ความไม่ประมาท

ดร.ถวิล  อรัญเวศ
รอง ผอ.สพป.นครราชสีมา เขต ๔

บทนำ

        ในการก่อสร้างอาคารจำเป็นต้องมีเสาเข็มเป็นหลักค้ำจุนตัวอาคารไว้ฉันใด
ในการสร้างความดีทุกชนิดก็จำเป็นต้องมีความไม่ประมาทเป็นแกนหลักรองรับฉันนั้น

        พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงหลักธรรมไว้มากมายถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์  
และหลักธรรมต่างๆ เหล่านั้น  นั้นล้วนมีประโยชน์ทั้งสิ้น  ถ้าหากบุคคลรู้จักนำ
หลักธรรมนั้น ๆ  มาปฏิบัติในชีวิตประจำวัน  มิใช่เพียงสักว่าแต่จดจำหรือท่องบ่น  
แต่หลักธรรมทั้งหมดนั้นต้องอาศัยหลักธรรมพื้นฐานคือ  ความไม่ประมาท  
เพราะความไม่ประมาทนั้นจะทำให้บุคคลมีความเพียรพยายามศึกษาและ
ปฏิบัติธรรมอื่น ๆ  อย่างสม่ำเสมอ  ความไม่ประมาทนี้พระพุทธเจ้าได้
ตรัสเปรียบเทียบไว้ในพระไตรปิฎกสังยุตตนิกาย  เล่ม  ๑๕  หน้า ๑๒๒  ว่า 

        
          “รอยเท้าสัตว์ทั้งหลาย ที่สัญจรไปบนแผ่นดิน
ชนิดใด ชนิดหนึ่ง
    
รอยเท้าเหล่านั้น ทั้งหมด   ย่อมถึงการรวมลงในรอยเท้าช้าง          
รอยเท้าช้าง ย่อมกล่าวกันว่า เป็นเลิศกว่ารอยเท้าเหล่านั้น          
เพราะเป็นของใหญ่ ข้อนี้อุปมาฉันใด.......
         
ธรรมชาติอย่างหนึ่งที่ยึดไว้ได้ซึ่งประโยชน์ทั้ง  ๒  คือ          
ประโยชน์ภพนี้ และประโยชน์ภพหน้าคือ  ความไม่ประมาท

 

          ความไม่ประมาท คือการมีสติ  ระลึกได้อยู่ว่า  
ปัจจุบันตนเองกระทำอะไรอยู่  ทำแล้วจะเกิดผลอย่างไร  
ทำในสิ่งที่ควรกระทำหรือไม่   รวมทั้งความรอบคอบ  
ระมัดระวังในสิ่งที่กระทำอยู่ให้เป็นไปในทางที่ควรอยู่เสมอ  
ซึ่งตรงกันข้ามกับความประมาท   คือความชะล่าใจ  
การขาดความระมัดระวัง  การไม่ทำความดีติดต่อกัน  
จึงมักกล่าวกันว่า  “ความประมาทคือหนทางแห่งความตาย”           
ในอดีตพระพุทธเจ้าทรงเห็นภัยแห่งความประมาทนี้ จึงได้ชี้ทาง
อันเป็นมงคลชีวิตที่สำคัญ  คือ  ความไม่ประมาทอันทำให้
บุคคลรู้และระลึกได้ถึงสิ่งที่ควรกระทำของตน  เพื่อความสุข
แห่งตนดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้  ในพระไตรปิฎก  
ขุททกกาย  เล่ม  ๒๕  หน้า  ๑๖  ว่า…        

ความไม่ประมาท เป็นทางเครื่องถึงอมตนิพพาน         
ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย....

        ชนเหล่าใดประมาทแล้ว  ย่อมเป็นเหมือนคนตายแล้ว       
บัณฑิตทั้งหลาย  ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท  ...
หาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้
       
ยศย่อมเจริญแก่บุคคลผู้มีความหมั่น   มีสติมีการงานที่สะอาด        
ผู้ใคร่ครวญแล้วจึงทำ  ผู้สร้างระวัง  ผู้สำรวมระวัง  
ผู้เป็นอยู่โดยธรรม  และผู้ไม่ประมาท”
      

นักปราชญ์ได้ยกย่องความไม่ประมาทนี้ว่าเป็นที่รวมแห่ง
พระพุทธพจน์ทั้งหมด ทั้งนี้เพราะความไม่ประมาทเป็นพื้นฐาน
ให้บุคคลมีความเพียรพยายาม  ศึกษาและปฏิบัติธรรมอื่น ๆ  อย่าง

สม่ำเสมอ  ความไม่ประมาทแบ่งได้เป็น  ๔ ประการ คือ      
         ๑. การระมัดระวังที่จะไม่ประพฤติผิดทางกาย      
         ๒. การระมัดระวังที่จะไม่ประพฤติผิดทางวาจาหรือคำพูด      
         ๓. การระมัดระวังที่จะไม่ประพฤติผิดทางใจหรือด้วยใจคิด      
         ๔. ไม่ประมาทในความชั่วเพราะมองเห็นว่าเป็นสิ่งเล็ก ๆ  น้อย ๆ  
ไม่สำคัญแล้ว กระทำลงไปเพราะสิ่งเล็กน้อยอาจเป็นชนวนให้เกิดเรื่องใหญ่ได้  
เช่น การพูดล้อเล่นก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาท  เป็นต้น         
           บุคคลจึงไม่ควรประมาท  เพื่อความสุขของตนเองในอนาคต
ทั้งที่มีชีวิตอยู่และหลังจากสิ้นชีวิตไปแล้ว  เพราะเราไม่สามารถที่
จะรู้ได้ว่าพรุ่งนี้เราจะมีชีวิตอยู่ต่อได้อย่างปกติหรือไม่
อนาคตเราจะเจ็บป่วยหรือไม่

 

ความไม่ประมาทคืออะไร ?

            ความไม่ประมาท คือการที่เรามีสติกำกับตัวอยู่เสมอ
ไม่ว่าจะคิด จะพูด จะทำสิ่งใดๆ ก็ตาม ไม่ยอมถลำลงไปในทางที่เสื่อม
และไม่ยอมพลาดโอกาสในการทำความดี ตระหนักดีถึงสิ่งที่ต้องทำ
ถึงกรรมที่ต้องเว้น ใส่ใจสำนึกอยู่เสมอในหน้าที่ ไม่ปล่อยปละละเลย
กระทำอย่างจริงจังและดำเนินรุดหน้าตลอดเวลา สม่ำเสมอ

           ความไม่ประมาทเป็นคุณธรรมที่สำคัญยิ่ง กล่าวได้ว่าคำสอน
ในพระพุทธศาสนาทั้งหมด เมื่อสรุปแล้วก็คือคำสอนให้เราไม่ประมาท
ดังจะเห็นได้จากปัจฉิมโอวาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ

         “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เรา
จะเตือนท่านทั้งหลาย
สังขารทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง
มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา 
ขอท่านทั้งหลายจงยังความ
ไม่ประมาทให้ถึงพร้อมด้วยเถิด”

(มหาปรินิพพานสูตร)  ที. ม. ๑๐/๑๔๓/๑๘๐

 

ไม่ประมาทในทางโลกและทางธรรม

             ความไม่ประมาทในทางโลก ซึ่งจะขอวิเคราะห์ ๔ เรื่องคือ

            ๑. ความไม่ประมาทเรื่องการขับขี่ยานพาหนะ ทั้งเป็นผู้โดยสารและเป็นผู้ขับขี่

            ๒. ความไม่ประมาทเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิด

            ๓. ความไม่ประมาทเกี่ยวกับโรคเอดส์

            ๔. ความไม่ประมาทอื่น ๆ การศึกษาเล่าเรียน การทำมาหาเลี้ยงชีพ
โดยสุจริตการทำการงานไม่ผัดวันประกันพรุ่ง ฯลฯ

            ความไม่ประมาทในธรรม

            คำว่า “ธรรม” ในที่นี้หมายถึง คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
หมายถึงต้นเหตุ  ข้อธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกข้อ ถ้าดูให้ดีแล้วล้วน
แต่เป็นคำบอกเหตุทั้งสิ้นคือ บอกว่าถ้าทำเหตุอย่างนี้แล้วจะเกิดผลอย่างนั้น
เช่น ความขยันหมั่นเพียรเป็นเหตุให้เกิดความเจริญ ความเกียจคร้าน
เป็นเหตุให้เกิดความเสื่อม

            ดังนั้น ไม่ประมาทในธรรม
จึงหมายถึงไม่ประมาทในเหตุ
ให้มีสติรอบคอบ  ตั้งใจทำเหตุที่ดีอย่างเต็มที่ 
เพื่อให้บังเกิดผลดีตามมานั่นเอง

 ลักษณะของผู้ที่ยังประมาทอยู่

            ๑. พวกกุสีตะ คือพวกไม่ทำเหตุดี แต่จะเอาผลดี
เป็นพวกเกียจคร้าน เช่น เวลาเรียนไม่ตั้งใจเรียนแต่อยากสอบได้
งานการไม่ทำ แต่ความดีความชอบจะเอา ไม่ทำประโยชน์แก่ใคร
แต่อยากให้คนทั้งหลายนิยมชมชอบทานศีลภาวนาไม่ปฏิบัติ 
แต่อยากไปสวรรค์ไปนิพพาน ฯลฯ

            ๒. พวกทุจริตะ คือพวกทำเหตุเสียแต่จะเอาผลดี
เป็นพวกทำอะไรตามอำเภอใจ แต่อยากได้ผลดี เช่น
ทำงานเหลวใหลเสียหาย แต่พอถึงเวลาพิจารณาผลงาน
อยากได้เงินเดือนเพิ่ม ๒ ขั้น  ปากเสียเที่ยวด่าว่าชาวบ้านทั่วเมือง 
แต่อยากให้ทุกคนรักตัว ฯลฯ

            ๓. พวกสิถิละ คือพวกทำเหตุดีเล็กน้อยแต่จะเอาผลดีมากๆ
เป็นพวกค้ากำไรเกินควร  เช่น จุดธูป ๓ ดอกบูชาพระ แต่จะเอาสวรรค์วิมาน
มีนางฟ้าเทวดาคอยรับใช้นับหมื่นนับแสน  อ่านหนังสือแค่ ๑ ชั่วโมง 
แต่จะเอาที่ ๑ ในชั้น  เลี้ยงข้าวเขาจานหนึ่ง  แต่จะให้เขาจงรักภักดีต่อตัวไปจนตาย

            รวมความแล้วผู้ที่ยังประมาทอยู่มี ๓ จำพวก 
คือพวกไม่ทำเหตุดีแต่จะเอาผลดี พวกทำเหตุเลวแต่จะเอาผลดี
พวกทำเหตุน้อยแต่จะเอาผลมาก ส่วนผู้ไม่ประมาทในธรรม 
มีคุณสมบัติตรงข้ามกับคน ๓ จำพวกดังกล่าว  คือจะต้อง
ไม่เป็นคนดูเบาในการทำเหตุ ต้องทำแต่เหตุที่ดี
ทำให้เต็มที่ และทำให้สมผล ผู้ที่ไม่ประมาททุกคนจะต้องมีสติอยู่เสมอ

 

สิ่งที่ไม่ควรประมาทอย่างยิ่ง

๑.  ไม่ประมาทในเวลา

     คือการมีสติเตือนตนอยู่เสมอว่า
“วันคืนล่วงไปๆ บัดนี้เรากำลังทำอะไรอยู่”
อย่ามัวเมาทำในสิ่งไร้สาระ เช่น เล่นไพ่ คุยโม้ ดูแฟชั่น
ให้เร่งรีบทำงานให้เต็มที่แข่งกับเวลา เพราะเวลามีน้อย
เมื่อกลืนกินชีวิตไปแล้วก็เรียกกลับคืนไม่ได้

๒. ไม่ประมาทในวัย

คือการมีสติเตือนตนอยู่เสมอว่า อย่าคิดว่าตัวยังเป็น เด็กอยู่ 
จึงเที่ยวเล่นเพลิดเพลินไปวันๆ หนึ่ง 
เพราะถ้านับอายุตั้งแต่ชาติแรกๆ จนถึงบัดนี้ 
แต่ละคนต่างมีอายุคนละหลายกัปป์แล้ว

๓. ไม่ประมาทในความไม่มีโรค 

คือการมีสติเตือนตนอยู่เสมอว่า  อย่าคิดว่าเรา
จะแข็งแรงอยู่อย่างนี้ตลอดไป  ถ้ากรรมชั่วในอดีต
ตามมาทันอาจป่วยเป็นโรค ไม่สบายเมื่อไรก็ได้
เพราะฉะนั้นในขณะที่สุขภาพยังดีอยู่นี้
ต้องรีบขวนขวายสร้างความดีให้เต็มที่

๔. ไม่ประมาทในชีวิต

มีสติเตือนตนอยู่เสมอว่า อย่าคิดว่าเรายังมีชีวิตอยู่สุขสบายดี 
เราจะยังมีชีวิตอยู่อีกนาน  เพราะจริงๆ แล้วเราอาจจะตายเมื่อไรก็ได้ 
มัจจุราชไม่มีเครื่องหมายนำหน้า  จึงเร่งรีบขวนขวายในการละความชั่ว
สร้างความดีและทำจิตใจให้ผ่องใสอย่างเต็มที่ ทุกรูปแบบ ทุกโอกาส

๕.  ไม่ประมาทในการงาน

คือการมีสติเตือนตนอยู่เสมอว่าจะทำงานทุกอย่างที่มาถึงมือให้ดีที่สุด
ทำอย่างทุ่มเทไม่ออมมือ ทำงานไม่ให้คั่งค้าง ไม่ท้อถอย ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง

๖.  ไม่ประมาทในการศึกษา

คือการมีสติเตือนตนอยู่เสมอว่า จะขวนขวายหาความรู้อย่างเต็มที่
อะไรที่ควรอ่านควรท่องก็จะรีบอ่านรีบท่องโดยไม่แชเชือน
ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของการศึกษาหาความรู้
ซึ่งจะเป็นกุญแจไขปัญหาชีวิต    

๗.  ไม่ประมาทในการปฏิบัติธรรม

     มีสติเตือนตนอยู่เสมอว่า จะปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอไม่ย่อท้อ
โดยเริ่มตั้งแต่บัดนี้ไม่ใช่รอจนแก่ค่อยเข้าวัด จะฟังเทศน์ก็หูตึงฟังไม่ถนัด
จะนั่งสมาธิก็ปวดเมื่อยขัดยอกไปหมด ลุกก็โอย นั่งก็โอย เมื่อระลึกได้
เช่นนี้จึงมีความเพียรใส่ใจในการปฏิบัติธรรม เพราะทราบดีว่า
การปฏิบัติธรรมนั้น ทำให้เกิดความสุขแก่ตนทั้งโลกนี้และโลกหน้า
และเป็นวิธีการเดียวเท่านั้นที่ทำให้เราสามารถบรรลุเป้าหมาย
อันสูงสุดแห่งชีวิต คือนิพพาน

 

อานิสงส์การไม่ประมาทในธรรม

            ๑. ทำให้ได้รับมหากุศล

            ๒. ทำให้ได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ตายสมดังพุทธวจนะ

            ๓. ทำให้ไม่ตกไปสู่อบายภูมิ

            ๔. ทำให้คลายจากความทุกข์

            ๕. ทำให้เพลิดเพลิน ไม่เบื่อหน่ายในการสร้างความดี

            ๖. ย่อมมีสติอันเป็นทางมาแห่งการสร้างกุศลอื่นๆ

            ๗. ย่อมได้รับความสุขในการดำรงชีพ

            ๘. เป็นผู้ตื่นตัว ไม่เพิกเฉยละเลยในการสร้างความดี

            ๙. ความชั่วความไม่ดีต่างๆ ย่อมสูญสิ้นไปโดยเร็ว

ฯลฯ

พุทธภาษิต

“ปมาโท มจฺจุโน ปทํ   ความประมาท เป็นทางแห่งความตาย    อปฺปมาโท อมตํ ปทํ

ความไม่ประมาท เป็นทางอมตะ” ขุ. ธ. ๒๕/๑๒/๑๘

 “เวลาใด บัณฑิตป้องกันความประมาทด้วยความไม่ประมาท
เมื่อนั้น เขานับว่าได้ขึ้นสู่ปราสาท คือปัญญาไร้ความเศร้าโศก
สามารถมองเห็นประชาชนผู้โง่เขลา ผู้ยังต้องเศร้าโศกอยู่เสมือน
คนยืนอยู่บนยอดเขามองลงมาเห็นฝูงชน ที่ยืนอยู่บนพื้นดินฉะนั้น”   
ขุ. ธ. ๒๕/๑๒/๑๘

 

บทสรุป

           คนเราเกิดมาแล้ว ย่อมดำเนินไปตามพรหมลิขิตของตนเอง
ต้องมีพรแสวงมากกว่าพรสวรรค์ต้องมุ่งมั่นในการปฏิบัติตนในขณะที่มีชีวิตอยู่
ด้วยการสร้างคุณงามความดี สร้างประโยชน์ให้กับตนเอง ครอบครัวสังคม
และประเทศชาติ  การสูญสลายของชีวิตย่อมเป็นไปตามวัยอันควร
ไม่พรากจากกันเมื่อวัยยังอ่อนเยาว์ เกิดมายังไม่ได้ทำอะไรเลย
แต่ต้องกลับมาเสียชีวิตด้วยความประมาท ไม่สนุกสนานกับความสุข
ทางกาย ทางสัมผัสชั่วครั้งชั่วคราว แต่ต้องกลับทุกข์กายทุกข์ใจ
ไปตลอดชีวิต กลับใจเสียใหม่ ตั้งสติให้ดี อย่าทำให้จิตใจฟุ้งซ่าน
รักษากายและใจให้เข้มแข็ง ปฏิบัติชีวิตในสิ่งที่ดีงาม
มีสติตลอดเวลาเมื่อยามตื่น ระลึกนึกถึงความผิดชอบชั่วดี
กระตุ้นเตือน คิด พูดและทำในสิ่ง
ที่ถูกต้อง ไม่ลืมตัวทำในสิ่งที่ผิดทำนองคลองธรรม
รักษากายวาจาใจด้วยคำสอนของ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 
ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง ดังคำกลอนว่า


    “อย่าริหัด ผัดวันประกันพรุ่ง               
       ว่าเริ่มรุ่ง เราจะสู้มิรู้ถอย
          ผลวันหน้า อย่าหวังเพียงแต่คอย           
           อย่ายอมปล่อยเวลาล่วงไปฟรี
            จงรีบหมั่น ขยันไว้แต่เดี๋ยวนี้                
              เพื่อโชคดี มีชัย ในวันหน้า
               วันนี้เราเหน็ดเหนื่อย เมื่อยกายา           
                 แต่วันหน้า เราคงพบโชค ประสบชัย”

          ขอความสุขสวัสดี จงมีแด่ทุกท่าน นะครับ

 

---------------------------------

 

 

 

 

แหล่งข้อมูลที่ควรศึกษาเพิ่มเติม

เว็บไซต์ :

www.whatami.net

http://www.scppk.com

http://www.manager.co.th/Daily...

http://www.whatami.net/lum/lum...

http://oknation.nationtv.tv/bl...

https://www.gotoknow.org/posts...