บทความเรื่อง Research experience is not just for students เขียนโดย Melissa McCartney ลงในคอลัมน์ Editor's Choice ของวารสาร Science ฉบับวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๖๐ นำผมไปสู่รายงานผลการวิจัยฉบับเต็มเรื่อง Why Work with undergraduate Researchers? Differences in Research Advisors' Motivations and Outcomes by Career Stage
ทำให้คนแก่อย่างผมได้ย้อนกลับไปสะท้อนคิดถึงขั้นตอนการเรียนรู้จากการทำงานของตนเอง ในช่วงเริ่มต้นอาชีพ อาจารย์มหาวิทยาลัย และได้รับประโยชน์จากการที่ผู้บริหารของศิริราชกำหนดให้ นศพ. ปี ๒ (เดี๋ยวนี้เรียกปี ๔) ต้องฝึกทำวิจัย และผมได้มีโอกาสเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา เป็นการเรียนรู้ที่ดีทั้งของนักศึกษาและอาจารย์
อ่านรายงานผลการวิจัยเรื่องนี้แล้ว ผมได้เห็นภาพระบบอุดมศึกษาอเมริกัน ที่เขาพยายามทำหน้าที่สร้างความ เข้มแข็งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้แก่ประเทศ ด้วยการส่งเสริมให้คนเข้าเรียนระดับบัณฑิตศึกษาในสาขา STEM ให้มากขึ้น และพบว่าการให้ นศ. ระดับปริญญาตรีฝึกทำวิจัย มีส่วนช่วย
เขาประมวลผลดีของการฝึกทำวิจัยต่อนักศึกษาระดับปริญญาตรี ที่ระบุในรายงานผลการวิจัยอื่นๆ ว่า มีผลดีต่อ ชีวิตส่วนตัวและชีวิตในวิชาชีพ, ได้ฝึกทักษะวิจัย, ได้มองเห็นลู่ทางอาชีพในอนาคต, ช่วยปูทางสู่อาชีพและการศึกษาต่อ ระดับบัณฑิตศึกษา, ช่วยฝึกการคิดและปฏิบัติในแนวของนักวิทยาศาสตร์, ช่วยเพิ่มคนเข้าสู่อาชีพด้าน STEM, และทำให้เมื่อได้ทำหน้าที่อาจารย์ที่ปรึกษาวิจัยแก่นักศึกษาระดับปริญญาตรีในภายหลัง ก็มีความพึงพอใจ
แต่การส่งเสริมการวิจัยระดับปริญญาตรี นำไปสู่ความต้องการอาจารย์ที่ปรึกษาวิจัย เขาจึงทำวิจัยชิ้นนี้ เพื่อหาข้อมูลว่ามีแรงจูงใจอะไรบ้างที่ทำให้คนอยากเป็นที่ปรึกษาวิจัยแก่นักศึกษาระดับปริญาตรี
ที่จริงหากคิดตามแนวของ Learning Pyramid การทำหน้าที่สอนผู้อื่น เป็นการเรียนรู้ที่ดีที่สุด
วิจารณ์ พานิช
๑๕ พ.ค. ๖๐
ห้อง ๕๓๐ โรงแรม Royal Plaza, Montreux, Switzerland
เห็นด้วยกับที่อาจารย์เขียนมากครับ
ผมได้อะไรเยอะมากขึ้นจากการที่ได้ทำวิจัยกับนักศึกษา โดยที่เราไม่ได้ใส่ความคิดของเราเป็นหลักแต่ได้แชร์ความรู้กับนักศึกษาให้นักศึกษาเป็นเพื่อนร่วมวิจัย เราได้ไอเดียใหม่ๆ ของมุมมองของนักศึกษามาก นำมาพัฒนาต่อในงานวิจัยของเรา จากนั้นนำไปใช้พัฒนาการเรียนการอสอนและนำสู่สังคมได้อีกทอดหนึ่ง