ช่วงเวลานั้นเมืองสาวัตถีตัดสินคดีไม่ยุติธรรมชาวบ้านเดือดร้อนมาก เสนาพันธุ จึงอาศัยอำนาจที่มีกราบทูลพระราชาเจ้าอำนาจให้แก้ไขวิธีการพิจารณาทั้งคดีแพ่งและอาญา พระราชาปดเสนธิโกศลจึงได้ย้ายเสนาพันธุ์มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม การย้ายมาแบบข้ามห้วย รมว.คนเก่าขาดรายได้จัดการก่อม๊อบ(Mob) ข้างวัง ส่งตัวแทนเข้ากระซิบบอกราชาว่า อีกไม่นานเสนาพันธุ์จะยึดอำนาจราชาไปแน่นอน  ที่สุดราชาตัดสินใจดำเนินแผน โดยอ้างว่าที่สามจังหวัดชายแดนใต้โจรเหิมเกริม ให้ท่านพันธุและลูก32คน ไปปราบปราม เมื่อพวกโจรรู้ข่าวว่า เสนาพันธุ์กับลูกทั้ง 32 คนกำลังมา โจรทั้งหลายจึงสบายขุมกำลังชั่วคราวในทันที แต่จนแล้วจนรอด แผนกำจัดเสนาพันธุ์ยังคงดำเนินต่อๆไปพระเจ้าปเสนทิโกศลเตรียมพลธนูซุ่มตามพุ่มไม้มากมาย ในที่สุดแผนหลอกฆ่าก็สำเร็จ ชนิดตายยกเข่ง ทั้งพ่อและลูก รวม 33 คน

            มัลลิกา(เมียเสนาพันธุ์) เสียใจมาก ทั้งลูกทั้งผัวต้องมาตายในเวลาเดียวกัน จึงนิมนต์พระสารีบุตรและ พระโมคัลลานะ กับพระสงฆ์อีก 500 ถวายเพลเพื่ออุทิศส่วนกุศล ขณะกำลังถวาย สาวใช้ทำถ้วยแตก พระสารีบุตรกล่าวว่า

“สิ่งของทั้งหลายมีทางเสื่อมไปเป็นธรรมดา เมื่อแตกแล้วก็ไม่ควรคิดถึง”

นางมัลลิกาเล่าเรื่องเศร้าที่เกิดกับตนถวายพระอัครสาวก ท่านจึงสอนว่า

“ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ในโลกนี้ไม่มีนิมิต ใครๆก็ไม่รู้ ทั้งฝืดเคืองและน้อย ชีวิตนั้นมีแต่ทุกข์”

นางได้เรียกลูกสะใภ้ ทั้ง32คน มาสอนว่าอย่ามีความอาฆาตในราชาเพราะนี้เป็นกรรมเดิมของสามีเจ้า  จารบุรุษ (คนสอดแนม) ได้ยินเรื่องทั้งหมดเอาไปเล่าให้ราชาฟัง มหาราชาเสียใจมากคิดในใจว่า เราต้องไปบ้านนางมัลลิกา.เพื่อขออโหสิกรรม จะได้ไม่จองเวร (เป็นผมๆคงแย่ แต่ท่านมัลลิกาและสะใภ้ทำใจไม่อาฆาตได้...สาธุ) ทั้ง 33 นาง ได้ขอลากลับบ้านเกิดที่ กุสินารา พระราชาเศร้ามาก ได้มอบตำแหน่งเสนากับ          ทีฆการายนะ หลานของเสนาพันธุ และให้ดูแลเครื่องราชกกุธภัณฑ์[1]  ในระหว่างที่พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าในพระคันธกุฎีแต่เฉพาะพระองค์  ทีฆการายนะอำมาตย์เห็นเป็นโอกาสเหมาะจึงนำเครื่องราชกกุธภัณฑ์กลับไปกรุงสาวัตถี สถาปนาวิฑูฑภะซึ่งเดิมดำรงตำแหน่งเสนาบดี ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินแทน เหลือไว้แต่ม้าตัวหนึ่งกับนางสนมคนหนึ่ง เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลทูลลาเสด็จกลับออกมาจากพระคันธกุฎีไม่พบทีฆการายนะอำมาตย์ จึงเสด็จไปยังค่ายที่พักพล พบเพียงม้าตัวหนึ่งกับนางสนมคนหนึ่ง สอบถามแล้วรู้ทันทีว่า เจ้าชายวิฑูฑภะเจ้าลูกชายข้า..เป็นขบถแน่ จึงเสด็จไปยังกรุงราชคฤห์ เพื่อขอกำลังทหารจากพระเจ้าอชาตศัตรู พระราชาแห่งแคว้นมคธผู้เป็น(หลาน)ไปกู้ราชบัลลังก์คืน แต่เนื่องด้วยทรงพระชรา(อายุ 80 ปี)และทรงเหน็ดเหนื่อยในการเดินทาง จึงสิ้นพระชนม์อยู่นอกประตูเมืองราชคฤห์ในราตรีนั้น ความทราบถึงพระเจ้าอชาตศัตรู จึงโปรดให้จัดการพระบรมศพให้เสร็จสิ้น

            ทีฆการายนะ หลานท่านพันธุ ยกเครื่องกกุธภัณฑ์ ให้ ท่านวิฑูฑภะ (ผู้เคยประกาศกร้าวว่า วันข้างหน้าข้าจะเอาทวงคืน.เอาเลือดจากคอพวกศากยะมาล้างเก้าอี้ที่เรานั่ง)  และแล้ววันสิ้นสกุลศากยะก็มาถึงท่านวิฑูฑภะพาไพร่พลออกศึกหมายกำจัดศากยะแห่งเมืองกบิลพัสดุ์ ให้พินาศ พระศาสดาทรงเหาะมาประทับใต้ต้นไม้โปร่ง ใบไม้น้อยแสงแดดสาดลงกระทบพระวรกายจัดมาก

ท่านวิฑูฑภะ  ขอนิมนต์พระองค์ประทับใต้ต้นไทรเถิดพระพุทธเจ้าข้า

พระพุทธเจ้า  เงาของหมู่พระญาติเป็นของเย็น (คำสอนของศาสดาลึก หากใครไม่ใคร่ครวญอาจมองข้ามเพราะมีญาติจึงร่มเย็น)

ท่านวิฑูฑภะ แปลความได้ว่าศาสดาห้ามไม่ให้ไปฆ่าพวกศากยะ(เพราะจริงๆก็เป็นคุณตา)จึงนำทัพกลับเมืองสาวัตถี  แม้ครั้งที่2และครั้งที่3 ก็เหมือนเดิม แต่เมื่อถึงการโยธาทัพในครั้งที่4 พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูกรรมเก่าของพวกกบิลพัสด์(ศากยะ) เห็นว่า กรรมเดิมคือโรยยาพิษลงในแม่น้ำ คนตายเป็นเบือ ใครก็ห้ามกรรมนี้ไม่ได้ สงครามนองเลือดเกิดขึ้นเว้นไว้แต่หมู่ของเจ้ามหานามผู้มีศักดิ์เป็นตาของท่านวิฑูฑภะ รอดตายนอกนั้นตาย เลือดที่คอเจ้าศากยะก็ล้างเก้าอี้ตามที่เคยลั่นวาจาไว้

หลานกับตาเดินทางกลับกรุงกบิลพัสด์ ระหว่างทางได้พักกินข้าว แต่พระเจ้าตาคือ ท่านมหานาม คิดว่า เราตายเสียดีกว่าที่จะนั่งกินข้าวร่วมโต๊ะกับลูกทาส จึงฆ่าตัวตาย ในอรรถกถาบันทึกไว้ว่า “ท่านมหานามสยายผมสอดหัวแม่เท้าเข้าไปในผมแล้วขอดเป็นปมที่ปลาย(เหมือนมัดขาไว้ที่คอ) แล้วโดดลงน้ำไป ด้วยความดีที่ทำมา พญานาครักษาน้ำแถบนั้นต้องมารับไปอยู่ด้วย ท่านมหานามอยู่ในนาคพิภพ นาน 12 ปี ท่านวิฑฑูภะให้นักประดาน้ำลงตรวจหาพระศพแต่ก็ไม่พบ แสดงว่าพระเจ้าตาหนีไปซะแล้ว ต่อเมื่อเสด็จถึงริมแม่น้ำอิรวดี เจ้าวิฑูฑภะ กับทหารพักแรมที่นั่น ฝนตั้งเค้ามามืดทมึน มดแดงขนย้ายรังหนีน้ำ ทหารที่ยังไม่ถึงแก่กรรมก็รุกหนี ส่วนทหารที่จะถึงแก่กรรม(บาปกรรมเดิมที่ทำมา) ก็ถูกน้ำท่วมตายหมด รวมทั้งเจ้าวิฑูฑภะ ก็ตายในครั้งนั้น เรื่องก็มาจบตรงที่ตายกันหมดทั้งศากยะวงศ์และท่านวิฑูฑภะ

[1] แส้จามรี ,มงกุฎ ,พระขรรค์ ,ธารพระการ ,ฉลองพระบาท