จากเมืองจำปาศรี สู่อุบลราชธานี เมืองนักปราชญ์ : การสร้างมูลค่าวัฒนธรรมของชุมชนโดยชุมชน
“ ทุกสถานที่มีเรื่องเล่า” ประโยคนี้ค่อนข้างจริงนะ สำหรับความคิดผม หลังจากที่ได้มีโอกาสเดินทางร่วมกับเพื่อน ๆ คณะวัฒนธรรมศาสตร์ ในโครงการศึกษาดูงานนอกสถานที่ (การบูรณาการความรู้ทางด้านวัฒนธรรมวิถีชีวิตและภูมิปัญญา) ภายใต้กรอบความคิดที่ว่า “จากถิ่นนครจำปาศรี สู่อุบลราชธานี เมืองนักปราชญ์” ตั้งแต่วันที่ 11 – 12 พฤศจิกายน 2560 โครงการนี้ถือเป็นการเดินทาง เพื่อศึกษาวัฒนธรรมอีสาน ในเขตจังหวัดอุบลราชธานี โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญที่ “เขมราฐธานี” เพื่อเรียนรู้การจัดการวัฒนธรรมชุมชน
บ้านโพนทราย
ขบวนรถเราเริ่มออกเดินทางกันตั้งแต่เช้า มุ่งหน้าสู่บ้านโพนทราย อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี ไปถึงอำเภอเขื่องในประมาณ 9 โมงเช้า วิทยากรซึ่งเป็นชาวบ้านโพนทรายได้ออกมาต้อนรับ และเริ่มนำเสนอสาธิตองค์ความรู้ ในเรื่องของการทำปราสาทผึ้ง
บ้านโพนทราย ถือได้ว่าเป็นชุมชนเก่าแก่ของอำเภอเขื่องใน มีจุดเด่นของชุมชนคือประเพรีการแห่ปราสาทผึ้ง จัดขึ้นในวันออกพรรษาของทุกปี จุดเด่นของปราสาทผึ้งบ้านโพนทราย คือมีรายละเอียดและลวดลายที่สวยงาม ปรับประยุคให้เป็นไปตามยุคสมัย แต่สิ่งที่สำคัญจริง ๆ ในความคิดผมคือการรวมกลุ่มกันของนายช่างในชุมชน ทำให้เกิดพลังและเป็นแหล่งเรียนรู้มีองค์กรให้กับผู้คนทั่วไปได้ หาใช่ว่าอำเภอเขื่องในจะมีแต่บ้านโพนทรายเท่านั้น แต่บ้านโพนทรายเป็นหมู่บ้านเดียวในอำเภอเขื่องในที่ดึงจุดขายของตนเองออกมาให้กับผู้คนได้รับรู้
สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกต จากการเข้าร่วมรับฟังและการสาธิต คือลายโบราณหลาย ๆ ตัวได้หายไป เช่นลายกระทอด ผมไม่มั่นใจว่าบ้านโพนทรายใช้ตัวนี้มาแต่เดิมหรือไม่ แต่จากการสำรวจดูอำเภอเขื่องใน ค่อนข้างจะเป็นลายไปในทางเดียวกัน คือมีนกน้อย อยู่กลางวงของกระทอด ทั้งยังมีการเพิ่มลายใหม่ ๆ เข้ามา เราสามารถมองได้หลายแง่มุมด้วยกัน ถ้าถามว่าสวยไหม ก็คงตอบว่าสวย แต่ถ้าถามว่าแล้วของดั้งเดิมจะยังคงอยู่ได้อย่างไร ในเมื่อวันหนึ่งเราเริ่มนำลวดลายใหม่ ๆ เพิ่มเข้าไปจนหมดความหมายของปราสาทผึ้งลงไป กลายเป็นต้นกล้วยติดไม้ไผ่
ท่านผู้อ่านคงกำลังสงสัยใช่ไหมหละครับ ว่ากระทอดคืออะไร แต่ผมคิดว่าหลายท่านก็คงรู้จัก บทความนี้ผมจะยังไม่อธิบายนะครับ แปะเอาไว้ในบทความหมาย เป็นเกร็ดความรู้จากบ้านโพนทรายนี้เอง
บ้านชีทวน
เสร็จจากบ้านโพนทราย ขบวนของเราก็มุ่งหน้าสู่บ้านชีทวน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานีต่อ ซึ่งอยู่บนเส้นทางเดียวเดียวกัน หลายคนก็ซักถามกับผมว่าทำไม อำเภอเขื่องในหรือจังหวัดอุบลราชธานี มีวัดเยอะและมีพระเกจิอาจารย์ที่สำคัญเป็นคนอุบลมาก ถ้าให้ผมวิเคราะห์ผมคิดว่าอุบลราชธานี เป็นจังหวัดที่มีเบ้าหลอมเดิมอยู่แล้ว คือผู้คนสนใจธรรมะ รวมถึงมีพระผู้นำช่วยในการชักจูงคนในชุมชนให้เข้าใกล้วัดมากขึ้น สังเกตได้จากวัดธรรมยุตนิกายแห่งแรกของภาคอีสาน ก็อยู่ในจังหวัดอุบลราชธานี คือวัดศรีอุบลรัตนารามหรือที่เรียกกันว่าวัดศรีทอง
เรามุ่งหน้ามาถึงบ้านชีทวน สถานที่แห่งแรกเลยก็คือวัดทุ่งศรีวิไล เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธวิเศษ พระคู่บ้านคู่เมืองชาวจังหวัดอุบลราชธานี
หลังจากนั้นเราก็มาชมธรรมมาสน์สิงห์ ที่วัดสีนวลแสงสว่างอารมณ์ เป็นธรรมาสน์ที่แตกต่างจากธรรมาสน์โดยทั่ว มีรูปลักษณะท้องถิ่น อาจเป็นฝีมือช่างชาวญวน ถึงแม้ว่าจะไม่มีศิลปะไทยผสมอยู่ แต่แนวความคิดก็ได้รับจากคติความเชื่อในเรื่องสิงหาสน์รัตนบัลลังก์ หรือคติฐานสิงห์แบบไทย กล่าวคือ มีลักษณะเป็นรูปสิงห์ยืนเทินปราสาท (ตัวธรรมาสน์) ซึ่งถือว่าเป็นการไหลหรือการถ่ายทอดของวัฒนธรรมร่วมสมัยกัน สร้างด้วยอิฐถือปูน ยอดปราสาททำด้วยไม้แกะสลักเป็นชั้นลดหลั่นกันลงไปประดับตกแต่งลายปูนปั้น และลายเขียนสีแบบศิลปะญวนทั้งหลัง ธรรมาสน์นี้สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2468 โดยช่างชาวญวน และถือเป็นประติมากรรมที่มีคุณค่ายิ่งทางด้านศิลปวัฒนธรรมพื้นเมืองบ้านชีทวนเอง
เนื่องจากเวลาเราไม่มาก เราจึงไม่ได้ไปเยี่ยมชมขัวน้อย และวัดพระธาตุสวนตาล สถานที่ทั้งสองถือได้ว่าเป็นโบราณสถานที่สำคัญของอำเภอเขื่องในเช่นเดียวกัน
สิ่งหนึ่งที่ปรากฏชัดในชุมชนแห่งนี้ คือการรักษาฮีตคอง เอกลักษณ์ อัตลักษณ์ของตนเองให้คงอยู่ สวยงาม คู่ลูกคู่หลานตลอดไป อีกพลังที่ช่วยเสริมสร้างชุมชนคือพลังของความสามัคคีและการมีพระนักพัฒนาช่วยในการดุแลโบราณสถานของชุมชนให้คงอยู่ตลอดไป
บ้านปะอาว
เคยสงสัยไหมครับ ว่า “ปะอาว” หมายถึงอะไร คำนี้มีความเกี่ยวโยงกับความเป็นมาของชุมชนอย่างน่าทึ่ง ผู้เขียนได้รับคำตอบจากวิทยากร ผู้สาธิตการทำเครื่องทองเหลือง ว่ามาจากการที่ญาติพี่น้อง 2 คน กับพรรคพวกได้ร่วมกันตั้งหมู่บ้าน ผู้หลานชื่อปู่แสนนามได้ตั้งบ้านปะอาว ผู้เป็นอาว (น้องของพ่อ) ได้ไปตั้งบ้านโพนเมืองมะทัน จึงใช้ชื่อว่า “บ้านป๋าอาว” และเพี้ยนมาเป็นบ้าน “ปะอาว” ดังเช่นปัจจุบัน
เราเดินทางจากบ้านชีทวน มาถึงบ้านปะอาวประมาณเกือบเที่ยง เพื่อทัศนศึกษาที่ศูนย์หัตถกรรมทองเหลือง แหล่งเรียนรู้ชุมชนและมีความโดดเด่น คือการหล่อทองเหลืองโบราณแบบโบราณหาย โดยการเอาขี้ผึ้งพันพิมพ์ หรือ หุ้มเทียน เมื่อเซี่ยนได้รูปร่างและขนาดตามต้องการแล้วช่างก็จะนำเอาขี้ผึ้งซึ่งมีส่วนผสมของขี้ผึ้งชัน และขี้สูด ตามสัดส่วน 5 : 1 : 1 โดยน้ำหนัก การทำขี้ผึ้งให้เป็นเส้นนั้น กระทำได้โดยการนำขี้ผึ้งที่ผสมชันและขี้สูดที่หลอมให้อ่อนตัวพอประมาณเทใส่ลงไปในกระบอกไม้ไผ่ ซึ่งปลายด้านหนึ่งมีหลอดโลหะกลวง (นิยมใช้สังกะสี) ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่-เล็กตามเส้นเทียนที่ต้องการ ต่อให้ปลายสำหรับให้ขี้ผึ้งไหลออก เทขี้ผึ้งหลอมลงในกระบอกไผ่แล้วใช้ไม้เนื้อแข็งกลึงให้ได้ขนาดพอดีกับรูกระบอกไม้ไผ่ เรียกว่า "บั้งเดียก" ขี้ผึ้งผสมชันและขี้สูดที่มีความอ่อนตัวจะถูกอัด-ดันให้ไหลออกทางรูปลายกระบอกไม้ไผ่ ให้ไหลต่อเนื่องกันเป็นเส้นสั้น-ยามตามต้องการ เรียกว่า ขี้ผึ้งหรือเทียน จากนั้นก็นำเทียนขี้ผึ้งไปพันรอบพิมพ์เทียน พิมพ์ดินส่วนที่นูนมากต้องพันขี้ผึ้งให้หนา
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานี
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี ตั้งอยู่ที่ถนนเขื่อนธานีตัดกับถนนอุปราช อ.เมือง เดิมเป็นศาลากลางจังหวัด สร้างเมื่อ พ.ศ. 2461 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ บนที่ดินที่พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ข้าหลวงต่างพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ สำเร็จราชการมณฑลลาวกาว (มณฑลอีสาน) ประทับ ณ เมืองอุบลราชธานี ได้ทรงขอมาจากทายาทของราชบุตร (สุ่ย บุตรโลบล) คือ หม่อมเจียงคำ ชุมพล ณ อยุธยา (ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงสรรสิทธิประสงค์) เพื่อให้เป็นที่สาธารณประโยชน์สำหรับก่อสร้างสถานที่ราชการ
ลักษณะอาคาร เป็นตึกชั้นเดียวยกพื้นสูง ตัวอาคารก่ออิฐฉาบปูน หลังคาทรงปั้นหยา แผนผังอาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าหันหน้าไปทางทิศเหนือ ภายในอาคารประกอบด้วยห้องโถงใหญ่อยู่ตรงกลาง มีระเบียงทางเดินและห้องขนาดเล็กอยู่โดยรอบ เหนือกรอบประตูและหัวเสารับชายคา ที่ระเบียงประดับด้วยไม้ฉลุลายพันธุ์พฤกษา ต่อมาเมื่อบ้านเมืองเติบโตขึ้น อาคารศาลากลางหลังนี้มีสภาพคับแคบ ไม่เพียงพอกับหน่วยงานราชการที่เพิ่มขึ้น จึงได้สร้างอาคารศาลากลางหลังใหม่ทางด้านตะวันตกของทุ่งศรีเมือง เมื่อ พ.ศ. 2511 ส่วนอาคารศาลากลางหลังเก่าได้ใช้เป็นสำนักงานของหน่วยราชการต่างๆ มาโดยตลอด

ผมคิดว่าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีความสำคัญกับองค์ความรู้ของคนที่เรียนวัฒนธรรม ในด้านการยกระดับสิ่งที่มีในท้องถิ่น นำมาจัดแสดงให้กับผู้คนได้เที่ยวชม ถือเป็นการสร้างมูลค่าให้กับวัฒนธรรมในชุมชน
เขมราฐธานี
คณะของเราเดินทางถึงเขมราฐธานี ประมาณหกโมงเย็น ช่วงแรกค่อนข้างติดปัญหานิดหน่อย เพราะเรื่องจัดคนเข้าบ้านพักไม่ลงตัว แต่ก็โชคดีที่ไม่เป็นปัญหาใหญ่นัก จากนั้นแม่ ๆ โฮมสเตย์ก็พาพวกเราเข้าบ้านพัก เราไปถึงในช่วงเย็นฟ้าค่อนข้างมืดหมดแล้ว ทำให้เราไม่สามารถมองเห็นทัศนียภาพได้เต็มที่ แต่ก็ได้เข้าเที่ยวชมตลาดคนเดินของเมืองนี้
ตลาดคนเดินของเขมราฐ มีเสน่ห์อย่างหนึ่งคือเรือนโบราณที่อยู่ตามเส้นทาง ทำให้บรรยากาศกลางคืนดูโรแมนติก มีลมจากชายโขงพัดมาเอื่อย ๆ รู้สึกว่าการเดินชิว ๆ เป็นอะไรที่ดีมากสำหรับตลาดแห่งนี้ สินค้าในตลาด ก็เป็นอาหารทั่วไป และสินค้าพื้นเมืองของชาวเขมราฐนี้เอง สินค้าชิ้นหนึ่งที่ผมเห็นเกือบทุกมุมคือ ผ้าคราม ตอนแรกนึกว่าจะมีอยู่แต่ในแถบจังหวัดนครพนม มุกดาหาร ไม่นึกว่าจะเป็นผ้าเอกลักษณ์ของเขมราฐเช่นเดียวกัน
บรรยากาศตอนเช้า ผมมาเดินทอดน่องอยู่ข้างริมโขงได้บรรยากาศอีกแบบหนึ่ง เพราะจังหวัดมหาสารคามไม่มีแม่น้ำใหญ่ขนาดนี้ ลมพัดมาแต่ละทีก็ได้อารมณ์สุนทรียภาพเป็นอย่างมาก ผมคิดว่าจุดเด่นของเขมราฐ ก็คือแม่น้ำโขงนี้แหละ ถือได้ว่ามีความสำคัญกับชาวเขมราฐ มาอย่างยาวนาน
ก่อนกลับเราแวะที่วัดที่วัดโพธิ์ พระเจ้าใหญ่องค์แสน วัดแห่งนี้มีเรื่องเล่า คือเป็นที่ประดิษฐานของพระเจ้าใหญ่องค์แสน ถูกอัญเชิญขึ้นมาจากแม่น้ำโขง พร้อม ๆ กันกับพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ วัดปากแซง พอเสร็จแล้วเราก็มุ่งหน้าสู่จังหวัดมุกดาหาร
พระมหาเจดีย์ชัยมงคล
พระมหาเจดีย์ชัยมงคล วัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วนาราม อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นองค์พระเจดีย์ขนาดใหญ่ สถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างแบบขององค์พระปฐมเจดีย์และพระธาตุพนม สูง 6 ชั้น ยอดฉัตรทองคำ มีความกว้าง ยาว และสูง อย่างละ 101 เมตร รายล้อมด้วยเจดีย์องค์เล็ก 8 ทิศ สร้างในเนื้อที่ 101 ไร่บนยอดภูเขา แนวเทือกเขาภูพาน สามารถมองเห็นทัศนียภาพอันสวยงาม เมื่อเดินเข้าใจข้างใน ผมต้องตื่นตากับสถาปัตยกรรมความงามภายในพระเจดีย์ เมื่อมาถึงชั้นสี่ปรากฏว่าเป็นบันไดเวียนสูงมาก ตอนเดินลงผมกลับต้องขาสั่น เพราะกลัวกลับความสูง
เป้าสำคัญ วัฒนธรรมและการจัดการ
การเดินทางครั้งนี้เรามีเป้าประสงค์ คือการศึกษาดูงานการบริหารจัดการวัฒนธรรมจากชุมชนและการสร้างมูลค่าให้กับวัฒนธรรม ซึ่งเป็นการปรับประยุกต์สิ่งที่มีในท้องถิ่นให้เป็นจุดขาย และสถานที่ท่องเที่ยวสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน ตัวผมเองสรุปการจัดการวัฒนธรรมของชุมชนและสถานที่ต่าง ๆ ได้คือ
-
บ้านโพนทราย ตำบลบ้านไทย อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี
- มีองค์ความรู้ในชุมชนเป็นฐานอยู่แล้ว
- ผู้นำชุมชนเห็นความสำคัญ
- มีการรวมตัวกันของนักปราชญ์เพื่อสร้างความรู้
- ปราสาทผึ้งได้รับการต่อยอดจากเยาวชนในชุมชน
- โรงเรียนบ้านไทยวิทยาคม และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้เข้ามาร่วมสนับสนุนและนำองค์ความรู้ไปเผยแพร่
-
บ้านชีทวน ตำบลชีทวน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี
- คนในชุมชนมีความใกล้ชิดกับพระพุทธศาสนา
- ชุมชนมีพระนักพัฒนา เป็นผู้นำในการส่งเสริมและต่อยอดองค์ความรู้ในชุมชน
- ชุมชนมีต้นทุน คือโบราณสถานและโบราณวัตถุที่สำคัญ
- คนในชุมชนยังอนุรักษ์ประเพณีให้คงอยู่ มิเสื่อมคลาย
-
บ้านปะอาว ตำบลปะอาว อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี
- ชาวบ้านได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากบรรพบุรุษ
- มีหน่วยงานราชการเข้ามาร่วมในการส่งเสริมและพัฒนา
- คนในชุมชนมีความสามัคคีกัน
- ผู้นำชุมชน โรงเรียน เห็นความสำคัญของศิลปวัฒนธรรมในชุมชน
-
เขมราฐธานี อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี
- คนในชุมชนต้องกรส่งเสริมอัตลักษณ์และแหล่งท่งเที่ยวของอำเภอตนเอง
- มีการประสานความร่วมมือของหน่วยงานราชการต่าง ๆ ร่วมกัน
- ตัวอำเภอตั้งอยู่บนจุดยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวของจังหวัดอุบลราชธานี – มุกดาหาร
- ผู้นำชุมชนได้ไปศึกษาดูงานจากแหล่งต่าง ๆ แล้วมาปรับประยุกต์ให้เข้ากับบริบทของชุมชนตนเอง
จะเห็นได้ว่าจากข้อมูลที่ผมได้พยามยามเก็บมานี้ มีสิ่งหนึ่งร่วมกันของทุกชุมชนคือ การมีผู้นำที่เข้มแข็ง มีแนวคิดในการพัฒนาชุมชนของตนเอง รู้จักดึงจุดเด่นของชุมชนออกมา ที่สำคัญก็คือคนในชุมนนั้นต้องมีความสามัคคีกัน ช่วยเป็นแรงผลักดันและพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ของตนเอง
ปัญหาท้าทาย กับการวางเป้าหมายเพื่อแก้ไข
- การวางกำหนดเวลาไม่ดี ทำให้ไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ควรมีการกระชับเวลาให้มากกว่านี้
- ควรวางเส้นทางที่เป็นเส้นทางในแนวเดียวกัน ไม่ควรวกวนกลับไปกลับมา
- ควรสำรวจเส้นทาง / จุดแวะพัก / จุดแวะรับประทานอาหาร เพื่อให้การเดินทางสะดวกรวดเร็ว ในการรวบรวมคนในโครงการ ทั้งยังไม่ให้เกิดปัญหาที่ทุกคนไม่ได้กินข้าว
- กันเงินในส่วนที่ใช้ฉุกเฉินเอาไว้ ให้พอกับการสำรองจ่าย
- สวัสดิการ ควรเตรียมให้พอเพื่อให้เพื่อนร่วมเดินทางทุกคนได้รับความสะดวกสบาย
- ควรติดต่อประสานงานกับที่พักให้เรียบร้อย และแบ่งกลุ่มคนที่เข้าที่พักให้ชัดเจน









