต้นๆ ด้วยอำนาจลมหายใจเข้าสั้น

ก็ชื่อว่าอบรมอานาปานสติข้อหลังๆ    ตามลำดับ ฯลฯ    อบรมอานาปานสติข้อต้น ๆ[87]

- ปฐมบัญญัตินิทาน อันตรธานไป สงบไปโดยเร็ว อานาปานสติสมาธิที่เจริญแล้วอย่างไร ทำให้มากแล้ว อย่างไร จึงเป็นสภาพสงบประณีต สดชื่น  เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขและทำอกุศล[88]

ธรรมชั่วร้ายที่เกิดขึ้นแล้วๆ ให้อันตรธานไป สงบไปโดยเร็ว[89]

- พราหมณ์    เราปรารภความเพียร ไม่ย่อหย่อน มีสติตั้งมั่น ไม่หลงลืม    มีกายสงบ    ไม่กระสับกระส่าย    มีจิตแน่วแน่เป็นสมาธิ[90]

เมื่อคนฝึกม้าฝึกให้มันรู้เรื่องในความว่องไวชั้นเยี่ยม    ในการเป็นม้าชั้นเยี่ยม ในการเป็นม้าควรแก่การชมเชยอย่างยิ่ง    ม้านั้นก็จะพยศ    สบัด    ดิ้นรน    อย่างใด อย่างหนึ่ง    เหมือนม้าที่ยังไม่เคยฝึก    ม้านั้นหมดพยศลงได้เพราะได้รับการฝึกอยู่ บ่อยๆ[91]

- พระผู้มีพระภาคตรัสว่า    ภิกษุทั้งหลาย สัญญา ๕ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญทำให้มากแล้วย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก    หยั่งลงสู่อมตะ ๒  มีอมตะเป็นที่สุด  สัญญา ๕ ประการ  คือ

                       ๑.    อนิจจสัญญา    (กำหนดหมายความไม่เที่ยงแห่งสังขาร)

                       ๒.    อนัตตสัญญา    (กำหนดหมายความเป็นอนัตตาแห่งธรรมทั้งปวง)

                       ๓.    มรณสัญญา    (กำหนดหมายความตายที่จะต้องมาถึงเป็นธรรมดา)

                       ๔.    อาหาเรปฏิกูลสัญญา    (กำหนดหมายความปฏิกูลในอาหาร)

                      ๕. สัพพโลเก อนภิรติสัญญา (กำหนดหมายความไม่น่าเพลิดเพลินในโลกทั้งปวง)[92]   

-ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันย่อมศึกษาเพื่อรักษา ย่อมศึกษาเพื่อสำรวม  ย่อมศึกษาเพื่อฝึกฝน ย่อมศึกษาเพื่อระงับอินทรีย์ ๖  ประการนี้ ภิกษุชื่อว่าคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายเป็นอย่างนี้แล[93]

 

จตุธาตุวัฎฐาน

การพิจารณาร่างกายออกเป็น 4 กลุ่ม คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ดังนี้

  • จับตามร่างกายจะพบธาตุดินโดยมาก หากอยู่ในที่อบอ้าว จะได้พบธาตุน้ำดันตัวซึมผ่านธาตุดินออกมาในขณะที่ร่างกายยังทนต่ออากาศร้อนหรือหนาวได้เพราะมีธาตุไฟให้ความอบอุ่น และเมื่อจะต้องเคลื่อนตัวไปมาต้องอาศัยธาตุลม โดยทั้ง 4 ธาตุ มันประกอบกัน สามัคคีกัน เป็นร่างกาย ดิน กับ น้ำ ผสมกัน มันจึงยึดกันอยู่ให้ทรงเป็นร่างได้ และอบอุ่นด้วยไฟ เคลื่อนไหวด้วยน้ำ และจะมีวันหนึ่งที่มันทั้งสี่ แตกความสามัคคี ธาตุแต่ละตัวจะไปคนละทิศละทาง นี้เองที่ทำให้เรารู้ได้ว่า มันไม่ใช่ของเราจริงๆ
  • ธาตุทั้งสี่ เกิดจาก กรรมเป็นตัวพาไปเกิด , วิญญาณจะเกิดเมื่อจุติจิตเข้าสู่ครรภ์ ,อาหารทำให้ธาตุสมบูรณ์  ,ระดู เป็นช่วงเวลาที่มารดาพร้อมที่จะตั้งครรภ์ จากเหตุทั้งสี่จึงก่อให้เกิดธาตุสี่ ที่เป็นร่างกาย[94]

 

อาหาเรปฏิกูลสัญญา

การพิจารณาในอาหารและเครื่องดื่มที่เราเสพเข้าสู่ร่างกาย ดังนี้

  • อาหารที่มีรูปร่างสุดวิเศษสวยงามเมื่อวางอยู่ในจานขณะที่เราตักเข้าปากแล้วเริ่มเคี้ยว น้ำลายจะออกเพื่อช่วยหล่อลื่นให้การเคี้ยวสะดวก  หากเราคายออกมาในขณะนี้ วางพักไว้บนจาน จะพึงเห็นได้ว่ารูปร่างที่สวยงามเมื่อสักครูหายไปกลิ่นหอม ได้เปลี่ยนไป และเราจะตักกลับมากินใหม่ได้หรือไม่
  • เมื่อกลืนลงท้องไปในไม่ช้าไม่นานมันทยอยผ่านมาทางหลอดอาหารลงสู่กระเพาะและออกทางลำไส้เล็กและใหญ่ตามลำดับจนในที่สุดร่างกายต้องขับถ่ายของเหลือออก คราวนี้หากพิจารณาใหม่อีกครั้ง จะพบว่า อาหารที่ว่าสวย กลิ่นที่ว่าหอม รสชาติที่ว่าแสนอร่อย มาบัดนี้มันกลายเป็นสิ่งน่ารังเกียจ
  • สัตว์ป่าที่ต้องฆ่ากันตายเป็นห่วงโซ่อาหารนั้นเกิดจากความต้องการปรนเปรอธาตุสี่ที่ประกอบเป็นร่างกายนี้เอง และที่สำคัญ ความเป็นมนุษย์ที่หลอกลวงต้มตุ๋น ก็ไม่ต่างจากสัตว์ป่า
  • อาหารที่ถูกย่อยด้วยธาตุไฟ มันผสมกันไม่สะอาด เมื่อร่างกายดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ผ่านซ่านไปทั้งกายเหมือนสุราที่หมักไว้ ทีเดียว
  • อาหารที่เรากลืนลงไปแบ่งออกเป็น 5 ส่วน

 

3. หลักนับถือตนเอง

          3.1. มองโลกแง่ดี

-อยู่ในสมาธิระดับใดก็ได้ ตายไปจะอยู่ในชั้นพรหม[96]

-เทวดาและมนุษย์จำนวนมาก ต่างมุ่งหวังความสวัสดีร่วมกันคิดถึงเรื่องมงคล ขอพระองค์ตรัสบอกมงคลอันสูงสุดด้วยเถิด  (พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบดังนี้)

- การไม่คบคนพาล การคบแต่บัณฑิต การบูชาคนที่ควรบูชา 

- การอยู่ในถิ่นที่เหมาะสม การได้สร้างบุญไว้ในปางก่อน การตั้งตนไว้ชอบ    

- ความเป็นพหูสูต ความเป็นผู้มีศิลปะ วินัยที่ศึกษามาดี วาจาสุภาษิต      

- การบำรุงมารดาบิดา    การสงเคราะห์บุตร    การสงเคราะห์ภรรยา    การงานที่ไม่คั่งค้าง

- การให้ทาน    การประพฤติธรรม   การสงเคราะห์ญาติ    การงานที่ไม่มีโทษ     

- การงดเว้นจากบาป    การเว้นจากการดื่มน้ำเมา    ความไม่ประมาทในธรรม

- ความเคารพ    ถ่อมตน    สันโดษ  กตัญญู    ฟังธรรมตามกาล               

- ความอดทนอดกลั้นต่าง ๆ ความเป็นคนว่าง่าย    การพบเห็นสมณะ    การสนทนาธรรมตามกาล                               

- การเผาผลาญบาป การประพฤติพรหมจรรย์(รักษาศีลเจริญในธรรม)การเห็นอริยสัจ การทำนิพพานให้แจ้ง     

- จิตของผู้ที่ถูกโลกธรรมกระทบแล้วไม่หวั่นไหว     จิตไม่เศร้าโศก    จิตปราศจากธุลี    จิตเกษม                                                 

เทวดาและมนุษย์ทำมงคลดังกล่าวมานี้แล้ว ไม่พ่ายแพ้ข้าศึกทั้งปวง  ย่อมถึงความสวัสดีในที่ทุกสถาน

ทั้ง  ๓๘ ประการนั้น  เป็นมงคลอันสูงสุดของเทวดาและมนุษย์เหล่านั้น[97]

- ส่วนภิกษุเหล่าใดยังไม่ได้อบรมกาย คือ ศีล   ไม่ได้อบรมจิต  คือ  ปัญญา (เมื่ออายตนะรับผัสสะให้สำรวมเพื่อป้องกันไม่ให้บาปอกุศลเข้าสู่จิตได้)[99]

 

ภิกษุในธรรมวินัยนี้สงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว   

บรรลุฌาน1  มีวิตก วิจารณ์

บรรลุฌาน2 เพราะวิตกวิจารสงบระงับไป  มีแต่ปีติ สุข ความผ่องใสในภายใน

บรรลุฌาน3 เพราะปีติจางคลายไป    มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย   

บรรลุฌาน4  ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข    มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา[100]

- พระศาสดาทรงตรัสกับบุรุษผู้เลี้ยงบิดาว่า “โอวาทที่เราให้ไว้นี้นั้น แม้ท่านไปเกิดในภพอื่นก็ไม่ละวาง[101]นั่นย่อมหมายถึงว่า เราปรารถนาพระนิพพาน ความจำนี้จะตามติดใจเราไปภพต่อๆไป

- นิพพิทาญาณ ๘ ประการนี้[102] 

- บรรพชิตประมาณ ๘๔,๐๐๐ รูปเหล่านั้นได้การบรรพชาได้การอุปสมบทในสำนักพระวิปัสสีพุทธเจ้าพระองค์ทรงชี้แจงให้ภิกษุเหล่านั้นเห็นชัดชวนใจให้อยากรับเอาไปปฏิบัติเร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้ว    ทรงประกาศโทษ ความต่ำทราม ความเศร้าหมองของสังขารและอานิสงส์ในนิพพานจิตของภิกษุเหล่านั้นอันพระวิปัสสีพุทธเจ้าทรงชี้แจงให้เห็นชัด ชวนใจให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้าปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถาไม่นานนัก ก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ถือมั่น[103]

- คำว่าเป็นผู้ถึงฝั่งแล้วไม่กลับมาเป็นผู้มั่นคงอธิบายว่า อมตนิพพาน   ตรัสเรียกว่า ฝั่ง  คือ ธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวงเป็นที่สลัดทิ้งอุปธิทั้งหมดเป็นที่สิ้นตัณหา  เป็นที่คลายกำหนัด เป็นที่ดับกิเลส เป็นที่เย็นสนิท พระอรหันต์นั้น ถึงฝั่งบรรลุฝั่ง ถึงส่วนสุด บรรลุส่วนสุด ถึงปลายสุด บรรลุปลายสุด พระอรหันต์นั้นไม่มีการเวียนเกิด เวียนตาย และภพใหม่ก็ไม่มีอีก รวมความว่า เป็นผู้ถึงฝั่งแล้ว[104]

-ชาวมคธผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัยด้วยคิดว่า‘เราจะรู้คติและอภิสัมปรายภพของชาวมคธเหล่านั้นว่า‘ผู้เจริญเหล่านั้น มีคติเป็นอย่างไรและมีอภิสัมปรายภพเป็นอย่างไร’   หลังจากนั้นพระเจ้าพิมพิสาร(เกิดเป็นยักษ์ชื่อชนวสภะ อยู่ที่ชั้นจาตุมหาราชเพราะได้เสวยอารมณ์พระสกิทาคามี จะเกิดสลับไปมาอย่างละ 7 ระหว่างมนุษย์กับเทวดาและจะเข้านิพพานในครั้งที่15) ได้ส่งเสียงอันดังและบอกว่าพวกชาวมครไดพ้อยู่ชั้นดาวดึงส์[105]

- พระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลว่า“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วรรณะ๔ จำพวกนี้ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ถ้าวรรณะ    ๔ มีอะไรแตกต่างกันบ้าง พระพุทธเจ้าข้า” มหาบพิตรวรรณะทั้ง๔ มีความเพียรแตกต่างกัน (ฐานะไม่มีผลต่อโลกหน้า แต่ความขยันฝึกคิดว่าร่างกายไม่ใช่ของเราจึงมีผลต่อพระนิพพาน)[106]

 

 

 

3.1. ไม่เบียดเบียน

เป็นไปได้ที่บุคคลนั้นตนเองฝึกตน แนะนำตนดับสนิท จักฝึกผู้อื่นแนะนำผู้อื่นช่วยให้ผู้อื่นดับสนิทได้ แม้ฉันใด    ความไม่เบียดเบียนก็ฉันนั้นเหมือนกันเป็นทางเพื่อความดับสนิทสำหรับบุคคลผู้เบียดเบียน

เจตนางดเว้นจากการฆ่าสัตว์    เป็นทางเพื่อความดับสนิทสำหรับบุคคลผู้ฆ่าสัตว์

เจตนางดเว้นจากการลักทรัพย์    เป็นทางเพื่อความดับสนิทสำหรับบุคคลผู้ลักทรัพย์

เจตนางดเว้นการเสพเมถุน สำหรับคนที่ชอบกามารมณ์

เจตนางดเว้นจากการพูดเท็จ    เป็นทางเพื่อความดับสนิทสำหรับบุคคลผู้พูดเท็จ

เจตนางดเว้นจากการพูดส่อเสียด    เป็นทางเพื่อความดับสนิทสำหรับบุคคลผู้พูดส่อเสียด

เจตนางดเว้นจากการพูดคำหยาบ    เป็นทางเพื่อความดับสนิทสำหรับบุคคลผู้พูดคำหยาบ

เจตนางดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ    เป็นทางเพื่อความดับสนิทสำหรับบุคคลผู้พูดเพ้อเจ้อ

ความไม่เพ่งเล็งอยากได้สิ่งของของผู้อื่น เป็นทางเพื่อความดับสนิทสำหรับผู้ที่อยากได้ของคนอื่น

ความไม่พยาบาท    เป็นทางเพื่อความดับสนิทสำหรับบุคคลผู้มีจิตพยาบาท[107]

- ท่านเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร บุรุษในโลกนี้เป็นผู้ผิดในกรรมบถ10 (ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ เพ่งเล็งอยากได้ของเขา มีจิตพยาบาท เป็นมิจฉาทิฏฐิ) หมู่มหาชนพึงมาประชุมแล้วสวดอ้อนวอน สวดสรรเสริญ ประนมมือเดินเวียนรอบบุรุษนั้นว่า ‘ขอบุรุษนี้หลังจากตายแล้วจงไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์เถิด’ เป็นไปไม่ได้เปรียบเหมือนโยนก้อนหินใหญ่ลงน้ำ แล้วสวดอ้อนวอนให้หินลอยย่อมเป็นไปไม่ได้ สมาทานศีล เพราะศีลเป็นพื้นฐานที่เหมาะแก่การงาน เพราะเราไม่สามารถทำงานในขณะที่เท้าลอยอยู่ในอากาศได้ และเพื่อเป็นการป้องกันมิให้ต้องเผชิญกับผลของการกระทำในฝ่ายอกุศล เพราะแม้แต่พระพุทธเจ้ายังไม่สามารถหลีกพ้นการกระทำเดิมได้[108] ตอนที่แกล้งไม่ให้วัวกินน้ำ ผลที่ตามมา พระองค์หิวน้ำ แต่น้ำขุ่น, ฆ่าน้องชายต่างแม่ ผลที่ตามมา คือพระเทวทัตกลิ้งหิน เศษหินกระเด็น ห้อพระโลหิต ,เป็นหมอรักษาคนไข้ๆตาย ผลที่ตามคือพระศาสดาท้องล่วง[109]

- รักษาศีล ถ้าตายตอนนี้มีสวรรค์เป็นที่ไป และถ้ารักษาศีล8 เพียงครึ่งวันก็ได้เกิดเป็นพระราชา เช่นพระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลรับจ้าง รักษาศีล8 ครึ่งวัน แล้วตายไปเกิดเป็นลูกของพระเจ้าพาราณสี[110]

- ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ทำอริยมรรคมีองค์๘ ให้มากย่อมน้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน    อย่างไรคือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญ สัมมาทิฏฐิ ,สัมมาสังกัปปะ , สัมมาวาจามะ , สัมมากัมมันตะ , สัมมาอาชีวะ , สัมมาวายามะ , สัมมาสติ , สัมมาสมาธิ อันเป็นธรรมมีการกำจัดราคะ  โทสะ  และโมหะ เป็นที่สุด

ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ทำอริยมรรคมีองค์ ๘ ให้มากย่อมน้อมไปสู่นิพพาน  โน้มไปสู่นิพพาน    โอนไปสู่นิพพาน  อย่างนี้แล[111]

 

3.3. ภูมิใจตนเอง

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ธรรม   ๗  ประการนี้  ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ

            ธรรม ๗ ประการ อะไรบ้าง  คือ

                        ๑.    ความเป็นผู้มีความเคารพในพระศาสดา

                        ๒.    ความเป็นผู้มีความเคารพในพระธรรม

                        ๓.    ความเป็นผู้มีความเคารพในพระสงฆ์

                        ๔.    ความเป็นผู้มีความเคารพในสิกขา

                        ๕.    ความเป็นผู้มีความเคารพในสมาธิ

                        ๖.    ความเป็นผู้มีความเคารพในความไม่ประมาท

                        ๗.    ความเป็นผู้มีความเคารพในปฏิสันถาร

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรม ๗ ประการนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ[112]

ด้วยกรรมที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้ดีแล้วนั้น และด้วยเจตนาที่ตั้งไว้มั่น ข้าพเจ้าละกายมนุษย์แล้ว จึงได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์[113]

 

- “มหาบพิตร พระองค์ทรงเข้าพระทัยความข้อนั้นว่าอย่างไร บัดนี้ พระองค์เอิบอิ่ม พรั่งพร้อมด้วยกามคุณ ๕ ประการ บำเรอพระองค์อยู่ฉันใด พระองค์จักได้สมพระราชประสงค์ว่า ‘แม้โลกหน้า เราจักเป็นผู้เอิบอิ่ม พรั่งพร้อมด้วยกามคุณ ๕  ประการ บำเรอตนอยู่’ ฉันนั้นเหมือนกัน หรือว่าชนเหล่าอื่นจักปกครองทรัพย์สมบัตินี้ ส่วนพระองค์ก็จักเสด็จไปตามยถากรรม”[114]

- ข้าแต่มหาราช เว้นความสุจริต และถ้อยคำอันเป็นสุภาษิตเสียแล้วหตุอื่นที่จะต้านทานในเวลาที่จะตายข้าพระองค์ไม่เห็นเลยทรัพย์สมบัตินอกนี้ก็เช่นกัน- อัสสัทธิยะ ความไม่มีศรัทธา เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่มีปัญญา ไม่มีศรัทธา ไม่เชื่อพระพุทธเจ้าพระธรรม พระสงฆ์ ความไม่มีศรัทธา กิริยาที่ไม่เชื่อ กิริยาที่ไม่ปลงใจเชื่อความไม่เลื่อมใสยิ่ง อันใด มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า อัสสัทธิยะ ความไม่มีศรัทธา[115]

- อวทัญญุตา ความเป็นผู้ไม่รู้ถ้อยคำด้วยอำนาจความตระหนี่อันกระด้าง เป็นไฉน มัจฉริยะ ความตระหนี่ ๕ คือ อาวาสมัจฉริยะ ความตระหนี่ที่อยู่กุลมัจฉริยะ ความตระหนี่ตระกุล ลาภมัจฉริยะ ความตระหนี่ลาภ วัณณมัจฉริยะความตระหนี่วรรณะ ธัมมมัจฉริยะ ความตระหนี่ธรรม ความตระหนี่ กิริยาที่ตระหนี่ สภาพที่ตระหนี่ ความหวงแหน ความเหนียวแน่น ความปกปิด ความไม่เอาใจใส่ อันใด ลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า อวทัญญุตา ความเป็นผู้ไม่รู้ถ้อยคำด้วยอำนาจความตระหนี่อันกระด้าง           

- โกสัชชะ ความเกียจคร้าน เป็นไฉน การปล่อยจิต ความเพิ่มพูนการปล่อยจิตไปในกายทุจริต วจีทุจริต มโน-*ทุจริต หรือในกามคุณ ๕ หรือความทำโดยความไม่เคารพ ความไม่ทำโดยติดต่อความไม่ทำให้มั่นคง ความประพฤติย่อหย่อน ความทอดทิ้งฉันทะ ความทอดทิ้งธุระความไม่เสพให้มาก ความไม่ทำให้เจริญ ความไม่ทำให้มาก ความไม่ตั้งมั่น

ความไม่ประกอบเนืองๆ ความประมาท ในการเจริญกุศลธรรมทั้งหลาย นี้เรียกว่า

โกสัชชะ ความเกียจคร้าน[116]

- “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญด้วยเหตุเพียงเท่าไรภิกษุชื่อว่าเป็นพระอรหันตขีณาสพอยู่จบพรหมจรรย์แล้วทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว    ปลงภาระได้แล้ว บรรลุประโยชน์ตนโดยลำดับแล้วสิ้นภวสังโยชน์แล้วหลุดพ้นเพราะรู้โดยชอบ”

            “อัคคิเวสสนะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นเบญจขันธ์นั้นทั้งหมด คือ รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ก็ตาม ตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้ว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา    เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’ เห็นเวทนา...  เห็นสัญญา...  เห็นสังขาร... เห็นวิญญาณ...จึงหลุดพ้นแล้วเพราะไม่ถือมั่น    ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล    ภิกษุชื่อว่าเป็นอรหันตขีณาสพ    อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว    ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว    ปลงภาระได้แล้วบรรลุประโยชน์ตนโดยลำดับแล้ว[117]

ยอมรับความจริงว่าทุกคนตายได้ทุกเวลา[118]

-ภิกษุทั้งหลาย  เรื่องนี้ตถาคตรู้ชัดว่า  มูลเหตุแห่งทิฏฐิเหล่านี้ที่บุคคลยึดถืออย่างนี้แล้วย่อมมีคติและภพหน้าอย่างนั้น  ๆ  ตถาคตรู้มูลเหตุนั้นชัดและยังรู้ชัดยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีกจึงไม่ยึดมั่น  เมื่อไม่ยึดมั่นจึงรู้ความดับด้วยตนเอง  รู้ความเกิดความดับ  คุณ  โทษ  และอุบายเครื่องสลัดเวทนาออกตามความเป็นจริง  ตถาคตจึงหลุดพ้นเพราะไม่ยึดมั่นถือมั่น(กายและจิตล้วนไม่เที่ยง การไม่ยึดว่ามันเป็นของเราจึงเป็นที่สุดแห่งทุกข์ได้)[119]

3.4. ดูแลครอบครัว

เมื่อการงานไม่คั่งค้างใจจะไม่ห่วง และเมื่อมีความรู้ว่าพระนิพพานคือการไม่ต้องกลับมาเกิดอีก จะเป็นแรงจูงใจชั้นยอด[120]  

ฝูงเนื้อที่มัวแต่กินหญ้าที่นายพรานล่อไว้จึงถูกจับได้ ทางที่ดีควรงดความเพลิดเพลินแล้วหลีกไปสู่แนวป่าที่ปลอดภัย เหมือนภิกษุ ที่ทำให้มารมองไม่เห็น[121]

อริยสาวกเป็นผู้ปิดป้องทิศ    ๖    เป็นอย่างไร

            คหบดีบุตร เธอพึงทราบทิศ ๖ นี้ คือ พึงทราบว่ามารดาบิดาเป็นทิศเบื้องหน้า

พึงทราบว่า    อาจารย์เป็นทิศเบื้องขวา    พึงทราบว่า    บุตรและภรรยาเป็นทิศเบื้องหลัง

พึงทราบว่า    มิตรสหายเป็นทิศเบื้องซ้าย    พึงทราบว่า    ทาสและกรรมกรเป็นทิศเบื้องล่าง

พึงทราบว่า    สมณพราหมณ์เป็นทิศเบื้องบน

คหบดีบุตร    บุตรพึงบำรุงมารดาบิดาผู้เป็นทิศเบื้องหน้าโดยหน้าที่ ๕ ประการ คือ

๑.    ท่านเลี้ยงเรามา    เราจักเลี้ยงท่านตอบ  ๒.    จักทำกิจของท่าน

๓.    จักดำรงวงศ์ตระกูล                          ๔.    จักประพฤติตนให้เหมาะสมที่จะเป็นทายาท

๕.    เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ทำบุญอุทิศให้ท่าน

มารดาบิดาผู้เป็นทิศเบื้องหน้าบุตรบำรุงโดยหน้าที่ ๕ ประการนี้บิดามารดาย่อมอนุเคราะห์บุตรโดยหน้าที่ ๕ ประการ คือ

๑.    ห้ามไม่ให้ทำความชั่ว                         ๒.   ให้ตั้งอยู่ในความดี

๓.    ให้ศึกษาศิลปวิทยา                         ๔.   หาภรรยา(สามี) ที่สมควรให้

๕.มอบทรัพย์สมบัติให้ในเวลาอันสมควร

ศิษย์พึงบำรุงอาจารย์ผู้เป็นทิศเบื้องขวา โดยหน้าที่ ๕ ประการ  คือ

๑. ลุกขึ้นยืนรับ                          ๒ .เข้าไปคอยรับใช้

๓. เชื่อฟัง                                ๔. ดูแลปรนนิบัติ

๕. เรียนศิลปวิทยาโดยเคารพ

ภรรยาผู้เป็นทิศเบื้องหลัง สามีบำรุงด้วยหน้าที่ ๕ ประการนี้แล ย่อมอนุเคราะห์

สามีด้วยหน้าที่ ๕ ประการ คือ

๑.จัดการงานดี                          ๒.สงเคราะห์คนข้างเคียงดี

๓.ไม่ประพฤตินอกใจ                   ๔.รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้

๕.ขยันไม่เกียจคร้านในกิจทั้งปวง

            คหบดีบุตร    กุลบุตรพึงบำรุงมิตรสหายผู้เป็นทิศเบื้องซ้ายโดยหน้าที่ ๕ ประการ  คือ

๑.การให้(การแบ่งปันสิ่งของให้)                       ๒.กล่าววาจาเป็นที่รัก

๓.ประพฤติตนให้เป็นประโยชน์                       ๔.วางตนสม่ำเสมอ

๕.ไม่พูดจาหลอกลวงกัน[122]

- ตามหลักการสอนของพระพุทธเจ้า โดยให้ถามใจผู้รับฟังก่อนๆที่จะสาธกต่อไป ปรากฏในอรรถกถา เล่มที่ 57,58,59 ทุกชาดกที่เป็นเรื่องในอดีตชาติ พระศาสดาจะถามภิกษุว่าสนทนาเรื่องอะไร แล้วพระองค์จึงทรงนำเรื่องในอดีตมา

          ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การนอนฟังโปรแกรมลดความกลัวตายตามแนวพุทธจิตวิทยา จึงมีผลดีตามที่ผู้เชี่ยวชาญ ด้านระบบปราสาทและต่อมไร้ท่อได้ทดลองเปิดเพลงให้นักศึกษาทั้ง  11 คน ฟังระหว่างนอนในช่วงกลางคืน และพบว่า หากฟังเพลงในจังหวะที่เข้ากับคลื่นสมองยามหลับสนิท จะทำให้กระบวนการจดจำ ถูกกระตุ้นไปพร้อมๆ กัน   ซึ่งจากผลการทดลองครั้งนี้  ทำให้นักศึกษาจดจำคำศัพท์ได้ดีขึ้น[123] โดยผู้วิจัย ได้พบพระธรรมที่สามารถลดความกลัวตายลงได้จึงนำมาสังเคราะห์และเรียบเรียงเป็นโปรแกรมลดความกลัวตายตามแนวพุทธจิตวิทยา

[1] พระมหาสมจินต์ สมฺมาปญฺโญ. ลุมพินี สถานที่ประสูติพระรูปกายของพระสิทธัตถโคตมพุทธเจ้าแห่งศากยวงศ์. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. 2541

[2] อมตานันทะ,พระ และคณะ.เอกสารโครงการค้นคว้าพุทธสถานในแดนพุทธองค์ทางวิชาการ. กรุงเทพมหานคร : เอกสารตีพิมพ์ถ่ายสำเนาจากต้นฉบับ, ม.ป.ป.

[3] สํ.ส.  24/241-250/258-262

[4] สํ.ส.(ไทย)15/38/50

[5] ดูรายละเอียดใน ม.อุ.(ไทย)22/319/377

[6] ดูรายละเอียดใน ม.อุ.(ไทย)22/321/378

[7] ดูรายละเอียดใน ม.อุ.(ไทย)22/322/379

[8] ดูรายละเอียดใน ม.อุ.(ไทย)22/329/384

[9] ดูรายละเอียดใน ม.อุ.(ไทย)22/332/385

[10] ดูรายละเอียดใน ม.อุ.(ไทย)22/318/377

[11] ดูรายละเอียดใน ม.อุ.(ไทย)22/318/377

[12] ม.ม. 13/394/487

[13] ม.อุ.14/370/415

[14] สํ.ส. 15/145/184

[15] ม.มู. 12/160/163

[16] ขุ.ชา.อ.59/598

[17] ดูรายละเอียดใน สํ.มหา(ไทย).19/184/62

[18] วิ.มหา.5/285/99

[19] วิ.จุลฺล.7/350/211

[20] องฺ.ทสก.24/220/368

[21] สํ.ส.15/256/374

[22] ขุ.อป.33/22/120

[23] หนังสือ พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ,พระธรรมปิฏก(ป.อ.ปฺยตฺโต) พิมพ์ครั้งที่8 (กทม.:มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,2538)หน้า164

[24] ขุ.ชา. 27/87/368

[25] สํ.ส.  24/241-250/258-262

[26] พระราชวิสุทธิโสภณ (วิลาส ญาณวโร). วิมุตติรัตนมาลีเลม ๓ พิมพครั้งที่๑. กรมการศาสนากระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๒๒, หนา ๒๔๙-๒๕๐.

[27] ขุ.ปฎิ.31/28/45

[28] องฺ.ปญฺจก22/57/100

[29] อ่านเพิ่มเติม ม.มู. 12/19-20/20

[30] ขุ.เถร.อ.  53/372-407

[31] ขุ.ธ.อ..25/584-590  ขุ.อป.อ. 33/500-507

[32] ม.อุ.อ. 23/244-246 ,องฺ.ทสก.24/216/355-6

[33] ที.สี. 9/498/220

[34] สํ.ส. 15/77/83

[35] สํ.นิ. 16/121/212

[36] สํ.นิ. 16/121/212

[37] สํ.ข. 17/30/43

[38] สํ.ส.  24/25/52  , อ่านเพิ่มเติม ม.มู. 12/358/395

[39] สํ.ส.  24/401/411

[40] ขุ.จูฬ 30/18/119

[41] วิ.มหา 4/1/2

[42] สํ.นิ.อ.26/273  , อ่านเพิ่มเติม ขุ.จูฬ .30/11/82

[43] ม.ม.21/676/366 , องฺ.เอก. 20/36/191-2

[44] องฺ.เอก. 20/22/73

[45] สํ.ส. 15/115/133

[46] วิ.มหาวิ 1/163/136 

[47] ขุ.วิมาน 26/216-222/203

[48] ขุ.จูฬ.30/20/123

[49] ขุ.จูฬ.30/21/124

[50] ขุ.จูฬ.30/22/130

[51] ม.อุ.23/795-809/448-453 ,ขุ.จูฬ.30/22/131

[52] ขุ.ชา. 28/652/284

[53] ขุ.มหา. 29/7/29

[54] ขุ.ธ.25/148/78

[55] ที.มหา. 10/51/27

[56] สํ.นิ 16/121/212 

[57] อภิ.วิ.35/332/293

[58] ขุ.อิติ 25/201-207/547

[59] ที.ปา.11/360/435

[60] ม.มู. 12/20/20

[61] สํ.ส. 25/438-439/20 ,ขุ.ชา.27/117/221

[62] ที.มหา 11/360/435

[63] ที.สี. 9/472/205

[64] ม.มู. 12/305/337

[65] ม.อุ.อ.23/387 ม สํ.ข.17/23/35

[66] ขุ.เถร.26/394/331 , ที.มหา. 10/380/313

[67] ขุ.เถรี.26/469-475/632

[68] อ้างแล้วใน พระอุปติสสะเถระ,วิมุตติมรรค ,พิมพ์ครั้งที่ 9  หน้า 256

[69] ม.ม.13/114/136

[70] อ่านเพิ่มเติม สํ.ข. 17/22/34-35

[71] ที.ปา.11/359/419

[72] อ้างแล้วใน พระอุปติสสะเถระ,วิมุตติมรรค ,พิมพ์ครั้งที่ 9 หน้า247-251

[73]ดูรายละเอียดใน สํ.ส. (ไทย) 15/235/248 , สํ.ส.อฎฐ (ไทย).1/235/284

[74] ดูรายละเอียดใน ขุ.สุ.(ไทย) 25/199/371 , ขุ.เถร(ไทย). 26/1137/413 , ขุ.เถร(ไทย).26/394/331

[75] อ้างแล้วใน พระอุปติสสะเถระ,วิมุตติมรรค ,พิมพ์ครั้งที่ 9  หน้า256-258

[76] อ้างแล้วใน พระอุปติสสะเถระ,วิมุตติมรรค ,พิมพ์ครั้งที่ 9 หน้า 260-261

[77] ขุ.มหา(ไทย) 19/985/464

[78] อภิ.วิ.35/537/395

[79] องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๒๐/๑๐๘

[80] องฺ.ปญฺจก.22/20/447

[81] ที.มหา.10/375/304

[82] ที.ม.อ.  ๓๗๕/๓๘๓

[83] ขุ.ปฎิ.31/171/268

[84] สํ.ส.  24/401/411 

[85] ขุ.ปฎิ.31/171/269

[86] สํ.มหา. 19/986/279-280  ม.ม. 13/113/125

[87] ขุ.ปฎิ.31/161/251

[88] วิ.มหาวิ 1/165/137 

[89] ม.มู.อ.  17/642 สํ.ส. 24/119/144

[90] ขุ.เถร.อ. 53/378  วิ.มหาวิ.1/11/5

[91] ม.ม. 13/147/163

[92] องฺ.ปญฺจก. 22/61/110

[93] อ่านเพิ่มเติม สํ.สฬา 18/239/240

[94] อ้างแล้วใน พระอุปติสสะเถระ,วิมุตติมรรค ,พิมพ์ครั้งที่ 9  หน้า 286-298

[95] อ้างแล้วใน พระอุปติสสะเถระ,วิมุตติมรรค ,พิมพ์ครั้งที่ 9  หน้า 299-303

[96] ไตรภูมิกถา หน้า18

[97] ขุ.ธ.25/2-8/7

[98] สํ.ส.อ. 24/58 ,อภิ.ธา.36/16/152

[99] อ่านเพิ่มเติม สํ.สฬา.18/127/154

[100] อ่านเพิ่มเติม องฺ.จตุกฺก.  21/163/229

[101] ขุ.ชา.อ.59/598

[102] ขุ.ปฎิ.31/183/289

[103] ที.มหา.10/84/46

[104] ขุ.เถรี  54/415/38 ,ขุ.มหา29/38/138

[105] อ่านเพิ่มเติม ที.มหา.10/279-280/210-214

[106] อ่านเพิ่มเติม ม.ม. 13/379/463

[107] ม.มู.12/87/78

[108] ขุ.อป.32/66 ,78-79 , 91/574,576-577

[109] สํ.ส. 24/146/185 สํ.สฬา.18/358-360/401-406

[110] ขุ.ชา.อ.59/359-361

[111] สํ.มหา.19/103-108/62

[112] องฺ.ปญฺจก. 22/32/478

[113] ขุ.อป)33/19/169

[114] ม.ม.13/305/367

[115] ขุ.ชา.27/110-115/220

[116] อภิ.วิ.  35/932-933/583-584

[117] ม.มู.12/361-2/398-9

[118] ขุ.ปฎิ. 31/10/14

[119] ที.สี.9/51/21

[120] สํ.ส.25/533/81  

[121] ม.มู. 12/261/284

[122] ที.ปา. 11/266-270/212-214

[123] Jan Born, Sleep and sleep-dependent plasticity,v.01 (ประเทศเยอรมัน,สถาบันการแพทย์จิตวิทยาและพฤติกรรมชีววิทยา มหาวิทยาลัยTübingen 2010 ) p-68