ตามทฤษฏี  วิธีคิดให้เป็น มีมากมายหลายวิธี แต่เมื่อประสบปัญหาเข้าจริง การคิดเพื่อแก้ปัญหาอย่างถูกต้องในทันใด หรือแม้จะใช้เวลาแล้วก็ตาม  ใช่ว่าจะทำได้โดยง่าย การเผชิญกับปัญหามากๆ หรือบ่อยครั้งก็ใช่ว่าจะช่วยให้เราแก้ปัญหาได้เก่งขึ้น  ไม่เหมือนกับการฝึกทักษะการทำงาน  ทำบ่อยๆ ก็จะพัฒนาให้ดีขึ้นได้เอง

แล้วเราจะมีวิธีพัฒนาวิธีคิด เพื่อแก้ปัญหาได้ดีขึ้น เก่งขึ้น อย่างไร ?

ดิฉัน ยังไม่ทราบ

เท่าที่พอจะทำได้ ณ ขณะนี้ ก็คือ การติดตามอ่านข้อเขียนของนักคิดต่างๆ ที่สามารถทั้งคิดและเขียนถ่ายทอดวิธีคิดแก้ปัญหาในเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามจริงในโลกปัจจุบันได้อย่างน่าเลื่อมใสศรัทธา อย่างเช่น ท่าน อ. หมอประเวศ วะสี  ปราชญ์ที่คนไทยทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี

อ่านบ่อยเข้า บ่อยเข้า ก็จะพอจับหลักคิดได้บ้าง ซึ่งเป็นหลักที่สามารถประยุกต์ใช้ได้กับทุกเรื่องราว วันนี้ ดิฉันเก็บความบางเรื่อง บางตอน ที่ตรงใจตัวเองมาแปะไว้ บน Blog  เพื่อเตือนใจตนเอง  เพื่อเป็นหลักคิดในการทำงาน

" แพทยและบุคลากรสาธารณสุขอยู่ในขุมทองแห่งความดีและปัญญา นั่นคืออยู่กับความเจ็บความตายของเพื่อนมนุษย อันเป็นความทุกข์เหลือหลาย  และความพยายามยามแก้ทุกข์ของเพื่อนมนุษย ควรจะช่วยหล่อหลอมให้แพทยและบุคลากรสาธารณสุขตั้งอยู่ในความดีและมีปัญญา  การทําเพื่อเพื่อนมนุษยเป็นความงาม  การทําสิ่งที่ถูกต้องคือเกียรติ  แพทยและบุคลากรสาธารณสุขต้องเป็นเมล็ดพันธุแห่งความดี ที่เมื่ออยูณ แห่งใด เป็นเหตุใหความดีงอกงามโดยรอบ  ความเจ็บป่วยเกิดจากความไม่ถูกต้อง  อาจจะเป็นความไม่ถูกต้องทางกาย ทางจิต ทางสิ่งแวดล้อม หรือทางสังคม  การเยียวยาความเจ็บไข้ได้ป่วย จึงต้องทําทั้งทางกาย ทางจิต ทางสิ่งแวดล้อม และทางสังคม  เมื่อสังคมป่วยและโลกป่วย การเยียวยาความป่วยของเพื่อนมนุษยจะนําไปสูการเยียวยาความป่วยของโลก (Heal the World) ด้วย  "

ถ้าเราเข้าใจความเชื่ อมโยงของสิ่งต่างๆ จะมี ความกตัญูต่อสรรพสิ่ง คือเราไม่ได้ดํารงอยู่ไดด้วยตัวของเราเองโดยแยกส่วนจากสิ่งทั้งหลาย แต่เพราะความเชื่อมโยงของสรรพสิ่ง ทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น เราจึงอุบัติขึ้นและดํารงอยู่ได จึงกล่าวว่า ถ้าเราตระหนักรูความเชื่อมโยงของเหตุปัจจัยต่างๆ  ทําให้เรามี เราเป็นอย่างที่เรามี เราเป็น เราจะมีความกตัญู ต่อสรรพสิ่งเป็นพื้นฐานอยู่ในหัวใจ การมีความกตัญูอยูในหัวใจเป็นนิจศีล จะทําใหเรามีความเมตตา กรุณา  ปัญญา และความสุข

สุขภาพคือดุลยภาพ
ความเจ็บป่วยทุกชนิดคือการเสียดุลยภาพ
ลองพิจารณาใหดีๆว่าเมื่อทุกอย่างไดดุล เราก็มีสุขภาพดี แม้มีโรคก็สุขภาพดีได เช่น ถ้าเป็น
โรคเบาหวานหรือโรคความดันโลหิตสูง ถ้าเราควบคุมทุกอย่างให้อยู่ในดุลยภาพ เราก็มีสุขภาพดี
ทั้งๆ ที่เป็นโรค

ในทางตรงข้าม ความเจ็บป่วยทุกชนิดจะปรากฏสาเหตุหรือไม่ปรากฏก็ตามจะนิยามได
ชัดเจนหรือไม่ชัดเจนก็ตาม เกิดจากการเสียดุลยภาพ ถ้าเสียเล็กน้อยก็ไม่สบายเล็กน้อย ถ้าเสียมากก็ไม่สบายมาก ถ้ายังมากขึ้นไปอีกก็เข้าไอซียู หรือยังมากขึ้นไปอีกก็ไปวัด

โดยทฤษฎี นี้ จะไปเปลี่ยนความเชื่อแต่เดิมที่ว่า

การมีโรค = สุขภาพไม่ดี; การไม่มีโรค = สุขภาพดี  ไปเป็น

ถึง มีโรคก็สุขภาพดีได้

ถึงไม่มีโรคก็สุขภาพไม่ดีได้


โดยวิธีนี้ การรักษาสุขภาพจึงไม่ไดมีแต่การให้ยาและผ่าตัดเท่านั้น แต

เครื่องมือสุขภาพที่สําคัญคือการรักษาดุลยภาพ