คนทำงานภาคสังคมกับความมั่นคงของชีวิต  

     หลายต่อหลายครั้งมีคำถามเกี่ยวกับความมั่นคงของชีวิตในสายการทำงานภาคสังคม ต้องยอมรับว่า พูดถึงความมั่นคงของชีวิต มาตรฐานทั้งของคนทำงานภาคสังคมและคนทำงานทั่ว ๆ ไป ก็คือมาตรฐานเดียวกัน นั่นคือการมีความสุขในการดำเนินชีวิต มีปัจจัยสี่ หรือสิ่งที่จะทำให้เกิดปัจจัยสี่ได้ในชีวิต สิ่งหนึ่งที่สะท้อนความั่นคงของชีวิต ได้ ก็น่าจะหมายถึงเมื่อทำงานแล้ว ค่าตอบแทนในการทำงานที่ควรจะได้รับ สวัสดิการสังคม ที่ควรจะมี เทียบเท่ากับการทำงานในสายอื่น ๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในปัจจุบันคนทำงานภาคสังคมเองยังไม่ได้รับผลตอบแทนที่ทุ่มเทการทำงานลงไป สังคมยังมอบเพียงกำลังใจและเสียงชมเชย ชื่นชมในการทำงาน โดยอาจจะลืมเลือนไปว่า คนทำงานภาคสังคมแท้จริงแล้วก็แค่คนปกติที่เหมือน ๆ กับคนทั่ว ๆ ไปที่ต้องกินข้าวเมื่อหิว ต้องไปหาหมอเมื่อเจ็บไข้ ต้องมีที่นอนยามเมื่อถึงเวลาพักผ่อน ต้องมีเสื้อผ้าใส่เหมือนคนทั่ว ๆ ไป แล้วสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น ในสมัยนี้ ก็ต้องใช้เงินในการหยิบจ่ายใช้สอย เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ ที่ทำงานในสายอาชีพอื่นๆ เช่นกัน 

     ทุกวันนี้ เมื่อพบปะเพื่อนพ้องที่ทำงานสายสังคมด้วยกัน ก็ได้แต่ปรับทุกข์เข้าหากัน ให้กำลังใจกัน แล้วก็ ยิ้มเผื่อน ๆ เข้าหากัน ?? คนรุ่นใหม่หลายต่อหลายคน ต้องตัดสินใจด้วยความจำเป็นในการถอยหลังจากการทำงานภาคสังคม เพียงเพราะเมื่อทำงานอย่างทุ่มเท และทุ่มเทอย่างหนักหน่วง แต่ผลตอบแทนของการทำงาน ก็ยังมีอยู่แค่ รอยยิ้ม เสียงชื่นชม แต่ สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น ไม่สามารถทำให้ท้องอิ่มได้ ไม่สามารถทำให้บรรเทาความเจ็บป่วยได้ ไม่สามารถทำให้มีที่ซุกหัวนอนได้ ??? ยิ่งหากได้มองสะท้อนเข้าไปในกลุ่มคนที่ทำงานในสายงานอื่น ๆ แม้จะไม่มีเสียงชื่นชม ไม่มีกำลังใจ แต่ กลับมีอาหารดีดีกินอย่างอิ่มท้อง มีบ้านสวยงามอยู่ มีรถคันงามขับ ในณะที่ตนเองยังเดินย่ำอยู่ริมถนน หากแรงใจไม่แข็งแรงพอ ก็ มีโอกาสถอดใจได้เช่นกัน บางคนจำเป็นต้องถอยและหันหลังกลับไปเพียงเพราะ ภาระที่แบกรับอยู่ที่หนักอึ้ง จำเป็นต้องใช้เงินเพื่อบรรเทาภาระนั้น ก็ต้องถอยและหลังกลับเพื่อรักษาสภาพของตนเองไว้ให้ได้ก่อน 

     ก็ไม่รู้ว่าเราต้องสูญเสียคนทำงานภาคสังคมไปอีกซักกี่คน ถึงจะเรียกร้องให้สังคมเหลียวมองและให้ความสำคัญกับคนทำงานภาคสังคมอย่างจริง ๆ จัง ๆ และเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่า คนทำงานภาคสังคม ก็ ตคือ คนธรรมดาอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ที่ใช้ชีวิตโดยปกติไม่แตกต่างกัน แต่เพียงเขาเหล่านั้น มีใจ และ ความทุ่มเทเพื่อนที่จะทำงานเพื่อสร้างความสุขให้แก่คนอื่น ๆ ที่อยู่ในสังคมร่วมกันเท่านั้น ไม่รู้ว่า สังคมไทย จะถึงเวลา ทำความเข้าใจได้อย่างจริง ๆ จัง ๆ แล้วหรือยังว่า เพียง เสียงชื่นชม กำลังใจ นั้น ไม่เพียงพอแล้ว แต่ ต้องสนับสนุนการทำงานให้เขาเหล่านั้น ทำงานได้อย่างมีความสุข และอยู่ได้เหมือน คนอื่น ๆ ในสังคม ???