ถอดประสบการณ์สู่แนวทางการพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม

เมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๐ ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสเป็นวิทยากรจัดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การพัฒนานโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วมของเวทีภาคอีสาน



จากเวทีดังกล่าวได้เกิดข้อคิดมากมายที่ถอดจากประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมทั้ง ๒๐ จังหวัดภาคอีสาน ทั้งในส่วนกระบวนการพัฒนานโยบาย (ขาขึ้น) การขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ (ขาเคลื่อน) และการประเมินนโยบายผล (ขาประเมิน) ซึ่งหากขาดการบันทึกข้อมูลและนำสิ่งที่ได้ไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการทำงานจริง เวทีดังกล่าวก็ไม่ต่างจากการจัดกิจกรรมแล้วจบไป ผมในฐานนะวิทยากรผู้จัดกระบวนการจึงอาสาสรุปประเด็นสำคัญเผื่อว่าผู้ที่สนใจจะสามารถนำข้อคิดไปใช้ประโยชน์ในการทำงานนโยบายสาธารณะในระดับพื้นที่ได้


การพัฒนานโยบายสาธารณะ (ขาขึ้น)


๑.    ข้อเสนอในการพัฒนานโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม ควรจะต้องมาจากระดับพื้นที่ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ (Bottom-up approach) อาจเป็นระดับชุมชน หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ สู่ระดับจังหวัด ทั้งนี้ตามแต่ศักยภาพของแต่ละจังหวัด การพัฒนาข้อเสนอจากระดับพื้นที่เล็กๆ ขึ้นมาสู่ระดับบน จะทำให้ประเด็นนโยบายสาธารณะมีที่มาและสามารถตอบสนองความจำเป็นต้องการที่แท้จริงของพื้นที่ได้

๒.    กรคัดเลือกประเด็นเพื่อพัฒนาเป็นนโยบายสาธารณะจำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์พิจารณา (Criteria) ทั้งมิติความสำคัญ ความเร่งด่วน และที่สำคัญคือมิติความเป็นไปได้ที่จะนำนโยบายแปลงไปสู่การปฏิบัติ

๓.    การวิเคราะห์และคัดเลือกภาคีร่วมทำงานต้องไม่มีอคติ ไม่ลำเอียง ไม่ทำงานเฉพาะกลุ่มก้อนของตนเอง ต้องเปิดใจกว้าง เรียนรู้กันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานกับภาคส่วนที่แตกต่างกัน เช่น ภาครัฐกับภาคประชาชน ต้องลดอคติ เรียนรู้เขา เรียนรู้เรา ทั้งในด้านศักยภาพ ข้อจำกัด และวิธีคิดของแต่ละภาคส่วน เพื่อให้สามารถสานพลัง (Synergy) ทำงานร่วมกันตามแนวคิดนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วมได้ (Participatory public policy)

๔.    คณะทำงานทั้งหมดต้องมีความเข้าใจและเป้าหมายร่วมกันในการพัฒนานโยบายสาธารณะ (Shared vision) และร่วมกันดำเนินการด้วยความละเมียดละไม คิดวิเคราะห์ให้รอบด้านลุ่มลึก เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการดำเนินงาน ไม่ควรรีบดำเนินการเพียงเพื่อให้เสร็จสิ้นตามแผนกิจกรรมที่กำหนดไว้

๕.    ในการพัฒนาประเด็นที่มีความสุ่มเสี่ยงต่อความขัดแย้ง หรือ ประเด็นร้อน ควรหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า แต่อาจใช้กลยุทธ์เอาน้ำเย็นมาล่อ หมายถึง ใช้ประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้องและเป็นประเด็นเย็นเพื่อให้เกิดการปรึกษาหารือร่วมกันอย่างเป็นมิตร


การขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ (ขาเคลื่อน)


๑.    เจ้าภาพอค์กรที่จะร่วมขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติจำเป็นต้องมีส่วนร่วมตั้งแต่กระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะ (ขาขึ้น) ตั้งแต่แรก เพื่อให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ (Sense of belonging) ไม่ใช่เพียงให้ความร่วมมือและมีส่วนร่วมในการแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติเท่านั้น และต้องทำให้ทุกฝ่ายเห็นว่าจะได้ประโยชน์ร่วมกันจากนโยบายสาธารณะอย่างไร (Win-win Strategy)

๒.    กลุ่มแกนนำในการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติต้องมีความเข้มแข็ง เข้าใจเป้าหมายร่วม รู้ใจในการทำงาน (Teamwork) เปรียบเสมือนรถยนต์ที่ทุกชิ้นส่วนทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่เพียงชิ้นส่วนรถยนต์ที่นำมาประกอบเข้าด้วยกันแต่ไม่เคยจูนเครื่องยนต์ หรือประกอบแล้วขับเคลื่อนไม่ได้

๓.    ในการแสวงหาเครือข่ายขับเคลื่อนอยู่เสมอ แม้ว่าในข้อเสนอเชิงนโยบายจะไม่ได้ระบุถึงบางกลุ่มองค์กรไว้ หรือ ภาคีบางส่วนไม่ได้เริ่มมาตั้งแต่ต้น แต่กระบวนการนโยบายสาธารณะต้องเปิดกว้างพร้อมรับความคิดเห็นและเปิดช่องทางให้เพื่อนใหม่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานร่วมกันด้วยจิตสำนึกสาธารณะอยู่เสมอ ดังความหมายของคำว่า “สมัชชา” ซึ่งหมายถึง การมาร่วมกัน ไม่ใช่การกีดกันออก (Inclusive, not exclusive concept) และที่สำคัญภาคีทุกฝ่ายต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน ใช้พลังแห่งการยกย่องชื่นชมให้เกิดพลังบวกในการทำงาน (Appreciative inquiry)

๔.    ต้องมีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน วัดผลได้ (Measurable) เพื่อให้รู้ว่านโยบายที่ดำเนินการนั้นสำเร็จหรือไม่

๕.    การขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ ไม่จำเป็นต้องรอให้มีการประกาศนโยบาย หรือรอให้เสร็จขั้นตอนของขาขึ้น แต่สามารถดำเนินการแบบคู่ขนานกันไปได้ (Parallel) หากภาคีที่เกี่ยวข้องได้ปรึกษาหารือและมีความพร้อมที่จะดำเนินการร่วมกันทันที

๖.    ต้องทำให้เรื่องยากเป็นเรื่องง่าย ในขั้นตอนการพัฒนานโยบายสาธารณะส่วนใหญ่จะมีเนื้อหาและกระบวนการที่ซับซ้อนเต็มไปด้วยหลักและข้อมูลเชิงวิชาการ แต่ในการแปลงสู่การปฏิบัติ ซึ่งต้องดำเนินการกับคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ควรต้องแปลงเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย แปลงศัพท์ทางวิชาการสู่ภาษาชาวบ้านให้ทุกคนสามารถเข้าใจร่วมกันได้ง่าย และอาจต้องสร้างรูปธรรม เช่น พื้นที่ต้นแบบ เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจและมีแนวทางในการการแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติมากยิ่งขึ้น

๗.    ตีฆ้องร้องป่าว คือ กลยุทธ์ที่จะช่วยให้สาธารณะเข้าใจและมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติ การดำเนินงานหากขาดการสื่อสารก็จะทำให้ประเด็นนโยบายสาธารณะจำกัดอยู่เพียงวงแคบ ไม่สามารถสร้างผลกระทบตามเป้าประสงค์ของนโยบายสาธารณะได้ นอกจากนี้ ผู้ขับเคลื่อนยังต้องรู้จักเล่นกับสื่อเล่นกับกระแส เมื่อมีกระแสสังคมที่สาธารณชนให้ความสนใจ ก็ต้องหาวิธีการขี่คลื่นเพื่อให้ประเด็นที่ต้องการบรรลุผล เช่น กรณีมติสมัชชาเรื่องการส่งเสริมจักรยานที่ได้รับกระแสของกิจกรรม Bike for dad และ Bike for mom ทำให้การขับเคลื่อนมติสู่การปฏิบัติได้รับการตอบรับเป็นนอย่างดี



การประเมินผลนโยบายสาธารณะ (ขาประเมิน)


๑.     ผู้ทำหน้าที่ประเมินผล ควรเป็นคณะทำงานที่ประกอบด้วยผู้มีส่วนเกี่ยวข้องของประเด็น (Stakeholders) อย่างครอบคลุม ไม่มีอคติเลือกเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเข้ามาเป็นคณะทำงานในการประเมินผล โดยผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่เป็นคณะทำงานทุกคนต้องมีส่วนร่วมกันออกแบบขอบเขต วิธีการ ในการประเมินผลตามตัวชี้วัด รวมถึงต้องสรุปผลการประเมินร่วมกันเพื่อให้เกิดการเรียนรู้และการสะท้อนผลอย่างมีคุณภาพ

๒.     การประเมินผลควรต้องทำในเชิงระบบกล่าวคือต้องประเมินทั้ง Input, process, และ output นับตั้งแต่กระบวนการขาขึ้นจนถึงกระบวนการแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติ โดยต้องมีการกำหนดขอบเขต เป้าหมาย และตัวชี้วัดที่ชัดเจนตั้งแต่แรก

๓.     ก่อนการประเมินผล ควรต้องมีการทบทวนมติ (Review) ว่ามติดังกล่าวได้ก่อให้เกิดมาตรการ แผนงาน หรือการสั่งการใดๆ ในระดับจังหวัด บ้างหรือไม่ และความสำเร็จที่เกิดขึ้นของมาตรการเหล่านั้นเป็นอย่างไร ข้อมูลในส่วนนี้จะเป็นเครื่องชี้วัดผลลัพธ์ (Outcome) ในการขับเคลื่อนมติ

๔.     ตัวอย่างคำถามสำคัญสำหรับการประเมินผล คือ ๑) ได้ทำตามที่ระบุไว้ในโครงการหรือไม่ ๒) ทำแล้วเกิดผลกระทบอย่างไร ๓) Process ที่ดำเนินการส่งผลต่อผลลัพธ์หรือไม่ อย่างไร

๕.     ควรมีการทำแบบแผน/ คู่มือ (Guideline) กลาง เพื่อใช้ในการประเมินผลนโยบายสาธารณะ



พีธากร ศรีบุตรวงษ์

ประมวลสรุป

๒๗/๖/๖๐



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ถอดบทเรียน



ความเห็น (1)

การกีดกัน การไม่เห็นความสำคัญเครือข่ายอื่น การแสดงท่าทีไม่อยากให้เข้าร่วมกระบวนการ เป็นจุดที่ควรปรับ