ประโยชน์และโทษของอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศ
เทคโนโลยีมีความจำเป็นต่อการดำเนินชีวิต เพราะทุกคนต้องใช้เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิตทุกด้าน ตั้งแต่การตื่นนอนจนถึงการเข้านอน ดังนั้นเทคโนโลยีจึงเป็นปัจจัยหนึ่งสำหรับมนุษย์ โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในตัวเมืองที่ต้องแข่งขันกับเวลา การใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยบรรเทาเรื่องต่างๆ จึงมีความจำเป็นขึ้นโดยเทคโนโลยีปัจจุบันมีความรวดเร็วในการย่นระยะเวลาการทำกิจกรรมต่างๆ ให้สั้นลงได้
การนำเอาอุปกรณ์เทคโนโลยีมาใช้ในชีวิตประจำวันก็เปรียบเสมือนดาบสองคม เพราะในบางครั้งก็เกิดโทษมาให้แก่ตัวเรา เช่น ผลจากการใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิดซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นการพูดคุยกันผ่านทางโปรแกรมการสนทนา เกิดการนัดพบจึงเกิดเหตุการณ์ล่อลวงต่างๆ นอกจากนี้ยังใช้สื่อเทคโนโลยีอับโหลดภาพอนาจารลงบนอินเทอร์เน็ตผ่านทางยูทูบ เป็นการยั่วยุทางอารมณ์ของผู้ท่องเว็บไซต์จนนำมาสู่การกระทำผิดทางศีลธรรมอันดีของสังคมได้ จากการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้อำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิตจนทำให้มนุษย์ไม่สามารถคิดอะไรหรือทำอะไรได้เองเพราะมีเทคโนโลยีมาช่วยดำรงชีวิต และอาจส่งผลให้ในอนาคตมนุษย์จะมีความสามารถด้านต่างๆ น้อยลง เพราะมนุษย์เห็นว่าเทคโนโลยีคือเครื่องจักรกลที่ก่อให้เกิดความสำคัญมาแทนมากขึ้น
ประโยชน์และโทษของคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์นั้นมีทั้งประโยชน์และโทษในตัว ผู้ใช้งานจึงต้องคำนึงถึงผลที่ได้รับจากการใช้งานของคอมพิวเตอร์ที่ให้เกิดประโยชน์มากกว่าให้โทษ ไม่ใช่เพื่อใช้ในความบันเทิงจนทำให้ร่างกายได้รับความอ่อนเพลียที่ส่งผลต่อสุขภาพและการเรียน ดังนั้นคอมพิวเตอร์จึงมีสิ่งที่ให้ทั้งประโยชน์และโทษต่อผู้ใช้โดยตรง
ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์นั้นมีบทบาทมากในปัจจุบันเนื่องจากความสามารถในด้านการประมวลผลที่เร็วขึ้น และยังเป็นเครื่องคำนวณที่ซับซ้อนได้มากขึ้น บทบาทของคอมพิวเตอร์นั้นจึงมีมากมายที่นำไปใช้ประโยชน์ได้หลายด้าน เช่น
1. ด้านการศึกษา คอมพิวเตอร์นั้นมีบทบาทในด้านการศึกษาเป็นอย่างมาก ซึ่งสามารถแบ่งการใช้งานออกเป็น 3 ลักษณะด้วยกัน คือ
1) การใช้เพื่อการบริหาร เช่น สถิติการศึกษาของนักศึกษา การวางแผนการเรียน สถิติบุคลากร การเงิน และอาคารสถานที่ เป็นต้น
2) การใช้เพื่อเป็นสื่อการสอนและการศึกษาวิจัย เป็นการช่วยให้ครูใช้ความรู้ความสามารถที่เป็นประโยชน์ต่อระบบการศึกษา เช่น การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อช่วยในด้านการสอนแบบตัวต่อตัว การใช้ด้านการสาธิตสื่อการสอน การใช้เล่นเกมและสถานการณ์จำลองต่างๆ แม้แต่การนำเนื้อหาเข้ามาใช้เป็นโปรแกรมชุดการสอนเป็นลักษณะของชุดโปรแกรมช่วยสอน (Computer Assisted Instruction : CAI) ที่เป็นกระบวนการเรียนการสอนโดยนำเสนอเนื้อหาบทเรียนต่างๆ แบบปฏิสัมพันธ์โต้ตอบระหว่างผู้เรียนกับคอมพิวเตอร์ เช่น บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนคณิตศาสตร์ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนอังกฤษ ฯลฯ
3) การใช้เพื่อการพิมพ์เอกสาร เป็นการพัฒนาโปรแกรมเพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดการเอกสารเพื่อทำงานในด้านการศึกษา เช่น
(1)_การนำโปรแกรม Microsoft Word มาใช้ในการพิมพ์เอกสารหรือการพิมพ์จดหมายอิเล็กทรอนิคส์ การเขียนบทความหรือข้อความ เป็นโปรแกรมประยุกต์ที่เรียกว่า โปรแกรมประมวลคำ ที่ให้ความสะดวกรวดเร็ว
(2)_การนำโปรแกรม Microsoft Excel ในการสร้างตาราง การคำนวณค่าสถิติ สูตรที่สามารถป้อนการคำนวณทางคณิตศาสตร์ เช่น การบวก การลบ การคูณและการหาร มีฟังก์ชั่นเกี่ยวกับสูตรคำนวณตัวเลข ตัวอักษร วันที่ และฟังก์ชั่นเกี่ยวกับการคำนวณด้านการเงิน กราฟ เพื่อนำเสนอค่าตารางที่เป็นกราฟ และ
(3)_การนำโปรแกรม Microsoft PowerPoint เพื่อใช้การนำเสนองานที่เป็นภาพเคลื่อนไหวในลักษณะภาพและข้อความ โดยนิยมใช้ประโยชน์ของโปรแกรมเหล่านี้ทำการนำเสนอข้อมูลทางด้านการค้า การตลาด และการคมนาคม เป็นต้น
(4)_โปรแกรม Paint เป็นโปรแกรมวาดภาพกราฟิกพื้นฐานที่มีมากับโปรแกรมระบบปฏิบัติการ เป็นโปรแกรมการวาดภาพที่เป็นประเภทภาพวาด เช่น ภาพการ์ตูน ภาพคน สัตว์ หรือภาพวัตถุสิ่งของที่เกิดจากการวาดจินตนาการสร้างสรรค์
2. ด้านความบันเทิง การให้บริการโปรแกรมดูภาพยนตร์เพื่อดูภาพยนตร์หรือฟังเพลงจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นที่นิยม เช่น การดูภาพยนตร์ด้วยโปรแกรม Gomplayer, Windows Media Player, Cyberlink PowerDVD
การฟังเพลง และให้บริการใช้โปรแกรมปรับแต่งเสียงและภาพได้ตามความต้องการ โดยอาศัยซอฟต์แวร์เฉพาะเกี่ยวกับการสร้างเพลงคาราโอเกะ เช่น การร้องเพลงคาราโอเกะ
การเล่นเกม 3 มิติ การสร้างภาพกราฟิกที่เคลื่อนไหวโดยอาศัยซอฟต์แวร์เฉพาะเกี่ยวกับตัวโปรแกรมเกมประเภทต่างๆ ของเฉพาะด้าน
3. ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อประโยชน์ทางด้านวิทยาศาสตร์ในสถาบันการศึกษา ตลอดจนสถาบันวิจัยต่างๆ มีการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการวิจัยทดลองทางด้านวิทยาศาสตร์ด้านต่างๆ เช่น การวิจัยในทางนิวเคลียร์ฟิสิกส์ ซึ่งเป็นวิชาว่าด้วยส่วนประกอบที่เล็กที่สุดของสสาร การค้นคว้าทดลองทางวิทยาศาสตร์ในสาขาต่างๆ เช่น การใช้คอมพิวเตอร์ให้มีส่วนร่วมต่อการออกแบบโครงสร้างทางวิศวกรรมที่ยุ่งยากสลับซับซ้อนที่สมองมนุษย์ยากที่จะเข้าใจ และทำให้มีส่วนช่วยต่อการออกแบบ
4. ด้านเกษตรกรรม การนำคอมพิวเตอร์มาใช้ประโยชน์ในด้านเกษตรกรรม เช่น การจัดทำระบบข้อมูลเพื่อการเกษตรระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับนานาชาติ เริ่มต้นด้วยการสำรวจสำมะโนเกษตรกรนานาชาติ ซึ่งสถาบันการเกษตรระหว่างประเทศ (International Institute of Agriculture) ได้เริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2473 โดยมีประเทศสมาชิกร่วมเก็บข้อมูลรวม 46 ประเทศ ต่อมาองค์การอาหารและเกษตร(FAO) ได้ดำเนินงานต่อในปี พ.ศ. 2493 และมีประเทศต่างๆ เข้าร่วมโครงการเพิ่มเติมจำนวนมากทำให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้ข้อมูลเพื่อเกษตรกรรม ทางด้านสำมะโนเกษตรกร
5. ด้านการเงินการธนาคาร การใช้คอมพิวเตอร์ในด้านการเงินและการธนาคาร เป็นการนำคอมพิวเตอร์มาช่วยในงานด้านการบัญชีและการบริหารการฝากถอนเงิน การรับจ่าย การโอนเงิน แบบอิเล็กทรอนิกส์ การหักบัญชีอัตโนมัติ ด้านสินเชื่อ ด้านแลกเปลี่ยนเงินตรา บริการข่าวสารการธนาคาร บริการฝากถอนเงินนอกเวลาและบริการอื่นๆ
การใช้คอมพิวเตอร์ด้านการเงินการธนาคารที่ประชาชนรู้จักและใช้กันอย่างแพร่หลาย ได้แก่ บริการฝากถอนเงินนอกเวลา ที่ใช้กันทั้งต่างประเทศและในประเทศไทยซึ่งเรียกว่า การบริการเงินด่วนเอทีเอ็ม ( Automatic Teller Machine - ATM) สามารถให้การบริการเงินด่วนแก่ลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง
6. ด้านกฎหมายและการปกครอง ระบบงานข้อมูลทางกฎหมายมีการนำสารนิเทศที่เกี่ยวข้องกับตัวบทกฎหมายทุกฉบับในรัฐธรรมนูญ กฎหมายอาญา กฎหมายแพ่ง พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวงประกาศต่างๆ และอื่นๆ เข้าในระบบคอมพิวเตอร์เพื่อให้เกิดการสืบค้นได้ง่ายขึ้น เช่น สหรัฐอเมริกามีการใช้คอมพิวเตอร์เป็นระบบแอสเปน (Aspen System Corporation) คือเป็นระบบฐานข้อมูลทางด้านกฎหมายซึ่งใช้กันมากกว่า 50 แห่ง
7. ด้านการทหารและตำรวจ ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้ใช้คอมพิวเตอร์ในด้านการทหารอย่างจริงจังในการคำนวณทิศทางขีปนาวุธ แต่ผลงานทางด้านนี้มักจะเป็นชนิดความลับสุดยอด เช่น ใช้คอมพิวเตอร์ในระบบสื่อสารทหาร การควบคุมประสานงานด้านการทหาร การใช้ในการผลิตระเบิดนิวเคลียร์ การใช้ในการวิจัยเตรียมทำสงครามเชื้อโรค การใช้ในการสร้างขีปนาวุธและใช้ในการส่งดาวเทียม เป็นต้น การใช้คอมพิวเตอร์กับกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย มีศูนย์ประมวลข่าวสารกรมตำรวจที่มีคอมพิวเตอร์ ขนาดกลางใช้สำหรับทำทะเบียนประวัติอาวุธปืน ทะเบียนประวัติอาชญากรรม เพื่อความสะดวกต่อการสืบสวนได้อย่างรวดเร็ว
8. ด้านการแพทย์ คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือช่วยในการเก็บข้อมูลผู้ป่วย เริ่มตั้งแต่การรักษาพยาบาลทั่วๆ ไปจนถึงการใช้เครื่องตรวจอวัยวะภายในด้วยสนามแม่เหล็กที่เป็นเทคโนโลยีประสิทธิภาพสูงในการวินิจฉัยโรคให้รวดเร็วและแม่นยำขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2515 ได้ผลิตเครื่องเอกซเรย์ EMI Scanner ชนิดที่สามารถถ่ายภาพสมองมนุษย์เพื่อตรวจดูเนื้องอก หรือการเลือดออกของสมอง และความผิดปกติทั่วไปได้ ต่อมามีการพัฒนาให้สามารถถ่ายภาพหน้าตัดทั่วร่างกายโดยใช้เครื่องเอ็กซเรย์ที่เรียกว่า CAT-Computerized Axial Tomographic Scanner ที่ใช้เทคนิคการฉายแสงเป็นจังหวะไปรอบๆ ของร่างกาย เครื่องรับแสงที่อยู่ตรงข้ามมันจะเปลี่ยนแสงเอกซเรย์ให้กลายเป็นสัญญาณไฟฟ้า และจะเก็บข้อมูลไว้ที่จานแม่เหล็กแล้วนำสัญญาณไฟฟ้าเหล่านี้เข้าไปวิเคราะห์ในระบบคอมพิวเตอร์เพื่อนำผลลัพธ์ไปแสดงทางมอนิเตอร์ MRI เป็นเครื่องเอ็กซเรย์ตรวจอวัยวะภายในด้วยสนามแม่เหล็ก กับอวัยวะทุกส่วนในร่างกายของผู้ป่วยที่ไม่ต้องกลั้นหายใจนานๆ ในการตรวจ โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุที่กลั้นหายใจนานๆ ไม่ได้ แต่ก็สามารถตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องชนิดนี้ได้
9. ด้านธุรกิจและอุตสาหกรรม ได้ประดิษฐ์หุ่นยนต์เพื่อใช้เป็นอุปกรณ์ในการทำงานบ้านและใช้แขนหุ่นยนต์เพื่อประกอบอุปกรณ์ในโรงงานอุตสาหกรรม การประดิษฐ์แขนหุ่นยนต์อุตสาหกรรมจะเน้นในงานที่ต้องเสี่ยงภัยและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น โรงงานยาฆ่าแมลงหรือโรงงานสารเคมี งานที่ต้องการความละเอียดสูง เช่น โรงงานทำฟันเฟืองนาฬิกา โรงงานทำเลนส์กล้องถ่ายรูป และงานที่ต้องทำซ้ำๆ เช่น โรงงานประกอบรถยนต์ โรงงานประกอบวงจรเบ็ดเสร็จ เป็นต้น
โทษของคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์นอกจากมีประโยชน์มหาศาลแล้ว แต่ยังมีโทษให้เราไม่ควรมองข้าม คอมพิวเตอร์จะมีโทษในสภาวะสิ่งแวดล้อมที่ไม่ส่งเสริมการเรียนรู้ และใช้โดยวัยที่สมองยังไม่พร้อม สามารถแบ่งโทษของคอมพิวเตอร์ออกเป็นหลายด้าน ดังนี้
1. ด้านการเรียน ไม่ควรใช้คอมพิวเตอร์หมกมุ่นอยู่กับการเล่นเกมเพื่อเอาแพ้เอาชนะหรือเข้าใช้อินเทอร์เน็ตแบบที่เรียกว่า “ติดอินเทอร์เน็ต” นานจนทำให้ไม่มีเวลาทำงาน หรือทำการบ้านและอ่านหนังสือ ส่งผลให้การเรียนตกต่ำลง
2. ด้านสุขภาพ ทำให้สายตาผิดปกติ จากการจ้องมองจอภาพเป็นเวลานานๆ จนเกิดอาการปวดศีรษะ และอ่อนเพลียได้ ควรเลี่ยงการจ้องมองเป็นเวลานานๆ เกินหนึ่งชั่วโมงติดต่อกัน ถ้ามีอาการปวดกล้ามเนื้อที่ลูกตามากให้ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหมาดๆ ประคบที่เบ้าตาจะช่วยลดอาการลงได้
3. ด้านสังคม ถูกหลอกลวงโดยการโฆษณาชวนเชื่อจากพวกมิจฉาชีพที่พูดคุยผ่านสื่อเน็ตเวิร์ก และเกิดสูญเสียความสัมพันธ์กับครอบครัวได้ สื่อบางสื่อไม่เหมาะสม เช่น ภาพลามกอนาจาร แหล่งอบายมุขการพนัน สามารถละเมิดสิทธิส่วนบุคคลเป็นช่องทางของมิจฉาชีพที่ทำให้เยาวชนเสียอนาคต ควรแยกแยะให้เกิดความถูกต้อง
ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Internet)
อินเทอร์เน็ต หมายถึง ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่สามารถเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วโลกไว้ด้วยกัน โดยผ่านทางโมเด็มและโทรศัพท์ ซึ่งทำให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลและโอนย้ายข้อมูล หรือติดต่อสื่อสารกันได้ในเวลาอันรวดเร็ว อินเทอร์เน็ตนั้นเกิดขึ้นครั้งแรก โดยกระทรวงกลาโหมของประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2512 ARPA (ARPA Advanced Research Projects Agency) ได้นำเครื่องคอมพิวเตอร์หลายๆ เครื่องมาเชื่อมต่อเข้าด้วยกันเพื่อให้สามารถส่งข้อมูลถึงกันได้ ในขั้นแรกมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการทหารและการศึกษา หลังจากนั้นเครือข่าย ARPANET ก็ได้รับความสนใจจากองค์กรต่างๆ ทำให้มีคอมพิวเตอร์จำนวนมากเข้าร่วมเป็นเครือข่าย จนกระทั่งปี พ.ศ. 2532 จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น อินเทอร์เน็ต จนถึงปัจจุบัน
ประเทศไทย เริ่มมีการใช้อินเทอร์เน็ต ในปี พ.ศ. 2530 โดยสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชียโดยเชื่อมต่อกับมหาวิทยาลัยเมลเบิร์นของประเทศออสเตรเลีย แต่ก็ยังมีเครือข่ายที่ยังไม่ค่อยสมบูรณ์นัก ต่อมาปี พ.ศ. 2535 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสามารถต่อเชื่อม อินเทอร์เน็ตได้อย่างสมบูรณ์เป็นครั้งแรก
ประโยชน์ของอินเทอร์เน็ต สื่ออินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน การบริการของอินเทอร์เน็ตก็เริ่มเปิดช่องทางการเข้าถึงทางโทรศัพท์มากขึ้น มีการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่ออำนวยความสะดวกอย่างแพร่หลาย นั่นหมายถึงการมีเวลากับอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศนั้นมากขึ้นด้วย ซึ่งส่งผลทั้งคุณและโทษตามบริบท เป็นสิ่งที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ บางอย่างเกิดประโยชน์เพียงเล็กน้อย แต่บางอย่างอาจเกิดโทษที่รุนแรงได้
ประโยชน์ของอินเทอร์เน็ต สามารถแบ่งออกได้ตามลักษณะการใช้ดังนี้
1) การใช้ติดต่อสื่อสาร แต่ละวันเราจะต้องสื่อสารกับคนอื่นๆ ตลอดเวลา ในการสื่อสารผ่านระบบโทรคมนาคม เช่น โทรศัพท์ โทรทัศน์ วิทยุ และอินเทอร์เน็ต เป็นการใช้ข้อมูลสารสนเทศร่วมกัน เราจึงเรียกระบบพวกนี้ว่าระบบเครือข่าย
2) การใช้ในการศึกษา การเรียนผ่านทางระบบ Conference, การเรียนผ่านทางระบบ e-learning, การสืบค้นข้อมูล, ติดตามข่าวสารเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น, การค้นงานวิจัยวิทยาการใหม่ๆ จากแหล่งข้อมูลต่างๆ
3) การใช้เชื่อมต่อกับเครือข่ายแม่ เพื่อเป็นเครื่องแม่ในการสื่อสารและเก็บข้อมูล เช่น จดหมายอิเล็กทรอนิกส์, ติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น, การส่งข้อมูลภาพและเสียงอย่างรวดเร็วมากกว่าการเขียนจดหมายในกระดาษแล้วส่งผ่านตู้ไปรษณีย์เหมือนเช่นเคย
4) การใช้เป็นช่องทางการธุรกิจ เช่น การค้าขาย, การสนทนาผ่านเครือข่ายกับผู้อื่นเพื่อซื้อขาย สามารถฝากภาพและไฟล์ข้อมูลได้รวดเร็ว
5) แชร์หรือเล่นคลิปวีดีโอผ่านระบบมือถือสมาร์ตโฟน ในขณะเดินทางเพื่อติดต่อสื่อสารบนออนไลน์โทรศัพท์หรือ Chat MSN, จากโปรแกรมที่ถนัด
โทษของอินเทอร์เน็ต เมื่อทุกคนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้จึงเป็นช่องทางหนึ่งในการติดต่อสื่อสารกันระหว่างกลุ่มต่างๆ เช่น การใช้ Line การใช้ Facebook หรือการใช้ e-mail ส่งข้อมูลเพื่อทำการติดต่อสื่อสารกัน ถ้ามองด้านลบโดยเฉพาะการก่อการร้าย การล้วงข้อมูลขององค์กรหรือบริษัท ข้อมูลบัญชีเงินฝากทางตู้ ATM การสร้างข่าวบิดเบือนและข่าวหวาดกลัวต่างๆ ช่องว่างจากการใช้อินเทอร์เน็ตนี้ ก่อให้เกิดพฤติกรรมต่างๆ ได้หลายอย่าง
โทษของการใช้อินเทอร์เน็ต สามารถแบ่งออกได้ตามลักษณะการใช้ดังนี้
1) สามารถเผยแพร่ภาพอนาจาร การล่อลวง การเล่นการพนันออนไลน์ได้
2) เปลี่ยนสังคมการพูดคุณ ให้กลายเป็นสังคมก้มหน้า
3) ทำให้มนุษย์มักง่ายต่อสิ่งต่างๆ ขาดการออกกำลังกาย
4) สร้างโลกส่วนตัวมากจนเกินไป ทำให้เกิดกรณีขาดการติดต่อกับผู้อื่น ละทิ้งกิจกรรมบางอย่างที่เคยปฏิบัติโดยเฉพาะระหว่างผู้สูงอายุ
5) เกิดโรค “ติดอินเทอร์เน็ต” เป็นอาการทางจิตอย่างหนึ่งซึ่งนักจิตวิทยาที่ ชื่อ Kimberly S Young ได้ศึกษาและวิเคราะห์บุคคลที่มีอาการนี้อย่างน้อย 2 ข้อขึ้นไปดังต่อไปนี้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปีแสดงว่าเป็นอาการติดอินเทอร์เน็ต ดังนี้
อาการที่ 1 รู้สึกเหมือนหมกมุ่นอยู่กับอินเทอร์เน็ต แม้ว่าในเวลาที่ไม่ได้ต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ตเลย
อาการที่ 2 มีความต้องการใช้อินเทอร์เน็ต เป็นเวลานานๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
อาการที่ 3 จะหงุดหงิดเมื่อใช้อินเทอร์เน็ตน้อยลง หรือหากเกิดการหยุดใช้
อาการที่ 4 ได้ใช้อินเทอร์เน็ตแล้วทำให้ตนเองรู้สึกอารมณ์ดีขึ้น
6) ไม่กำหนดเวลาเนื่องจากสถานการณ์ติดพันธ์ การเล่นเพลินๆ เกินเวลาที่สมควรเลิกแต่ยังไม่เลิก
7) ร่างกายที่ไม่สามารถทนต่อสภาวะการไม่เคลื่อนไหวตามหลักธรรมชาติได้ กล้ามเนื้อจะเกิดการอ่อนแรงเกิดขึ้น
8) เกิดค่าใช้จ่าย เช่น เสียค่าไฟฟ้า ค่าซ่อมบำรุง ค่าบริการอุปกรณ์เทคโนโลยี
สภาวะที่ไม่ควรใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศสร้างขึ้นด้วยวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการทำงานด้านข้อมูลหรือสารสนเทศ มุ่งเน้นการออกแบบและพัฒนาอุปกรณ์ให้มีขนาดเล็กน้ำหนักเบาและสามารถพกพาได้สะดวก จนทำให้เราต้องมกมุ่นกับสิ่งนี้เป็นเวลานาน
สภาวะที่มีผลกระทบด้านลบที่เกิดจากการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศ มากจนเกินควร ได้แก่
1) มีแสงที่ไม่เพียงพอต่อการได้รับจากแสงธรรมชาติ และอากาศบริสุทธิ์
2) วัยที่ยังไม่มีความพร้อม บางอย่างเด็กจะไม่ได้รับประสบการณ์การคิด คิดไม่เป็นซึ่งไม่มีการสร้างความเข้มแข็งให้กับทางเดินเส้นประสาทที่ใช้ในการคิด
3) การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อเล็กซ้ำๆ บนร่างกายมีผลต่อการปรับตัวที่ลดลง ทำให้สะสมความปวดและเครียด เช่น ข้อต่อแขน ข้อต่อต้นคอ กล้ามเนื้อตา
4) ทิ้งสภาวะเวลาการออกกำลังกาย เป็นสาเหตุของโรคอ้วนและปัญหาด้านสุขภาพทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น
5) การใช้สายตาในตำแหน่งที่จุดเดียวเป็นเวลานานๆ เกิดการจำกัดความเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อตา เป็นสาเหตุของอาการกล้ามเนื้อตาตรึง เกร็ง
6) สื่อของคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ แท็บเล็ตเกิดการจำกัดการจินตนาการ เพราะเด็กรู้เพียงว่าต้องอาศัยเครื่องมือจากอุปกรณ์เท่านั้นถึงจะทำงานได้ เนื่องจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์จำกัดความคิดสร้างสรรค์กับการเขียนและการจัดรูปแบบบางอย่าง
7) สร้างความเชื่อของปัญหาที่ต้องแก้ไขได้ด้วยการกดปุ่มสองด้าน เช่น ตกลง/ไม่ตกลง ใช่/ไม่ใช่ ถูก/ผิด ยอมรับ/ไม่ยอมรับ เปิด/ปิด ไม่เกิดเหตุผลการไตร่ตรองที่ดี
8) การสืบค้นข้อมูลจากเว็บไซต์ในจำนวนข้อมูลมากๆ ทำให้เกิดการมึนงงและสับสนเนื่องจากข้อมูลมากๆ นั้นทำให้เกิดปัญหาข้อมูลขยะที่ตัดสินใจเลือกยาก
9) ขาดปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ส่งผลให้พัฒนาการทางสังคมถูกจำกัดเป็นวงแคบเกิดการเปลี่ยนสภาวะทางปฏิสัมพันธ์ของตนเองไป และทำให้เกิดความเสียโอกาสได้
สรุปสาระสำคัญ
เทคโนโลยีมีความจำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในปัจจุบัน เพราะทุกคนล้วนต้องใช้เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิตในทุกๆ ด้าน ตั้งแต่การตื่นนอนจนถึงการเข้านอน ดังนั้นเทคโนโลยีจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับมนุษย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อาศัยอยู่ในตัวเมืองที่มีชีวิตประจำวันกับความเร่งรีบต้องแข่งขันกับเวลา การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบรรเทาจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเทคโนโลยีสมัยใหม่นอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิตแล้วยังช่วยย่นระยะเวลาในการประกอบทำกิจกรรมต่างๆ ให้สั้นลงได้ อุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศมีมากมายหลายชนิด เป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่มีทั้งประโยชน์และโทษด้านการสร้างงานหรือพิมพ์เอกสารต่างๆ การติดต่อสื่อสาร การสืบค้นข้อมูล การค้นหาความรู้ผ่านทางอินเทอร์เน็ต และใช้ทำการเพื่อความบันเทิง ดังนั้นอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถนำประโยชน์มาใช้เพื่อให้เกิดความคุณค่าแต่ถ้าใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ให้เกิดโทษ เช่น การเข้าใช้คอมพิวเตอร์อย่างไม่กำหนดเวลา ใช้ไม่เหมาะสมกับบางอย่างอาจทำให้เกิดโทษในด้านการเรียน ด้านสุขภาพแม้แต่ด้านการสื่อสารในโลกออนไลน์ที่ต้องใช้คำโกหกกันตลอดเวลา การเสียค่าใช้จ่ายในการซื้ออุปกรณ์หรือค่าซ่อมบำรุงต่างๆ ก็มีผลกระทบต่อตัวเราได้เช่นกัน