ฉัตรปาณิอุบาสก[1]
ฉัตรปาณิอุบาสก ผู้เสวยอารมณ์พระอนาคามี กินข้าวมื้อเดียวรักษาศีล8 มีความคิดที่น่าสนใจมาก คือ ขณะที่นั่งอยู่ต่อหน้าพระพุทธเจ้าซึ่งถือเป็นธรรมราชายิ่งใหญ่ที่สุดใน 3 โลก ขณะเดียวกัน พระเจ้าปเสนทิ เสด็จเข้ามา ฉัตรปาณิอุบาสก ไม่ลุงขึ้นยืนต้อนรับ ทั้งนี้เพราะในสถานที่นั้นมีผู้ที่เหนือกว่า ถ้ายืนเท่ากับไม่เคารพพระพุทธเจ้า ราชากริ้ว แต่เมื่อ พระพุทธเจ้าอธิบายถึงภูมิธรรมของท่านฉัตรปาณิอุบาสก ผู้รู้พระไตรปิฏกและมีอารมณ์เหนือปุถุชน ราชาก็คลายโกรธ
วันหนึ่ง ท่านฉัตรปาณิอุบาสกยืนกลางลานกางร่มใส่รองเท้า ราชาให้ไปเชิญมา ท่านฉัตรปาณิอุบาสกหุบร่มถอดรองเท้าและทำความเคารพ ราชาจึงได้เข้าใจในการไม่ยืนต้อนรับวันนั้น และขอให้สอนธรรม ท่านฉัตรปาณิอุบาสก กล่าวว่า การพูดอะไรในวังเป็นเรื่องอันตรายอาจมีโทษมาก (ในพระราชมนเทียรนี้ กรรมที่บุคคลประกอบชั่วและดี ย่อมเป็นกรรมหนัก) ให้นิมนต์พระมาสอนเถิด พระพุทธเจ้าส่งพระอานนท์มาสอนโดยมีลูกสาว 2 คนของราชามาเรียน
- พระนางมัลลิกาเทวี ตั้งใจเรียน
- พระนางวาสภขัตติยา (ลูกท้าวมหานามน้องพระศาสดา นางจึงมีศักดิ์เป็นหลานพระศาสดาและเป็นแม่ของท่านวิฑูฑภะ)ไม่ขยันเรียน
พระศาสดา ทรงตรัสว่า “ธรรมะของพระศาสดา จะไม่มีผลกับผู้ไม่ฟัง ไม่เรียน ไม่ท่อง ไม่แสดงโดยเคารพ เหมือนดอกไม้สวยแต่ไม่หอม แต่จะมีผลมาก มีอานิสงค์มาก แก่ผู้ฟัง เรียน ท่อง แสดงโดยความเคารพ ดุจดอกไม้สวยและมีกลิ่นหอม”
ในตอนที่ 9-21 ท่านจะพบกับ การนำเรื่องความสุขและความทุกข์ที่มีอยู่บนโลกมานำเสนอผ่านอรรถกถา สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือหาความแน่นอนอะไรไม่ได้เลยอย่างท่านเศรษฐีขี้เหนียว จะหาว่าไม่มีจริงก็ไม่ได้เพราะผมเคยพบกับอาอึ้ม แม่ค้าขายเต้าส่วนแกจะพักกลางวันแถวบ้านผมกินข้าวต้มกับผักกาดดอง อยู่บ่อยๆ เคยรู้มาว่า ลูกๆแกทำงานดีมีเงินมากแต่แกชอบแบบนี้ ผมเชื่อว่าหลายท่านก็คงจะเคยเห็น
[1] ขุ.ธ.อ. 41/54-59