การเรียนอย่างมีชีวิตชีวา ( Active learning ) ผู้สอนควรคิดหาคำตอบว่า จะสอนผู้เรียนอย่างไร..? จะหยิบอะไรมาสอน..? เมื่อเรียนแล้วผู้เรียนจะรู้สึกอย่างไร..? จะวาดภาพผู้เรียนไปเป็นอะไร..? เมื่อจบไปแล้วเอาไปใช้เลี้ยงชีพได้หรือไม่..? ข้อมูลที่ผู้เรียนควรรู้อยู่ไหนเราต้องบอกให้ชัด

การสอนโดยบรรยายหน้าชั้นเรียนนั้น ผู้เรียนรับได้เต็มที่เพียง 15 นาทีเท่านั้นแล้วลดลงไปจนถึงศูนย์

การสอนกลุ่มใหญ่ควรให้เขาเขียนออกมาจากใจเขาเอง เราต้องวางเงื่อนไขให้เขาเรียนรู้เอง ในห้องเรียนเราต้องให้ผู้เรียนลงมือทำมากกว่านั่งฟังเราพูด วิชาไหนสอนตอนเช้า ๆ เมื่อเข้าสอนเราควรแจกกระดาษให้ผู้เรียนที่มาเรียนคนละแผ่นแล้วแจ้งให้บันทึกก่อนจบคาบเรียนและเก็บส่งเราตอนหมดคาบเรียนแล้วที่ทำอย่างนี้เพราะอะไร..?

เราต้องเปลี่ยนให้ผู้เรียนค้นพบข้อมูล ถ้ารู้มากเราต้องเป็นโค้ชเขาทันที

เกี่ยวกับการศึกษานั้น ถ้าเราสอนอย่างเดียวก็เป็น 1.0

ถ้าเราสอนโดยให้ผู้เรียนค้นหามาก็เป็น 2.0

ถ้าเราให้ผู้เรียนได้สร้างองค์ความรู้ใหม่ขึ้นมาและแชร์ความรู้นั้นก็เป็น 3.0

( ซึ่งไทยยังอยู่จุดนี้ )

ถ้าเราให้ผู้เรียนทำอะไรแล้วได้มาซึ่ง นวัตกรรมใหม่ ๆ นั้นคือ 4.0 ที่รัฐบาลต้องการไปให้ถึงปลายฝันนี้

แต่ นวัตกรรมจะไม่เกิดขึ้นถ้าไร้การสร้างสรรค์ซึ่งต้องมีความรู้ด้วยและทุกวิชาล้วนมีภาษาเป็นของตนเอง ผู้เรียนต้องคิดแบบมีวิจารณญาณ ( Critical thinking ) ซึ่งจะนำมาสู่การตัดสินใจว่า คุณเชื่อหรือไม่ ด้วยเหตุผลมาจากข้อมูลนั้นเอง

กรณีผู้เรียนเยอะควรแบ่งกลุ่มแต่ละคนมีหน้าที่ทำมีรายงานส่ง อาจให้รายงานความก้าวหน้าทุก 2 สัปดาห์ต่อครั้ง

การอ้างอิงในปัจจุบันต้องย่อยสลายกลายเป็นมุมคิดตนแต่อ้างที่มาด้วย การสอนในยุคปัจจุบันไม่ควรคิดสด ต้องวางแผนการสอนเสมอ สิ่งที่เราทำมันออกมาจากความเชื่อของเรา การสอนทุกครั้งควรมีคำถามเด็ด ๆ เสมอ เมื่อจะให้ผู้เรียนออกมานำเสนอต้องระวังคำพูดกระทบความรู้สึกผู้เรียน

พูดผิดเช่น เราชี้ไปที่ผู้เรียนคนหนึ่งแล้วว่า คนที่ตัวอ้วน ๆ ตาเหล่นั้นออกมานำเสนอมุมคิดชิ...X

แต่พูดถูกเช่น เราชี้ไปที่ผู้เรียนคนหนึ่งแล้วว่า คนที่ถือปากกาสีน้ำเงินนั้นมีมุมคิดเห็นอย่างไร ขอเชิญออกมาแสดงความเห็นหน่อยครับ / คะ เป็นต้น.