บันทึกการเดินทาง Japan Spring 2017: Tama Train กับตำนานแมวขั้นเทพแห่งสถานี Kishi

วันนี้เปลี่ยนบรรยากาศกันจากเที่ยวแนวดื่มด่ำประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ธรรมชาติ เราชวนกันไป แถบ วากายาม่า Wakayama นั่งรถไฟไปทางใต้ของโอซาก้า ไม่ไกลนักค่ะ

ชื่อ Wakayama นี้เป็นทั้งชื่อ จังหวัด หรือ Prefecture ซึ่งอยู่ปลาย คาบสมุทรคิอิ Kii Peninsula ในเขตคันไซ และ ชื่อของเมืองหลวงของจังหวัด

 

 

http://web.mit.edu/kansai/1.Characteristics/1.Standardvskansai/2Standardvskansai.html 

เส้นทางท่องเที่ยวใน จังหวัดวากายาม่า แบบนั่งรถไฟเที่ยวนั้นก็ค่อนข้างจำกัดหน่อย เพราะเส้นทางรถไฟหลักจะอยู่ขอบๆชายฝั่งทะเล และเมืองใหญ่ก็จะอยู่ตามชายฝั่งเช่นกัน

เรามีแผนไปนั่ง รถไฟแมวเหมียว เคยเห็นในภาพว่าออกแนว คิขุ น่ารักที่เด็กๆสาวๆคงชอบใจ นี่เอาใจหลานสาว และเส้นทางรถไฟออกนอกเมืองวิ่งไปในชนบทก็น่าจะถูกใจป้าๆ สรุปแล้วถูกใจทุกคน

จากโอซาก้าเราก็พากันนั่งรถไฟ Limited Express Kuroshio ไปลงสถานี Wakayama, Wakayama City แล้วจึงไปหาทางขึ้นรถไฟแมวเหมียว ซึ่งเป็นรถไฟเอกชน/ท้องถิ่น คนละบริษัทกับ JR หรือ Japan Railway ซึ่งมีรัฐเป็นหุ้นส่วน ระบบการบริการ/บริหาร/จัดการรถไฟญี่ปุ่นนั้นไม่ว่าจะสังกัดอะไร และมีความซับซ้อน แต่ก็คำนึงถึงความสะดวกของประชาชนเป็นส่วนใหญ่

ทางไปชานชาลารถไฟสาย Kishigawa Line  จุดหมายของเราคือ  สถานี Kishi

เจ้าเหมียวยังเป็นนายแบบส่งเสริมการท่องเที่ยวของชุมชนที่อยู่รอบสถานี Kishi และการท่องเที่ยวของWakayama Prefecture ด้วย

รถไฟจอดรออยู่ ผู้คนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ รวมทั้งคณะเรา พากันเก็บภาพขบวนรถทีแสนน่ารักนี้ ขบวนแมวเหมียวมี้มีชื่อว่า Tama Densha  จะพาเราไปสุดทางที่สถานี Kishi ซึ่งเป็นสถานีหนึ่งเดียวที่มีเจ้าเหมียวเป็น นายสถานี Station Master

รถไฟเส้นทางที่เรานั่งไปเป็นของบริษัท Wakayama Electric Railway เขาพัฒนารถไฟหน้าตาน่ารัก เอาใจเด็กๆและหนุ่มสาว ถึง 3 ขบวนค่ะ

Tama Train,  Strawberry Train (Ichigo Densha)  และ  Toy Train

สลับกันวิ่งไปแล้วแต่เวลา  เราโชคดีที่ขบวนที่จะขึ้นเป็น Tama Train พอดี

ภายในรถไฟการตกแต่งภายในน่ารัก น่าชื่นชมความคิด มีทุกอย่างเกี่ยวกับแมว รวมทั้ง Doraemon

นั่งเพลินๆชมผู้โดยสารญี่ปุ่นทุกวัยพากันถ่ายรูป ไม่ใช่เฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเรา มองไปนอกรถไฟก็สบายตากับทิวทัศน์ชนบท ระยะทางแค่ 14 กิโลนิดๆ จอดตามสถานีต่างๆไปเรื่อย แป๊บเดียวก็ถึงสถานี Kishi ค่ะซึ่งอยู่ในเขตุ Kinogawa City เมืองติดกันกับ Wakayama City ค่ะ

 ลงรถไฟแล้วเข้าสู่อาคารสถานี ก็เจอกับนายสถานี Nitama ที่ผู้โดยสารไปรายงานตัวว่าผ่านเข้ามาแล้วนะ ...พูดเล่นค่ะ

ที่จริง Nitama นอนสบายในช่องขายตั๋วที่เป็นกระจกแล้วเขาดัดแปลงให้เป็นที่ทำงานของเจ้าหล่อน

มันเป็นแมวตัวกลม อ้วนขนฟู มี 3 สี คือ มีด่างสีดำและส้มๆน้ำตาลบนขนส่วนใหญ่ที่เป็นสีขาว แมวสามสีนี่ญี่ปุ่นถือว่าเป็นแมวที่ให้โชคลาภนะคะ

 ***

แมวด่างสามสียังมีชื่อเรียกเฉพาะว่า Calico Cat ข้อมูลว่า มีแมวไม่กี่สายพันธุ์ในโลกที่สามารถให้ด่างสามสีแบบนี้ แหม แต่ผู้เขียนก็ว่าเคยเห็นเจ้าเหมียวสามสีเป็นแมวจรจัดอยู่ในหลายที่นะคะ

จะให้แค่เห็นภาพ Station Master หรือแค่ “เห็นแมว” ที่ไม่มีเรื่องราวคงไม่สนุก 

ก่อนหน้า Nitama คือ แมวที่กลายเป็นเทพและเป็นตำนานไปแล้วคือ Tama ค่ะ

http://www.wakayama-dentetsu.co.jp/en/


เรื่องราวของ Tama the Station Master นั้นประทับใจผู้คน ไม่ได้โด่งดังเฉพาะในญี่ปุ่น หากแต่ดังไปทั่วโลก เมื่อ CNN ก็มาทำข่าวและสถานีโทรทัศน์ของ ฝรั่งเศส เยอรมันและอีกหลายชาติก็พากันมาทำข่าว

ข่าวนั้นไม่ใช่เรื่องการหา gimmick ใช้แมวทำหน้าที่แทนคน แต่มันเป็นเรื่องราวที่น่าประทับใจที่พัฒนามาจากความเมตตาของผู้คนที่ดูแลฝูงแมวไร้บ้านและหญิงคนหนึ่งเอาแมวตัวหนึ่งมาเลี้ยง

 ***

เดิมสถานี Kishi เป็นสถานีรถไฟเล็กๆ บ้านนอก มีคนใช้งานน้อย รถไฟที่วิ่งเป็นของเอกชนค่ะ และแถบนี้เรียกได้ว่าไม่มีอะไรโดดเด่นเลย เมื่อสู้ค่าใช้จ่ายไม่ไหวบริษัทมีนโยบายจะปิดสถานีนี้ แต่ชาวเมืองไม่ยอม(ดีที่ชาวเมืองมีสิทธิ์มีเสียงสู้เอกชนก็ได้ รัฐก็ได้นะคะ) แต่ทางบริษัทรถไฟมีความจำเป็นต้องตัดค่าใช้จ่าย จึงใช้วิธีแต่งตั้งคนในท้องถิ่นให้มาทำหน้าที่เป็นนายสถานีแบบไม่เป็นทางการ คงประมาณว่า...หากอยากให้สถานีนี้รถไฟมาจอด ก็ต้องมีคนมาดูแลกันเองนะ  คุณ Toshiko Koyama จึงรับตำแหน่งอย่างไม่เป็นทางการนี้ตอนต้นปี 2006

ตอนนั้นเจ้าเหมียว Tama (ตัวแรก) ได้ถูกเธอเก็บมาเลี้ยงดูราวสองปีแล้ว พอคุณ Toshiko Koyama ได้รับหน้าที่นี้เธอก็อุ้มเจ้าทามะมาทำงานด้วย ทามะเป็นแมวน่ารัก เป็นมิตร ใครมาเห็นก็ถ่ายรูปและถูกนำไปเผยแพร่เลยเริ่มเป็นที่โด่งดัง ทำให้คนญี่ปุ่นอยากมาชมเจ้าแมวน่ารักตัวนี้

นับแต่นั้น แค่ช่วงปีเดียวที่ทามะมาโชว์โฉมที่สถานี Kishi ...สถานีที่เคยเงียบเหงา เศรษฐกิจของชุมชนรอบสถานีที่เคยซบเซามาก...ก็ค่อยๆฟื้นตัวเพราะมีคนเดินทางมาสถานีนี้มากขึ้น เพราะหลงเสน่ห์เหมียวตัวนี้ค่ะ มีการศึกษาข้อมูลประเมินเศรษฐกิจพบว่าช่วงที่มีทามะมาต้อนรับคนที่สถานี แค่ปีเดียวเกิดการก่อรายได้ให้แก่ชุมชนถึงราว 1.1 พันล้านเยน หรือราวๆ 30 ล้านบาททีเดียวค่ะ

ดังนั้นในปี 2007 ทามะเลยได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากบริษัทรถไฟให้เป็น Station Master หรือ นายสถานี และออกข่าวไปทั่ว ซึ่งยิ่งทำให้ผู้คนหลั่งไหลมาเยือน



http://edition.cnn.com/travel/...

สร้างผลงานโดดเด่นขนาดนี้ ในปี 2008 ทามะเลยได้รับการเลื่อนตำแหน่งจากแค่ Station Master เป็น Super Station Master กันเลยทีเดียว พิธีแต่งตั้งนั้น ประธานบริษัทและ นายกเทศมนตรี มาร่วมพิธีด้วยนะคะ 

นับว่าทามะมีความเจริญในหน้าที่การงานดีจริงๆ มีออฟฟิศแสนสบายเป็นของตัวเอง และมีผู้ช่วยอีกสองตัว มีวันหยุด มีเงินเดือนซึ่งก็เป็นค่าอาหารแมวนั่นเอง

เมื่อมีทามะทำหน้าที่เป็นนายสถานีชั้นยอด ออกสื่อ ชื่อเสียงระบือไกล คนญี่ปุ่นในที่ไกลๆและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกก็ยังดั้นด้นมาเพื่อจะได้พบทามะ (รวมทั้งคณะของเรา)

ในปี 2010 ทางบริษัทเลยมอบตำแหน่งให้อีกตำแหน่งคือ Operating Officer ในฐานะที่ช่วยขยายฐานลูกค้าให้บริษัท และตำแหน่งขึ้นถึง Vice President หรือ รองประธาน เชียวค่ะนับเป็นแมวตัวแรกที่ได้อยู่ในระดับบริหารของบริษัท

คงจะมีญี่ปุ่นที่เดียวในโลกที่ทำแบบนี้นะคะ และคนญี่ปุ่นเองก็รู้สึกปลื้มเปรมมากเหลือเกินกับเจ้าเหมียวทามะ

ปี 2015 เจ้าเหมียวทามะ ก็หมดอายุขัย พิธีศพเธอมีคนมาร่วมไว้อาลัยถึง 3000 คนและประธานบริษัทตลอดจนระดับบริหารของ Wakayama Electric Railway ก็มาในพิธีไว้อาลัย เป็นข่าวทั่วโลกค่ะ

***

มีการสร้าง Tama Museum และ Tama Shrine  หรือศาลเจ้าแมวทามะ ในบริเวณสถานี Kishi หลังความตายเธอได้เป็นขั้นเทพเลยค่ะ ชื่อสมกับความดีที่กอบกู้ฟื้นชีวิตให้สถานีและชุมชน คือเป็น 

Honorable Eternal Stationmaster’ นายสถานีผู้ทรงเกียรติชั่วนิรันดร์

 

ดังนั้นหลังจากเสร็จพิธีไว้อาลัยก็มีการแต่งตั้งเหมียวตัวใหม่ให้มาดำรงตำแหน่งนายสถานี เขาก็ต้องเลือกแมวพันธุ์เดียวกันที่มีลักษณะคล้ายทามะ และต้องผ่านการฝึกกันก่อน โดยแมวที่จะมาดำรงตำแหน่งต้องแสดงให้เห็นว่ามีท่าทีผ่อนคลายในระหว่างการทำงานท่ามกลางผู้คน และต้องเต็มใจที่จะใส่หมวก และแต่งตัว  

ในที่สุดก็คัดเลือกได้ ‘Tama the 2nd Stationmaster’  ตั้งชื่อเรียกว่า Nitama ซึ่งหากแปลก็คือ ทามะที่สอง นั่นเองค่ะ (Ni แปลว่า 2 )


Nitama รับตำแหน่งอย่างเอาจริงเอาจัง

 คณะเราได้เห็นการทำงานของ นิทามะ แล้วก็ต้องชมว่าเธอได้รับการอบรมมาดี ไม่มีท่าทีรำคาญผู้คนที่มาห้อมล้อมออฟฟิศเธอแม้แต่น้อย ทว่านอนหลับสำราญใจ นานๆก็ลืมตากวาดดูสถานการณ์สักครั้งหนึ่งแล้วนอนต่อ

เด็กๆจะสนุกสนานกับการได้ถ่ายรูปกับนิทามะและพรอพอื่นๆที่ทำไว้ในบริเวณสถานี ที่จริงก็เป็นการปลูกฝังให้เด็กรักสัตว์ มีความเมตตาสัตว์ และหากโตหน่อยก็ยังอาจสอนเรื่องความเกื้อกูล การรู้คุณ การตอบแทนคุณ

คนในชุมชนเขายกย่องทามะว่าเหมือนเทพมาโปรด มาช่วยเขาให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ใช่คิดว่าแมวเป็นแค่จุดขายทำเงิน

เกิดมาเป็นแมวยังได้ทำประโยชน์ปานนี้ บางคนอุตส่าห์ได้เกิดเป็นคน นอกจากไม่ได้ทำประโยชน์แล้วยังเป็นพิษภัยต่อสังคม มีสำนวนหนึ่งที่ผู้เขียนเคยได้ยินและเห็นด้วยคือ “ลมหายใจของคนบาปก็ทำให้โลกเดือดร้อนได้”

วันที่เราไปเยือนสถานีKishi อากาศสดใสค่ะ ออกมาถ่ายรูปอาคารสถานีทีทำเป็นรูปร่างแมว และใช้การมุงหลังคาด้วยหญ้าหนาแบบโบราณ แสนจะเป็นญี่ปุ่นน่าชมมากค่ะ

 Tama Museum  อยู่ในอาคารนี้ค่ะ แทบทุกอย่างเบ็ดเสร็จอยู่รอบ/ในสถานี Kishi

ส่วนมากหนุ่มสาว ครอบครัวที่มาสถานีนี้ก็มักไปเยือนวัดใกล้ๆและไปเก็บสตรอเบอรี่ที่ฟาร์มผลไม้ไม่ไกล (แถบวากายาม่านี่เขามีชื่อเรื่องเป็นอาณาจักรแห่งผลไม้ ปลูกผลไม้หลากหลาย ทั้งสตรอเบอรี่ ส้ม ลูกพลับ และที่ขึ้นชื่อมากคือ ลูกพลัม ที่เอาไปทำบ๊วย และ เหล้าบ๊วย เป็นของฝากขึ้นชื่อค่ะ)

พวกเราคิดว่าหากไปเก็บสตรอเบอรี่คงมีคุณหลานสาวคนเดียวที่จะสนุกและคุ้มเงินที่จ่าย เพราะป้าๆนั้นให้ไปเก็บและทานในเวลาจำกัดคงแย่ เอาแค่ซื้อที่เขาเพิ่งเก็บมาสดใหม่ 2 แพ็คก็เรียกว่าทานกันจนเกือบเอือม และไม่ต้องเดินไปอีกไกลเพื่อไปฟาร์มสตรอเบอรี่

 รองท้องด้วยทาโกยากิร้อนๆ และ สตรอเบอรี่สดๆหอมหวานฉ่ำ แม้ลูกไม่โตนักแต่อร่อยมาก

ก่อนกลับคิดว่าน่าจะเดินสำรวจชุมชนใกล้ๆสถานีสักนิด มีคุณลุงเข้ามาสนทนาด้วย ท่าทางจะเป็นอาสาสมัคร พอเราบอกจะเดินเล่นสักนิด แกว่าจะพาไปค่ะ ที่จริงสงสารมากเลย แกเดินแบบขามีปัญหาเล็กน้อย แต่ด้วยใจที่เกินร้อย เราคิดว่าหากยินดีให้แกได้ทำงาน แกคงจะรู้สึกดี มีคุณค่า ไปกันค่ะ

แม่น้ำตอนนี้แห้ง มีกลุ่มคนลงไปนั่งปิกนิกน่าสบายอารมณ์

ตามตรอกซอยบ้านเรือนเล็กๆ เงียบมากจริงๆค่ะ เราเดินไม่ไกลมากเพราะสงสารคุณลุง

เดินเป็นวงกลมกลับมาที่สถานี ได้เวลากลับเข้า Wakayama City หาอาหารกลางวันทานและตั้งใจไปเดินเล่นที่ Wakayama Castle นิดหน่อยก่อนกลับเข้า โอซาก้า

ขากลับ ได้นั่งรถไฟขบวนสตรอเบอรี่ Ichigo Train ไม่มีอะไรโดดเด่นนักค่ะ

วันนี้ใช้เวลาได้ดี สบายใจ พบเห็นเรื่องดีๆ ผู้คนที่น่ารัก และ นายสถานีที่เป็นแมว หนึ่งเดียวในโลก เป็นอีกวันที่จะอยู่ในความทรงจำสุขใจค่ะ


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน K-creation



ความเห็น (2)

คนญี่ปุ่นรู้จักค้นหาสิ่งดี ๆ ให้เป็นประโยชน์นะคะ เจ้าแมว Tama นี่สุดยอดจริง ๆ

ท่องเที่ยวสนุกสนาน อ นุช เล่าเรื่องญี่ปุ่นน่าสนใจมาก อยากไปจัง