กรรม แปลว่าการกระทำ กรรมจึงเป็นคำกลางๆ เพราะ กรรม หมายถึง การกระทำทั้งดีและชั่ว

           อะไรคือสิ่งที่เรียกว่ากรรม? สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่ากรรมนั้น ตรัสหมายถึงเจตนา ฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่ากรรม มุ่งหมายถึงเจตนาที่กระทำดี เรียกว่า กุศลเจตนา เจตนาที่กระทำชั่ว เรียกว่า อกุศลเจตนา ซึ่งเมื่อสำเร็จเป็นกรรมแล้ว ก็เรียกว่า กุศลกรรม อกุศลกรรม

             การกระทำต้องอาศัยเจตนาที่เกิดขึ้นภายในจิตเป้เหตุ พระพุทธองค์จึงตรัส “จตะนาหัง ภิกขะเว กัมมัง วะทามิ เจตะยิตวา กัมมัง กะโรติ กาเยนะ วาจายะ มะนะสา” แปลว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา กล่าวว่า เจตนา คือ ตัวกรรม สัตว์ที่กระทำกรรมด้วย กาย วาจา ใจก็ดี ย่อมมีการปรุงต่าง คือคิดนึกก่อนแล้วจึงทำ ดังนี้

            คำว่าเจตนา ในทางธรรมะนั้นหมายถึง ธรรมชาติที่จงใจ ที่มุ่งมั่นจะกระทำกิจต่างๆ ให้สำเร็จลง ซึ้งก็ต้องประกอบด้วยปัจจัยอื่นๆ ด้วย สิ่งที่กระทำสำเร็จแล้วนั้นเรียกกรรม ย่อมส่งผลในภายหลัง เป้นความสุขบ้าง ทุกข์บ้าง แก่ผุ้กระทำ จึงเรียกว่า กรรม

            ในบางคราวลำพังเพียงเจตนาอย่างเดียวก็ไม่สามารถจะทำผลให้เกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยธรรมอื่นบางอย่างเกิดขึ้นประกอบร่วมกับเจตนา และธรรมบางอย่างเหล่านั้นออกหน้าเป็นประธานในการสร้างผลยิ่งกว่าเจตนาวาระเช่นนี้เองทีกล่าวได้ว่าธรรมบางอย่างที่ประกอบร่วมกันกับเจตนาก็ชื่อว่า กรรม เช่นการจะทำให้อริยผลเกิดขึ้น ต้องอาศัยองค์มรรค ๘ จึงจะสำเร็จได้ และองค์ ๘ ก็เป็นประธานในการทำพระอริยผลให้เกิดขึ้นยิ่งกว่าเจตนา ด้วยเหตุนี้พระพุทธองค์จึงไม่ตรัสถึงเจตนา แต่ตรัสถึงพระ อริยมรรคมีองค์ ๘ ว่าเป็น กรรม คือ เป็นกรรมที่ไม่ดำไม่ขาว ทำวิบากที่ไม่ดำไม่ขาว คือ ทำพระอริยผลมีโสดปัตติผล เป็นต้น ...

              กรรมแบ่งเป็น กรรมที่ทำให้วิบากเกิดขึ้น (ชนกกรรม) เป็นกรรมที่ทำให้วิปากทั้งนามและรูปเกิดขึ้นได้...

              ชนกกรรม เพราะมีความหมายว่า “ทำให้เกิด” คือเจตนาที่เป็นกุศลหรืออกุศล ซึ่งทำให้วิบากและกัมมชรูปให้เกิดขึ้นในปฎิสนธิกาล คือ ในเวลาสัตว์เกิด และทำให้วิบากและกัมมชรูปให้เกิดขึ้นในปวัตติกาล คือ ในเวลาต่อมาหลังจากปฏิสนธิแล้ว

                วิบาก แปลว่า ผล เปรียบเทียบว่า ข้าวสารที่หุงแล้วย่อมเป็นข้าวสวยให้คนได้รับประทานได้รับความอร่อย หรือไม่อร่อย จึงเรียกข้าวสวยนั้นว่า “ข้าวสุก” หรือผลมะม่วงเมื่อเริ่มแก่ก็เหมาะแก่การนำมารับประทาน ได้รับความอร่อย หรือไม่อร่อย จึงเรียกมะม่วงแก่นั้นว่า “มะม่วงสุก” ฉันใด กรรมที่บุคคลทำคือก่อไว้แล้ว ย่อมมีผลที่บุคคลพึงได้รับเป็นความสุข หรือทุกข์ในภายหลัง จึงเรียกว่าผลของกรรมนั้นว่า วิบาก

            กัมมชรูป เพราะเป็นรูปที่เกิดจากรรม จึงได้ชื่อว่า กัมมชรูป คือ รูปที่เกิดจากรรม ได้แก่ ปสาทตา รวมถึมตลอดถึง อวัยวะ ๓๒ มี ผม ขน เล็บ เป็นต้น

              อุปัตถัมภ์กรรม หมายถึง กรรมที่ทำหน้าที่ช่วยอุดหนุนกรรมอื่นๆ  เป็นกรรมที่อุปถัมภำรรมอื่นๆ คือ ช่วยอุถัมภ์รูปนามขันธ์ ๕ ที่เกิดจากกรรอื่นๆ ได้ องค์ธรรมได้แก่ อกุศลกรรม ๑๒ มหากุศลกรรม ๘

              คำว่า อุปัตถัมภกกรมม เพราะเป็นกรรมที่มีความหมายว่า อุปถัมภ์ กล่าวคือ อุปภัมภ์วิบากอันเป็นของชนกกรรมนั่นเอง เฉพาะอุปัตถัมภกกรรมเอง ไม่สามารถที่จะทำให้วิบากเกิดได้โดยตรง ทำได้แต่เพียงอุปถัมภ์สุข หรือ ทุกข์นั้นให้เป็นไปได้นาน ๆ ในปวัตติกาล (สุขหรือทุกข์นี้เป็นวิบากที่ชนกกรรมทำให้เกิดขึ้น เข่น ช่วยอุปถัมภ์ทำให้ธาตุทั้ง ๔ มีความสม่ำเสมอกัน จึงทำให้เป็นมีโรคน้อย เป็นคนมีอนามัยดี ..

             อุปถัมถกรรมที่ทำหน้าที่ช่วยอุดหนุน ชนกกรรมที่ยังไม่มีโอกาสส่งผล ให้มีโอกาสส่งผล ซึ่งได้แก่กุศลและอกุศลที่เกิดขึ้นในมรณาสันนกาลก็ดี หรือกุศลและอกุศลที่ทำภาพนี้ก็ดี จะทำหน้าที่อุปถัมภ์แก่ชนกกรรมให้ทำหน้าที่ นี้วิบากปรากฎขึ้น

              อุปปีฬกกรรม หมายถึง กรรมที่ทำหน้าที่เข้าไปเบียดเบียนกรรมอื่นๆ เป็นกรรมที่เบียดเบียนกรรมอื่นๆ และการสืบต่อของขันธ์ ๕ ที่เกิดจากรรมอื่นๆ องค์ธรรมได้แก่ อกุศลกรรม ๑๒ และมหากุศลกรรม ๘ กรรมที่ชื่อ่า อุปปีฬกกรรม เพราะมีความหมายว่า เข้าไปเบียดเบียน ฉะนั้น อุปปีฬกกรรมจึงมีความหมายตรงกันข้ามกับอุปัตถัมภกกรรมนั้นเอง การเบียดเบียนเป็นัดขวางวิบากที่ชนกกรมทำให้เกิดขึ้นหลังจากสัตว์นั้นเกิดแล้ว ฉะนั้น สุขทุกข์อันเองมาจากวิบากนั้นคึงลดลงหรือหมดไป

             อุปฆาตกกรรม คือ กรรมที่ทำหน้าที่เข้าไปตัดรอนกรรมอื่นๆ เป้นกรรมที่เข้าไปตัดกรรมอื่นๆ และการสืบต่อของพันธ์ ๕ ที่เกิดจากกรรมอื่นๆ องค์ธรรมได้แก่ อกุศลกรรม ๑๒ และกุศลกรรม ๒๑

             อุปฆาตกกรรม หมายความว่า เข้าไปตัดรอน กุศลหรืออกุศลก็ตาม ถ้าเดขึ้นแล้วก็จะตัดรอนกรรมอื่นๆ ให้มีกำลังน้อยลง หรือขัดขวางวิบากของกรมที่กำลังน้อย ให้สิ้นลง อย่างเด็ดขาดแตกต่างไปจากอุปปีฬกกรรม ตรงที่อุปปีฬกกรรม เพียงไปเบียดเบียน ให้อ่อนกำลังลงแต่ ยังไม่หมดไป แต่อุปฆาตกกรรมนี้ทำให้ตัดขาดไปเลย

              อุปฆาตกกรรม เป็นหน้าทของกรรม บุคคลทั้งหลายร ไม่ได้ว่าเคยทำกรรมอะไรไว้ที่จะมีกลังส่งผลมาเป้นอุปฆาตกกรรม จะรู้ถึงเหตุแห่งกรรมว่าดีหรือชั่วก็ต่อเมื่อกรรมนั้นมาสนองแล้ว ฉะนันเมื่อกำลังได้รับผลของกรรมฝ่ายกุศลหรือฝ่ายอกุศลก็ตามขอให้รู้เท่าทัน จะได้ไม่หลงติดสุขที่กำลังได้รับ และไม่ทุกข์ใจมากนักมื่อกำลังได้รับทุกข์ แต่ในปจจุบันนี้ต้องเพรียละชั่วกระทำดี ไม่ประมาทในอกุศลกรรมแม้เพียงเล็กน้อย..

 

  • บทเรียนพระอภิธรรมทางไปรษณีย์ ชุดที่ ๗.๑ เรื่องกฎแห่งกรรม หน้า ๒– ๒๒