จริงๆแล้วทุกคนหายใจได้แต่รู้บ้างมั้ยว่า เรายังหายใจกันไม่เป็น มาดูกันว่าชีวิตที่มันยืนยาวกับชีวิตที่สั้น มีลมหายใจต่างกันอย่างไร
       
       
ลองสังเกตดูว่าไม่ว่าจะเป็นนกก็ดี หมูก็ดี หนูก็ดี ปลาก็ดี ไก่ก็ดี หมาก็ดี แมวก็ดีมันจะมีลมหายใจถี่และไม่เป็นจังหวะเข้า-ออกที่สม่ำเสมอ
       
       
ทางวิทยาศาสตร์ถือว่า ลมหายใจที่เข้ามันสูดเอาสิ่งดีๆเข้าไป เพื่อจะปรุงเป็นโลหิต ไปหล่อเลี้ยงร่างกายให้มีพลังการหายใจยาวๆหมายถึง การได้สูดเอาของดีๆ ให้เข้าไปขับไล่ของเสียออกมาจากการหายใจออกในขณะเดียวกันมันก็ทำหน้าที่ปรุงพลังให้กับร่างกาย
       
       
มีเรื่องพิสูจน์ยืนยันได้ว่าการหายใจเข้า-ออก ยาวกว่าคนปกติธรรมดา จะมีชีวิตยืนยาวได้เป็น ๓๐๐-๔๐๐ ปีหรือไม่ตายแม้กระทั่งฝังทั้งเป็น อย่างในประเทศอินเดีย มีโยคีนอกศาสนาเรียนวิชาโยคะวิชาโยคะมี ๓๘ ท่า ในท่าสุดท้ายจะมีวิธีการฝังตัวและหายใจแบบกบ เรียกว่า กบจำศีลมีอาจารย์โยคะท่านหนึ่ง สามารถที่จะฝังตัวเองได้เป็นสิบปีเมื่อถึงเวลาแล้วลูกศิษย์ไปขุดดู ปรากฏว่าอาจารย์ยังสบายดี ไม่ตายทั้งนี้ก็ได้มาจากการหายใจ ความละเอียดอ่อนของลมหายใจและการรู้จักขั้นตอนในการระบายลมเข้าและออก
       
       
ฉะนั้น "ลมหายใจ" นอกจากจะมีประโยชน์ในการให้พลังต่อร่างกายแล้ว มันยังหล่อเลี้ยงให้เรามีชีวิตมีพลังความคิด และมีอำนาจต่างๆเกิดขึ้นมากมาย จากการที่คนหายใจเป็นสัตว์หายใจเป็น
       
       
แต่ผู้ที่หายใจไม่เป็น สัตว์ที่หายใจไม่เป็นเราจะเห็นว่า อายุจะสั้น เช่น แมวตายก่อนหมา หมาตายก่อนควาย ควายตายก่อนวัววัวตายก่อนช้าง ช้างตายก่อนปลาวาฬ อะไรเหล่านี้จะเห็นว่ามันมีการหายใจต่างกัน
       
       
ถ้าถามว่าเกี่ยวกับระบบสรีระด้วยรึเปล่า? เกี่ยวกับปอด เกี่ยวกับถุงลมเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ด้วยรึเปล่า?
       
       
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เกิดขึ้นโดยกรรมพันธุ์อย่างเดียวแต่มันเกิดขึ้นโดยการกระทำด้วยเหมือนกัน เช่นถ้าเราฝึกปรือให้เด็๋กทารกรู้จักหายใจเข้ายาว ออกยาว เป็นจังหวะมันก็สามารถที่จะทำให้เกิดพฤติกรรมทางร่างกายเปลี่ยนแปลงกรรมพันธุ์ทางร่างกายได้อย่างน่าอัศจรรย์ทีเดียว
       
       
เช่นในกรณีของคนที่มีพันธุ์หน้าอกเล็กปอดเล็ก ถุงลมเล็ก ถ้าเราฝึกให้รู้จักหายใจเป็น หายใจเข้าและออกยาวตั้งแต่เล็กๆมันจะสามารถขยายทรวงอก ขยายโครงสร้างของร่างกายและขยายอวัยวะต่างๆในร่างกายให้ทำงานได้เหมือนกับคนที่มีร่างกายแข็งแรงใหญ่โตเรื่องนี้เป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์
       
       
หลวงปู่เคยใช้วิชาหายใจรักษาคนที่เป็นโรคปอดเป็นมะเร็งในปอด จนปอดเหลือข้างเดียว ตอนนั้นเค้าอายุ ๔๐ กว่า จนอยู่มาได้ถึง ๗๐กว่าด้วยวิธีการค่อยๆผ่อนลมหายใจให้เป็นปกติ

การหายใจเข้าลึกๆและผ่อนคลายออกยาวๆนั้น มันจะสามารถขับความร้อนในกายที่เกิดจากการเสียดสีของการทำงานมันจะขับของเสียที่มีอยู่ในกายออกไปซึ่งไม่จำเป็นจะต้องออกมาเป็นเหงื่อ
       
       
แน่นอนละทางการแพทย์ย่อมรู้ว่า การขับเหงื่อออกมาเป็นการดีเพราะสามารถจะระบายของเสียในร่างกาย แต่ของเสียในร่างกายมิใช่ออกมาจากเหงื่ออย่างเดียวมันออกมาจากลมได้ก็มี
       
       
พวกเราจะสังเกตเห็นว่าหลวงปู่ไม่มีเหงื่อหยดติ๋งๆ ไม่ใช่เพราะว่าต่อมต่างๆมันอุดตันแต่หลวงปู่จะใช้วิธีการหายใจ ระบายของเสียโดยลม แต่ไม่ยอมให้ร่างกายเสียน้ำเพราะถ้าเสียน้ำมากจะเพลียมากกว่าเสียลม คนที่เหงื่อออกมากๆ ในเวลาทำงานนั้นเมื่อเลิกทำงานจะรู้สึกเพลียและกะปลกกะเปลี้ยไปหมด คือว่าร่างกายเสียน้ำ ขาดน้ำแต่หลวงปู่พยายามทำให้เหงื่อออกน้อยที่สุด แล้วพยายามระบายลมให้คงที่ เป็นปกติความเหนื่อยของเราก็จะผ่อนคลายออกมากับลมหายใจที่พ่นออกพลังเราก็จะเข้าไปกับลมหายใจที่สูดเข้า และเมื่อถึงเวลาเราจะระบายของเสียอีกประเภทหนึ่งออกมา ก็คือ ปัสสาวะ ถ้าเราเหนื่อยจัดหรือว่ามีของเสียมาก เราจะรู้สึกปวดปัสสาวะนี่คือเทคนิคของผู้ที่มีศิลปะในการกำจัดของเสีย
       
       
พวกที่รู้จักการหายใจมีศิลปะในการระบายลมหายใจ นอกจากร่างกายจะมีพลังปกติ โคจรได้อย่างสมบูรณ์ยังมีเคล็ดวิเศษในวิชานี้อีก คือ สามารถดูดพลังจากธรรมชาติได้เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ถ้าไม่เชื่อ ลองถามลูกหลานที่เคยอยู่ใกล้หลวงปู่ว่าถ้าหลวงปู่เป็นลมล้มลงไป จะไล่ทุกคนออกจากห้องทั้งหมด ขอเพียงอยู่ลำพังสัก ๓ - ๑๐นาที หลวงปู่สามารถลุกขึ้นมาทำงานได้เป็นปกติทุกอย่างเหมือนมีพลังเท่าเดิมเพราะสามารถจะดูดพลังจากไอของความชื้น ความร้อน สุริยัน จันทราและสิ่งแวดล้อมได้
       
       
ใครจะปฏิเสธมั้ยว่าผิวหนังสามารถจะหายใจและระบายของเสีย พร้อมๆ กับสูดเข้าได้ ถ้าปฏิเสธตรงนี้ก็ต้องบอกว่า ถ้าอย่างนั้นเชื้อโรคและของที่เป็นพิษเข้าทางผิวหนังได้อย่างไรนี่แหละศิลปะในการหายใจ ทำให้เราสามารถหายใจทางผิวหนังได้สูดของเสียและระบายของเสียออกจากผิวหนังได้ในขณะเดียวกันก็สูดอากาศเข้าสู่ผิวหนังได้ก็อย่างที่เล่าว่าโยคีที่ฝังตัวเองไว้เป็น ๑๐ ปียังไม่ตาย เค้าหายใจทางไหนได้รับน้ำกับความชื้นจากอะไร ก็จากผิวหนังนี่คือศิลปะการสูดลมหายใจเป็นปกติและเทคนิคพิเศษ
       
       
พระศาสดาจึงยกย่องว่า
       
       "
ภิกษุทั้งหลายเราไม่เห็นธรรมอันใด อันเลิศเท่าอานาปานะ
       
ภิกษุทั้งหลายเราไม่เห็นธรรมอันใด อันเลิศเท่ากับการเจริญสติในลมหายใจ
       
ภิกษุทั้งหลายเราไม่เห็นธรรมอันใดเลิศเท่ากับการรู้จักจะผ่อนคลายลมหายใจให้เป็นจังหวะสำหรับการมีชีวิตอย่างมีพลังและผาสุก"
       
       
เทคนิคของลมหายใจมิใช่เพียงแค่จะสามารถสัมผัสกับพลังพิเศษๆจากธรรมชาติอย่างเดียวมันสามารถซึมซับพลังพิเศษๆจากธรรมชาติได้ด้วยในขณะเดียวกันเทคนิคของการหายใจเข้ายาวและออกยาวนั้น สามารถทำให้เราขับไล่พลังร้ายอารมณ์ร้าย แล้วก็พิษร้ายๆในร่างกายได้อีก ซึ่งเราไม่คิดว่ามันจะทำได้แต่มันก็ทำได้ผลจริงๆเสียด้วย
       
       
หลวงปู่เคยใช้วิชาลมหายใจขับพิษงูสามเหลี่ยมออกจากกายสยบพิษตัวต่อ ๑๔ ตัว ไม่ให้เข้าหัวใจ ใช้วิชาลมหายใจสกัดจุด โดยการระบายลม เดินลม ๗ฐาน ให้เลือดเสียออกมาทางจมูกและปาก พยายามบังคับพิษไม่ให้ซึมเข้าสู่ในสมองในสายเลือด ในการหมุนเวียนของเลือดแล้วก็ควบคุมรักษาความสมดุลของหัวใจและการทำงานของสมองนอกนั้นก็ปล่อยให้พิษซ่านไปตามผิวหนัง เพราะแค่คุม ๒จุดนี้ร่างกายของเราสามารถอยู่ได้ เราจะมีสติรู้ว่า หัวใจเราปกติมั้ย สมองปกติมั้ยพิษถึงสมองหรือเปล่า
       
       
ฉะนั้นอำนาจของการหายใจมิใช่เพียงแค่เราจะซึมซับพลังธรรมชาติ อณูของบรรยากาศเท่านั้นแต่ยังทำให้เราขจัดอำนาจของพิษร้ายที่เกิดจากภัยของสัตว์เลื้อยคลานสัตว์มีพิษทั้งหลายได้และมันทำให้เราพร้อมที่จะตายอย่างเป็นผู้กล้าได้ด้วย
       
       
มีอยู่ครั้งหนึ่งหลวงปู่ป่วยไอเป็นเลือดตลอดเดือนเต็มๆ แล้วมีเสลดหนา ไออยู่อย่างนั้นจนกระทั่งเสลดไปอุดหลอดลมไม่ให้หายใจ จึงหายใจไม่ออก ขลุกขลักๆร้องเรียกใครก็ไม่มีใครได้ยิน ตอนนั้นมันหมิ่นเหม่กับมัจจุราชแล้วความตายมันใกล้เคียงกันถึงขนาดเส้นผมบังเท่านั้นเองแต่ด้วยพลังของลมหายใจที่เคยฝึกปรือจนเป็นปกติจึงใช้หลักการหายใจขับเอาพลังเสลดให้ไหลย้อนกลับลงไปในลำไส้แล้วก็สูดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง พ่นออกมาเป็นก้อนๆตั้งแต่นั้นมาก็หายไอ
       
       
ศิลปะการหายใจที่เป็นปกติเข้ายาวและออกยาว ตอนฝึกใหม่ๆเราจะรู้สึกอึดอัดและปวดหัวทำให้หัวใจเต้นแรงแล้วก็เหนื่อย แต่อย่าไปเครียดกับการฝึกเราต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆช้าๆ แล้วก็ค่อยๆผ่อนออกมาช้าๆเป็นระบบ
       
       
จริงๆแล้วพวกทหารสอนวิธีนี้แต่เป็นการสอนแบบชนิดที่ไม่รู้ว่ามันได้ประโยชน์อะไร สอนเพียงแค่จะให้ยกอกขึ้นให้สูดลมหายใจเพียงแค่จะแบะอก แต่ศิลปะการหายใจมิใช่เพียงแค่ให้แบะอกคนที่หายใจเข้ายาวออกยาวนั้น โครงสร้างของร่างกายจะผึ่งผาย ด้วย จะทำให้โครงสร้างดีถ้าฝึกตั้งแต่เด็กๆ
       
       
ทีนี้ ทำอย่างไรถึงจะหายใจเป็นก็เริ่มต้นจากการฝึกหายใจเป็นปกติเสียก่อน เราเคยรู้มั้ยว่าเราหายใจปกติอย่างไรเข้ากี่ที ออกกี่ที ใน ๑ นาทีเข้ากี่ครั้ง ออกกี่ครั้ง เมื่อเรานับได้รู้ได้ว่า ๑นาทีเข้ากี่ครั้ง ออกกี่ครั้ง ก็ทำให้มันช้าลงกว่านั้นแล้วเราจะรู้เทคนิคของมันเองว่า จะช้าได้อย่างไร ถ้าเราทำให้ยาวแล้วมันก็จะยาวเป็นปกติ
       
       
หลังจากที่เราเริ่มหายใจเป็นเพียงแค่หนึ่งชั่วโมงในหนึ่งวันมันจะมีสิ่งผิดปกติในร่างกายของเราบ่งบอกให้เห็น ลูกตาจะเป็นประกายสีหน้าจะมีแสงสว่าง ถ้าเรามีดวงตาอันสว่างไสวและมองเห็น จับได้จะสามารถรู้สัมผัสว่า รัศมีรอบกายจะสว่างรุ่งเรืองแค่ไหน มันอยู่ที่การเดินลมหายใจเรียกว่า "ฉัพพรรณรังสี"
       
       
พระพุทธเจ้า พระศาสดา พระสาวก มี "ฉัพพรรณรังสี" เพราะการฝึกปรือลมหายใจ วิชานี้ถ้าใครฝึกปรือได้ก็จะสามารถเปล่งพลังแสงในร่างกายให้สว่าง การเปล่งนั้นคนสามัญจะสัมผัสและจับไม่ได้แต่คนที่มีตาวิเศษ มีหูวิเศษ มีการสัมผัสทางกายที่วิเศษ จะสามารถรู้ได้ว่าคนคนนี้สะอาดแค่ไหน บริสุทธิ์อย่างไรเหมือนกับคนที่รู้จักตัวหิ่งห้อยบินมาในความมืดคนที่ไม่รู้จักตัวหิ่งห้อยก็จะมองว่า เอ๊ะ...นั่นแสงอะไรแต่สำหรับคนที่เคยเห็นตัวหิ่งห้อย ก็จะบอกได้ทันทีว่านั่นแสงหิ่งห้อย
       
       
เมื่อเราสามารถหายใจยาว เข้าออกยาวจนสามารถสกัดจุดต่างๆในร่างกายได้ สกัดพิษได้และทำให้ร่างกายสดชื่นในขณะที่สูญเสียพลังได้ เราจะแก่เพียงแค่อายุ เส้นผม ผิวหนังสายตา แต่สิ่งแวดล้อมในตัวเราจะไม่แก่ตาม ร่างกายและสุขภาพเราจะยังสดใส มีพลังมีสมดุลพอสมควรที่จะทำกิจกรรมได้
       
       
ศิลปะการหายใจไม่ใช่เพียงให้เรามีอำนาจพิเศษเพียงแค่นี้มันยังทำให้เราสามารถสำรวจและสัมผัสรังสีที่เกิดจากคลื่นกระแสของความคิดที่ชาวบ้านมีต่อเราคือ อิจฉา โกรธ โลภ หลง รัก ชอบ ชัง ยอมรับและปฏิเสธเราสามารถที่จะสัมผัสได้ละเอียดอ่อนถึงอย่างนี้ในอารมณ์ของคนอื่นเราจะรู้ได้ทันทีว่า คนที่มาหาเราจะมีความรู้สึก ความคิดอย่างไร สมองกำลังทำอะไรมีอารมณ์ปกติหรือผิดปกติอย่างไร โกรธหรือว่าชอบ รักหรือชังการสัมผัสด้วยลมหายใจอันละเอียดอ่อน มันจะทำให้เราเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น อย่างทรงสติแล้วเมื่อใดที่เราเหนื่อยอ่อนเมื่อยล้าจากการทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยและเจ็บปวดในอวัยวะทั้งหลายในบางที บางที่บางตำแหน่ง บางส่วนของร่างกายเราสามารถจะใช้ลมหายใจเข้าไปผ่อนคลายความเครียดตรงนั้นให้คลายความเจ็บปวดคลายความทุกข์ทรมานลงได้จนเกือบที่จะหายสนิททีเดียว
       
       
หลายครั้งที่หลวงปู่ใช้ศิลปะในการเดินลมหายใจเข้ามาผ่อนคลายความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ โรคภัยไข้เจ็บ หรือจากการเบียดเบียนของสิ่งแวดล้อมตัวอย่างเช่น ตอนที่หลวงปู่ทำศาลา แล้วเกือบโดนหินกระแทกตอนนั้นหลวงปู่ต้องทำมือให้ลีบแล้วก็เกร็งพลังเพื่อที่จะต้านพลังของหินสองก้อนที่มากระทบกันซึ่งมีมือเราอยู่ตรงกลาง มันเป็นศิลปะที่เป็นไปโดยอัตโนมัติ ไม่ได้กำหนดโดยสมองไม่ใช่สมองสั่งงาน เรียกว่าเป็นอิริยาบถอัตโนมัติทันทีเหตุเพราะเราได้ฝึกปรือลมหายใจจนเป็นปกติเพราะฉะนั้นทุกอย่างมันจะเป็นอัตโนมัติของมันถ้าเราฝึกถึงขั้นหนึ่งแล้ว
       
       
ถ้าเรายังไม่รู้ว่าการหายใจของเรานั้นเข้ายาวหรือออกสั้น เข้าสั้นหรือออกยาว ก็แสดงว่า เราไม่ได้ควบคุมการหายใจเราก็ไม่ใช่ผู้ฝึกสมาธิ เราไม่เป็นสมาธิ ไม่รู้จักสมาธิและนั่นก็ไม่ใช่สมาธิด้วย
       
       
แต่ถ้าเมื่อใดที่เราสามารถระลึกรู้ได้ว่าในขณะที่เรากำลังหายใจและการหายใจของเรามันสั้นหรือยาว ออกยาวหรือสั้นเราระลึกรู้ได้และตามติดมันได้ มันจะสามารถบอกเราได้ทันทีว่าความสงบ สันติจะเกิดขึ้น นั่นแหละคือสมาธิ เป็นสมาธิโดยไม่มีอะไรเข้ามาวุ่นวายและคิดสับสนในขณะนั้น
       
       
คำว่า "สมาธิ" ตัวนี้ แปลว่าความคิดต้องรวมเป็นหนึ่ง หลวงปู่เคยสอนวิชานิรรูป ให้ลูกหลานรวมกายกับใจผนึกรวมกันเป็นหนึ่ง เหมือนกับน้ำที่วิ่งแยกออกไปคนละสายสองสายในสายท่อเดียวกันน้ำที่วิ่งออกจากตาเห็นรูป เป็นพลังที่สูญเสีย วิ่งจากหูฟังเสียงเป็นพลังที่สูญเสีย วิ่งจากลิ้นที่รับรส เป็นพลังที่สูญเสียวิ่งออกจากกายไปต้องสัมผัส เป็นพลังที่สูญเสียถ้าสายน้ำในท่อไหลแยกออกที่รูรั่วตามจุดต่างๆ ๕ แห่งมันคงจะไหลไปถึงเป้าหมายอย่างอ่อนแรงเป็นแน่ แต่ถ้าเราอุดรูรั่วทั้งห้าให้หมดแล้วปล่อยให้มันไหลตรงๆไปข้างหน้า แน่ละมันย่อมทะลวง ทำลาย และก็ทลายภูเขา หินผาที่อยู่ข้างหน้า เพราะมีพลังที่แรงและมั่นคง
       
       
ฉันใดก็ฉันนั้นพลังสมาธิของเราก็เหมือนกัน ถ้าปล่อยให้มันลื่นไหลไปกับความรู้สึกอื่นๆซึ่งจัดว่าเป็นอารมณ์ นั่นไม่ใช่สมาธิเราจะสูญเสียพลัง
       
       
พวกเราฝึกปรือและเรียนรู้ที่จะใช้พลังแต่ไม่ฝึกปรือที่จะทำให้เกิดพลัง ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเราพยายามที่จะเค้นเอาพลังจากส่วนนั้นส่วนนี้มาใช้แต่เราไม่รู้ว่าพลังเหล่านี้เกิดมาจากอะไร เราจะอ้างว่าพลังเกิดจากร่างกาย แต่จริงๆ