- กีสาโคตรมีเถรี[1]
เกิดในสกุลเก่าแก่และยากจน กรุงสาวัตถี ชื่อท่านแปลว่า ผอม ก่อนจะแต่งงาน มีเรื่องอัศจรรย์สมบัติของท่านเศรษฐี อยู่ๆก็กลายเป็นถ่าน กลุ้มสุดๆ เพื่อนผู้ช่างคิด บอกว่า ไม่เป็นไรเดี๋ยวจัดการให้ เอาถ่านไปกองขายที่ตลาดนัด ถ้าลูกค้าถามว่า ทำไมเอาถ่านมาขาย ก็ตอบว่า ‘ถ้าเราไม่ขายของ ๆ ตน แล้วเราจักทำอะไร?’ แต่ถ้าลูกค้าคนไหนถามว่า ทำไมเอาเงินทองมาวางขาย ให้ตอบว่า เงินทองที่ไหน แล้วให้ลูกค้าคนนั้นหยิบถ่านมาวางบนมือท่าน แล้วมันจะหกลับสู่สภาพเดิม และถ้าลูกค้าคนนั้นเป็นหญิงให้จับแต่งงานกับลูกชายท่านซะเลย เศรษฐีตกลงตามแผน ปรากฏว่า นางโคตรมี มองเห็นเป็นทองจริงๆ และได้แต่งงานกับลูกชายเศรษฐี
ต่อมานางคลอดลูก เลี้ยงจนวิ่งเล่นได้กำลังน่ารัก โอ้อนิจจาลูกนางกีสา มาตาย นางเศร้าโศกเสียใจอย่างแรง สั่งห้ามเผา นางอุ้มลูกเข้าสะเอวไปหาหมอ ทั้งพญาไท เปาโล แม้แต่ยันฮี แต่ก็ไม่มีหมอคนไหนรักษาได้เลย มิหนำซ้ำยังด่าว่าให้เสียใจเข้าไปอีก จนมาเจอผู้รู้ท่านแนะนำว่าให้ไปหาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะพระองค์เป็นที่พึ่งที่หาได้โดยยาก เมื่อได้กราบพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว นางทูลถาม..มียารักษาลูกข้าพระพุทธเจ้าหรือไม่เจ้าข้า...พระองค์ตรัสว่า มี..น้องหญิง คำกล่าวตอบของพระองค์ สร้างความเบาใจให้นางกีสา เป็นอย่างมาก(คนเราเวลาหาที่พึ่งมีใครหยิบยื่นแม้ฟางเส้นเดียวก็ดีใจมาก) พระองค์ตรัสชื่อยา ยานี้คือเมล็ดพันธุ์ผักกาด ให้ไปขอจากบ้านที่ยังไม่เคยมีคนตายเลย..นะ นางทูลรับว่า “ดีละ พระเจ้าข้า” แล้วถวายบังคมพระลาศาสดา อุ้มลูกเข้าสะเอว วิ่งไปขอเมล็ดพันธุ์ผักกาดตามบ้าน “ในบ้านมีเมล็ดพันธุ์ผักกาดบ้างไหม? มันเป็นยารักษาลูกของฉัน เมื่อรับเมล็ดยามาแล้วจึงถามต่อว่า ในบ้านของท่านเคยมีคนตาย..บ้างมั๊ย?..เจ้าของบ้านนั้นตอบว่า คนที่ยังไม่ตายมีน้อยกว่าคนที่ตายแล้ว นางวิ่งไปหลายบ้าน แต่ได้คำตอบเดียวกัน ในระหว่างนั้น สติปัญญาเกิดจากการหาข้อมูลตามบ้านต่างๆจนรู้ว่า ไม่ใช่แต่คนแก่เท่านั้นที่ตายได้ เด็กก็ตายได้ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะครอบครัวของนางอาจจะยังไม่เคยมีเด็กๆตายก็เป็นได้ เมื่อความรู้เกิดระหว่างทาง ปัญญาเกิดกับจิตใจของนาง จังหวะพอดีกับที่นางผ่านป่าช้า นางเข้าไปภายใน แล้วพูดกับลูกว่า “แม่คิดว่าความตายนี้เกิดขึ้นแก่เจ้าเท่านั้น แท้จริงแล้วความตายนี้ เกิดแก่ทุกคน และนี่เป็นธรรมดา” นางจึงทิ้งลูก ในป่าช้าผีดิบแล้วกล่าวคาถานี้ว่า “ธรรมนี้นี่แหละคือความไม่เที่ยง มิใช่ธรรมของชาวบ้าน มิใช่ธรรมของนิคม ทั้งมิใช่ธรรมสกุลเดียวด้วย แต่เป็นธรรมของโลกทั้งหมด พร้อมทั้งเทวโลก พรหมโลก” เมื่อปัญญาเกิด ความเข้มแข็งก็เกิดกับจิตของนางกีสา นางกลับเข้าไปกราบพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ตรัสถามว่า ได้ยามารึยัง? นางตอบว่า ทุกบ้านยอกเหมือนกันว่า คนตายไปแล้วมีมากกว่าคนที่อยู่ในบ้าน
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะนางว่า “เธอเข้าใจว่า ‘บุตรของเราเท่านั้นตาย’ ความตายนั่นเป็นธรรมยั่งยืนสำหรับสัตว์ทั้งหลาย ด้วยว่า ปัจจุราชฉุดคร่าสัตว์ทั้งหมด ผู้มีอัธยาศัยยังไม่เต็มเปี่ยมนั่นและลงในสมุทรคืออบาย ดุจห้วงน้ำใหญ่ฉะนั้น”
เมื่อจะทรงแสดงธรรมจึงตรัสพระคาถานี้ว่า:- “มฤตยู ย่อมพาชนผู้มัวเมาในบุตรและสัตว์ของเลี้ยง ผู้มีใจซ่นไปในอารมณ์ต่าง ๆ ไป ดุจห้วงน้ำใหญ่ พัดชาวบ้านผู้หลับไหลไปฉะนั้น” ในกาลจบคาถา นางกีสาโคตมีดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล แม้ชนเหล่าอื่นเป็นมาก บรรลุอริยทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้นดังนี้แล
นางบวชในพุทธศาสนา เป็นภิกษุณี และนางต้องจัดตะเกียงในพระอุโบสถ ในวันนั้น แสงจากตะเกียงกำลังจะมอด นางเติมน้ำมันลงไป ไฟก็วาบสว่างขึ้น นางได้คิดว่า “สัตว์เหล่านี้ก็อย่างนั้นเหมือนกัน เกิดขึ้นและดับไปดังเปลวประทีป ผู้ถึงพระนิพพาน ไม่ปรากฏอย่างนั้น.”(คนเรามีความไม่เที่ยงเหมือนแสงของตะเกียง ไม่เหมือนพระอรหันต์ท่านมีความเที่ยงแท้แล้วคือพระนิพพาน) พระศาสดาประทับนั่งในพระคันธกุฏีนั่นแล ทรงแผ่พระรัศมีไป เหมือนพระศาสดาประทับอยู่ตรงหน้าของพระนางกีสา และทรงตรัสว่า “อย่างนั้นแหละโคตมี สัตว์เหล่านั้น ย่อมเกิดและดับเหมือนเปลวประทีป ถึงพระนิพพานแล้ว ย่อมไม่ปรากฏอย่างนั้น ความเป็นอยู่แม้เพียงขณะเดียว ของผู้เห็นพระนิพพานประเสริฐกว่าความเป็นอยู่ ๑๐๐ ปี ของผู้ไม่เห็นพระนิพพานอย่างนั้น ผู้ใดไม่เห็นอมตะบท พึงมีชีวิตอยู่ตั้ง ๑๐๐ ปี ชีวิตของผู้เห็น อมะตบท(พระนิพพาน)เพียงวันเดียว ยังประเสริฐกว่า จบพระคาถา นางก็บรรลุอรหัต เป็นผู้เคร่งครัดยิ่งในการใช้สอยบริขาร(ผ้าไตรจีวร) นางใช้ผ้าจีวรเก่า
ต่อมาพระศาสดาทรงสถาปนาพระเถรีนี้ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นเลิศกว่า พวกภิกษุณีสาวิกา ผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง เพื่อให้ครบในเนื้อหาจึงขอนำผลบุญในอดีตชาติของพระนางกีสา มาบรรจุ ณ ที่นี้ ในฐานะเอตทัคคะ
ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ บังเกิดในเรือนสกุล กรุงหังสวดี ฟังธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุณีรูปหนึ่ง ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นเลิศกว่าพวกภิกษุณีสาวิกาผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง จึงทำกุศลให้ยิ่งยวดขึ้นไปปรารถนาตำแหน่งนั้น นางเวียนว่ายไปในเทวดาและมนุษย์ตลอดแสนกัป ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ก็ถือปฏิสนธิในพระราชนิเวศน์ของพระเจ้ากิงกิ เป็นพระราชธิดาองค์หนึ่ง ระหว่างพระพี่น้องนาง ๗ พระองค์ คือ นางสมณี นางสมณคุตตา นางภิกขุนี(ภิกขุณี) นางภิกขุทาสิกา นางธัมมา(ธรรมา) นางสุธัมมา(สุธรรมา) และนางสังฆทาสี ครบ ๗ พระราชธิดาเหล่านั้น ในบัดนี้ [ครั้งพุทธกาลชาติปัจจุบัน] คือพระเขมาเถรี พระอุบลวรรณาเถรี พระปฏาจาราเถรี พระนางกุณฑลเกสีเถรี (พระภัททากุณฑลเกสาเถรี) พระกิสาโคตมีเถรี พระธรรมทินนาเถรี และนางวิสาขา ครบ ๗ ด้วยกุศลกรรมที่ทำไว้แล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้
[1] องฺ.อ ๑/๒/๕๐-๕๓, เถรี.อ ๒/๔/๓๐๒-๓๑๔ ,ขุ.อป ๓๓/๑๖๒.,ธ.อ ๑/๒/๒/๔๙๙-๕๐๔ , ธ.อ ๑/๒/๔/๑๓๖-๑๓๘๔๕๓
