ตอนที่ 10[1]

 ขยัน และ ไม่ประมาท

กรุงราชคฤห์ มีตระกูล ธนเศรษฐี ลูกสาวแอบลักลอบได้เสียกับคนสวน ในที่สุดก็หนีออกจากบ้านไปอยู่ที่บ้านสามีที่ยากจน ตอนตั้งท้องใกล้คลอดคนแรก ตามธรรมเนียมต้องกลับบ้านฝ่ายหญิงเขาว่าอยู่ใกล้พ่อแม่จะมีคนดูแล จึงขอให้สามีพาไป (ใครจะกล้าไป) ก็เลยบ่ายเบี่ยง จนในที่สุดภรรยาแอบหนีไปคนเดียว ปรากฏว่าไปคลอดซะกลางทาง สามีตามมาทันก็พากันกลับบ้านสามีไป นี่ลูกคนแรก เกิดระหว่างทางเลยตั้งชื่อว่า มหาปันถก (แปลเป็นไทยว่าด.ช.กลางทางคนโต) ต่อมาไม่กี่ปีก็ตั้งท้องคนที่สอง เหตุการณ์เหมือนกับครั้งแรก เลยตั้งชื่อลูกคนที่สองว่า จูฬปันถก(กลางทางคนเล็ก)

มหาปันถก และ จูฬปันถก โตขึ้นเป็นเด็กชายที่ฉลาดรู้จักสังเกตว่า บ้านเราทำไม่มีญาติๆเหมือนครอบครัวอื่น แม่เล่าถึงความร่ำรวยของตาและยาย หลานอยากเห็นตายาย ในที่สุดแม่ก็พาไป ส่วนสามีกลัวพ่อตาแต่ก็ต้องไป เมื่อใกล้ประตูเมือง แจ้งข่าวนี้ฝากคนเดินทางเข้าเมืองให้ไปบอกเศรษฐีว่าลูกสาวที่จากไปเมื่อหลายปีก่อนจะมาขอขมา พ่อตา แม่ยาย ไม่อยากเห็นลูกเขย เลยมอบเงินให้ไปทำทุน ส่วนหลานทั้งสองคนเป็นเลือดเนื้อเชื้อไข ฝากไว้กับตา ยายละกัน (ส่วนแกสองคนไปซะ...)

เด็กชายทั้งสองเจริญวัยภายใต้ความมั่งมีศรีสุข ประกอบกับคุณตาเข้าวัดฟังธรรมประจำ หลานชายคนโตก็พลอยได้ดีไปด้วย หลานขอบวชเณร และในที่สุดเมื่ออายุครบ 20 ปี ก็ได้บวชพระ และเป็นพระอรหันต์ ส่วนน้องชายอายุห่างกันพอควร ท่านพระมหาปันถกผู้เป็นอรหันต์ นึกว่า น้องเราควรได้รับรสพระธรรมเยี่ยงนี้บ้าง จึงไปขออนุญาตตา ตาก็โมทนาให้บวช ปัญหามาอยู่ตรงที่ว่า ท่านจูฬปันถก เมื่อชาติก่อนชอบหัวเลาะเยอะล้อเรียนเพื่อนในชั้นเรียนว่า ไม่ฉลาดสมองไม่ดี สมองเสียต่างๆนาๆ อกุศลกรรมนั้น ตอบสนองในชาตินี้ เพียงมนต์บทสั้นๆก็จำไม่ได้

มนต์บทนั้นคือ(แปล) “ดอกบัวบานเช้ามีกลิ่นหอมไม่จืดจางฉันใด รสพระธรรมของพระพุทธเจ้าก็เหมือนแสงอาทิตย์ในเวลากลางวัน ฉันนั้น”  พระพี่สอนจนเหนื่อยก็จำไม่ได้ในที่สุดจึงไล่ให้สึกไปซะ มนต์แค่นี้ 4 เดือนแล้วยังจำไม่ได้ แต่พระน้องไม่สึก(เลือดนักสู้ต้องไม่ท้อ แบบนี้ผมชอบเลียนแบบเลย เพราะผมไม่ฉลาดใครว่าก็ไม่ถอย)

ท่านหมอชีวก ถามท่านมหาปันถก “ในวัดมีพระเท่าไรขอรับ”

มหาปันถก  “มี 499 รูป ตัดออกรูปนึง เพราะมีธรรมไม่งาม” (ไม่ศักดิ์สิทธิ์) เมื่อพระน้องรู้ข่าวการกระทำของพระพี่ ก็นึกตัดใจจากการเป็นพระมุ่งหน้าไปหาอุปัชฌาย์ พระผู้มีพระภาคทรงตรวจดูว่าวันนี้ใครที่จะบรรลุมรรคผล ส่องไปเจอท่านจูฬปันถก(พระน้อง) จึงเสด็จไปรอในระหว่างทาง และได้ตรงซักถามจนทราบชัด พระองค์ทรงตรัสว่า “ศาสนานี้ของตถาคต ไม่ใช่ของมหาปันถก ไม่ต้องสึก” และเอามือลูบหัว   จูฬปันถก (ตรงนี้ปีติมาเต็มเปี่ยม ผมนึกแล้วรักพระพุทธเจ้า ท่านใจดีมากเรากำลังเหมือนคนอกหักแต่ท่านเอามือลูบหัวเราแล้วให้กำลังใจ..หาไม่มีอีกแล้ว)และพระองค์มอบผ้าขาวให้และบอกวิธีใช้ คือให้หันหน้าไปทางทิศตะวันออก (ยามเช้า เพราะจะได้เห็นความไม่สะอาดในผ้าได้ชัดเจน) แล้วเอามือลูบผ้าผืนนี้ไปเรื่องๆ พร้อง องค์ภาวนาว่า ระโชหะระนัง (แปลว่าผ้าขี้ริ้ว)

เหตุการณ์ที่หมอชีวกไปนิมนต์พระ(เลี้ยงเพล) กับเหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าสอนกรรมฐานกับพระน้องชาย(ตอนเช้า)และเป็นวันเดียวกัน ส่วนการภาวนา “ผ้าขี้ริ้วๆๆๆ” ในที่สุดผ้าก็สกปรก ท่านพิจารณาว่าเดิมผ้าที่พระศาสดาให้มามันสะอาด แต่ที่มันสกปรกเพราะภายในร่างกายเรามันสกปรกมันขับของเสียออกตลอดเวลา ร่างกายไม่ดีมีความไม่คงที่แปลเปลี่ยนตลอดเวลาในที่สุดมันก็ตาย ท่านพิจารณา จนได้อารมณ์พระอรหันต์ขั้นปฏิสัมภิทาญาณ (มีฤทธิ์ไม่จำกัด) พระพุทธองค์มองเห็นว่าชาติที่แล้วท่านเคยเอาผ้าเช็ดหน้าตนเองแล้วผ้าสกปรกในชาตินั้นท่านก็คิดเพียงว่า ทำไมผ้าสกปรกอย่างนี้ (อ๋อ ร่างกายสกปรก คิดแค่นี้แล้วก็หยุดคิด แต่การคิดเช่นนั้นเรียกว่าวิปัสสนา มันฝังลงใต้สำนึกและสะสมผ่านเวลามาเป็นร้อยชาติพันชาติความคิดนั้นมันก็ยังอยู่และจะส่งผลตอนที่จิตพร้อมที่จะละร่างกายนี้เรียกว่าชาติสุดท้ายนั่นเอง)

ถึงเวลาเพล ท่านหมอชีวกกำลังจะถวายภัตตาหาร พระพุทธเจ้าเอามือปิดบาตรแล้วให้ไปนิมนต์พระจูฬปันถก มาฉันภัตตาหาร  ท่านหมอ เรียกคนรับใช้ให้ไปที่วัดนิมนต์พระที่ชื่อจูฬปันถก

รอบที่ 1  คนรับใช้ไปวัดแล้ว...กลับมาบอกว่า มีพระอยู่เป็นพันๆ(หน้าตาไม่เหมือนกัน มีอาการต่างกัน)

รอบที่ 2 คนรับใช้บอกว่า...พระที่ชื่อจูฬปันถก หน้าตาเหมือนกันทั้งหมดมีเป็นพันๆ

พระศาสดาตรัสแนะนำว่า เมื่อไปถึงที่วัดถามหาพระจูฬปันถก หากรูปใดพูดก่อนให้จับที่ข้อมือท่าน รูปอื่นๆจะหายไปทันที ในที่สุดคนใช้ก็ได้นิมนต์พระมาจนได้..

เมื่อฉันภัตตาหารเสร็จ พระตถาคต ตรัสบอกหมอชีวกให้ ท่านพระจูฬปันถก สวดอนุโมกถา ท่านพระน้อง ได้สาธยายมนต์ในประไตรปิฎก อย่างสง่างาม

[1] ขุ.ธ.อ.40/241-254

จูฬปันถก