เรื่องเล่าระหว่างวันที่ 1 - 5 พฤษภาคม 2560


7 พฤษภาคม 2560

เรียน ผู้บริหาร เพื่อนครูและผู้อ่านที่รักทุกท่าน

วันจันทร์ที่ 1 พฤษภาคม 2560 เป็นวันแรงงานแห่งชาติ หรือ May Day ผู้ใช้แรงงานทั้งหลายต่างหยุดงาน ทำให้ถนนรัตนาธิเบศร์โล่งมาก ถึงที่ทำงานเช้ามีเวลาเตรียมงานประชุมคณะกรรมการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิใน กศจ. ตรวจสอบคุณสมบัติอีกครั้ง ปรากฏว่ามีอยู่ท่านหนึ่งอายุเกิน 70 ปี เดิมตัวแทนองค์กรเอกชนไม่กำหนดเรื่องอายุ พอมากำหนดเป็นผู้ทรงคุณวุฒิจึงบังคับด้วยอายุไม่เกิน 70 ปี บ่ายประชุมคณะกรรมการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิตามที่กำหนดในคำสั่ง คสช.ที่ 16/2560 ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัด ศึกษาธิการภาค ผู้แทนส่วนราชการ สพฐ. กศน. สช. อศ. ก.ค.ศ.และ ศธจ. ต่างแสดงความเห็นและเลือกบุคคลในการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิตามจำนวนและองค์ประกอบจนครบ 6 คน มอบหมายให้ ศธจ.ทำรายละเอียดเสนอ ผวจ.ลงนามส่งไปยังปล้ดกระทรวงศึกษาธิการ ภายในเวลาที่เขากำหนด คือ วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 เลิกประชุมไปธนาคารกรุงไทย สาขาโลตัส เพื่อขอ statement และ bank guarantee ประกอบเรื่องขอ visa เพื่อเดินทางไปประชุมกรรมการระหว่างประเทศ ที่ประเทศ บัลแกเรีย ระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม - วันที่ 7 มิถุนายน 2560 ความจริงธนาคารที่มีสำนักงานเอกเทศจะปิดทำการ สาขาย่อยในห้างสรรพสินค้าเปิดบริการปกติ กลับเขตรวบรวมเอกสารใส่ซองให้เจ้าหน้าที่ไปส่งที่สำนักพัฒนานวัตกรรมฯ สพฐ.



วันอังคารที่ 2 พฤษภาคม 2560 อากาศยังร้อนมากมายผิดฤดูกาล 10.00 น.ประชุมคณะกรรมการพิจารณาอนุญาตให้โรงเรียนเก็บเงินบำรุงการศึกษา มีขอมาหลายโรงเรียน โรงเรียนละหลายรายการ มีทั้งลดจำนวนเงินและลดรายการที่ขอ แปลว่าบางรายการไม่อนุญาตให้เก็บ เพราะขัดต่อระเบียบและสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนเกินสมควร บ่ายทำงานแฟ้มเอกสารและอ่านร่างปริญญานิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ที่ตั้งผมเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิให้ความเห็นในวันพรุ่งนี้ เย็นรถป๊อบชาลีที่ซ่อมเสร็จเรียบร้อย มาส่งที่เขต ดูสวยแปลกกว่าตอนไป แต่ราคาค่าซ่อมสามารถซื้อรถใหม่คันโตได้หนึ่งคัน ของอย่างนี้อยู่ที่ความพอใจเป็นสำคัญ ขอแรงน้อง ๆ ไปส่งให้ที่บ้านพัก



วันพุธที่ 3 พฤษภาคม 2560 ถึงที่ทำงานเช้าทำงานแฟ้ม ประมาณ 09.30 น. เดินทางไปมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เพื่อเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ วิพากษ์และให้ข้อเสนอแนะนักศึกษาปริญญาเอก ที่เสนอปริญญานิพนธ์ตามหลักสูตรของมหาวิทยาลัย มี รศ.ดร.อุทัย บุญประเสริฐ เป็นประธาน มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิร่วม 10 คน ที่คุ้นเคยมี ดร.รังสรรค์ มณีเล็ก รศ.ดร.ปองสิน วิเศษศิริ กรอบความคิดของเขากว้างมากจึงถูกคอมเม้นท์ให้ปรับมากหน่อย เที่ยงจบเขาเลี้ยงข้าว กลับเขต มีแฟ้มคอยอยู่มากมาย ต้องลงชื่อให้หมดเพราะไม่อยู่ 2 วัน แจ้งโรงเรียนไปแล้ว ถือเป็นการซ้อมว่าเขตถูกยุบ โรงเรียนจะทำอย่างไร



วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤษภาคม 2560 เช้าให้รถตู้มารับที่บ้านพักเดินทางไปโครงการสัมมนา OD 3 เขต ที่ ศุภาลัยป่าสักรีสอร์ท จังหวัดสระบุรี เพื่อหลอมรวมใจเจ้าหน้าที่ใน สพป.นนทบุรี เขต 1 ,เขต 2 และ สพม.3 เตรียมทำงานรองรับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบวกหรือเป็นลบ เส้นทางสายมิตรภาพยามเช้ารถบรรทุกเข้าแถวยาวเหยียด พยายามจะหาร้านแมคโดนอนด์จะกินโจ๊กกับปลาท่องโก๋ ฝั่งซ้ายไม่มีเลย จนถึงแก่งคอย มีป้ายบอกทางเข้าศุภาลัยป่าสักรีสอร์ท ถนนคดไปเคี้ยวมาข้ามทางรถไฟสองสามครั้ง ก็ถึงตัวรีสอร์ทแฝงตัวอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ถือเป็นป่าก็พอไหว แต่อากาศยังร้อนแรง รถคณะเราถึงก่อนรถบัสใหญ่ที่รับเจ้าหน้าที่ตามหลังมาอีก 2 คัน ทานอาหารเช้าที่โรงแรม เข้าที่พัก ก่อนไปทำพิธีเปิดในห้องประชุมใหญ่ วิทยากรเป็นมืออาชีพที่ถนัดในการจัดกิจกรรมสร้างทีมในหน่วยงาน ครึ่งวันเช้าเน้นการทำความรู้จักซึ่งกันและกันแบบสุ่ม บ่ายมีกิจกรรมต่อเนื่องที่ผู้เข้าพัฒนาไม่มีโอกาสได้ง่วงนอน ก่อน 16.00 น. ผมเดินทางไปกราบพระพุทธบาท พร้อมคณะผู้ติดตามอีก 4-5 คน ผมถือว่าวัดพระพุทธบาทวรมหาวิหารเป็นสำนักแรกที่ผมได้มาปฏิบัติธรรมแบบวิปัสนา เมื่อปี พ.ศ. 2541 ผ่านมาทุกครั้งต้องมากราบพระพุทธบาทด้วยความผูกพันและศรัทธา มณฑปกำลังบูรณะใหม่ แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้มีจิตศรัทธาเข้าไปนมัสการได้ วันนี้ได้พบปลัดจังหวัดอ่างทอง ท่านรัฏฐะ สิริธรังษี เพื่อนร่วมรุ่น นปส.53 โดยบังเอิญ เพราะท่านมาประชุมที่สระบุรี แวะมานมัสการพระพุทธบาท เช่นกัน ขากลับมาแวะซื้อกับข้าวและขนมหวาน ตลาดริมถนนพหลโยธินตรงข้ามทางเข้าพระพุทธบาท จากนั้นกลับรีสอร์ท กลางคืนมีงานเลี้ยงสังสรรค์แบบคาวบอยไนท์ สนุกสนานกันเต็มที่ ถือเป็นความสำเร็จเพราะมีทั้งสนุกและอร่อย



วันศุกร์ที่ 5 พฤษภาคม 2560 หลังอาหารเช้ามีการจัดกิจกรรมต่อเนื่องไปจนถึง 14.00 น. แต่ผมมีภารกิจต้องเดินทางกลับก่อน ใช้เส้นทางที่ผ่านอุโมงค้นไม้ ปรากฏว่าต้นไม้ถูกตัดจนไม่มีอุโมงอีกแล้ว ผ่านไร่ผลไม้ไปหลายแห่งจนออกถนนมิตรภาพที่อำเภอมวกเหล็ก กลับมาแวะทานอาหารกลางวันที่ร้านครัวกันเอง เชียงราก ปทุมธานี กลับมาแวะทานไอศกรีมที่ร้าน Swensens West Gate เย็นผมมีนัดกับทีมทนายความที่เขาขอคำปรึกษาเกี่ยวกับคดีอาญาและคดีแพ่ง ก็แลกเปลี่ยนข้อมูลกันในข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง พอมุมมองสอดคล้องกัน เขาจะได้ไปว่าคดีในศาลด้วยความมั่นใจ จึงขอนำความรู้เบื้องต้นเรื่อง ความผิดทางอาญา มาบันทึกไว้ในเรื่องเล่านี้พอสังเข

ความผิดทางอาญา คือ การกระทำที่มีผลกระทบการเทือนต่อสังคม รัฐจึงต้องลงโทษผู้กระทำผิด โดยมีหลักสำคัญคือ

• การกระทำนั้นต้องมีกฎหมายกำหนดไว้ชัดแจ้ง

• โทษที่ลงต้องเป็นโทษที่กฎหมายกำหนดไว้

• กฎหมายต้องไม่มีผลย้อนหลัง

โทษอาญามีอะไรบ้าง

โทษอาญาที่ใช้ลงแก่ผู้กระทำผิดมี 5 ประการเท่านั้น คือ

• ประหารชีวิต

• จำคุก

• กักขัง

• ปรับ

• ริบทรัพย์สิน

ความรับผิดทางอาญา

ผู้กระทำการที่กฎหมายกำหนดว่าเป็นความผิดจะต้องรับผิดทางอาญาเมื่อได้กระทำโดยเจตนาเท่านั้น เว้นแต่มีกฎหมายกำหนดไว้ว่าแม้ไม่ได้กระทำโดยเจตนาก็เป็นความผิด เช่น

• การกระทำโดยประมาท

• การกระทำความผิดลหุโทษ

ผู้กระทำการที่กฎหมายกำหนดว่าเป็นความผิดจะแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้ เว้นแต่ศาลเห็นว่ามีเหตุผลสมควร

ข้อยกเว้นที่ไม่ต้องรับผิดในทางอาญา

เหตุยกเว้นความผิด ถือว่าผู้กระทำไม่มีความผิดอาญาเลย เช่น

• การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย

• ผู้เสียหายยินยอมให้กระทำ

• มีกฎหมายประเพณี

• มีกฎหมายอื่นให้อำนาจกระทำได้

เหตุยกเว้นโทษทางอาญา ถือว่ายังเป็นความผิดอยู่แต่ผู้กระทำไม่ต้องรับโทษทางอาญา

• การกระทำความผิดด้วยความจำเป็น

• การกระทำความผิดเพราะความบกพร่องทางจิต

• การกระทำความผิดเพราะความมึนเมา

• การกระทำตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน

• สามี ภริยา กระทำความผิดต่อกันในเรื่องทรัพย์

• เด็กอายุไม่เกิน 14 ปี กระทำความผิด

เหตุลดหย่อนโทษ เป็นเหตุที่ศาลอาจลงโทษสถานเบาได้

• ศาลเชื่อว่าบุคคลนั้นไม่รู้กฎหมาย

• การกระทำโดยบันดาลโทสะ

• บุพการีกับผู้สืบสันดาน หรือพี่น้องที่การกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์

เด็กและเยาวชนกระทำความผิด

เด็กและเยาวชนที่กระทำความผิดอาจกระทำไปเพราะขาดความสำนึกเท่าผู้ใหญ่ โทษสำหรับเด็กจึงต้องแตกต่างกับผู้ใหญ่โดยแบ่งออก เป็น 4 ระดับ คือ

• อายุ ไม่เกิน 7 ปี ไม่ต้องรับโทษ

• อายุกว่า 7 ปี แต่ไม่เกิน 14 ปี ไม่ต้องรับโทษ แต่ศาลอาจว่ากล่าวตักเตือนและวางข้อกำหนดให้บิดามารดาปฏิบัติหรือส่งตัวเด็กไปให้หน่วยงานของรัฐ(บ้านเมตตา)

ดูแลอบรมสั่งสอนจนอายุครบ 18 ปี

• อายุกว่า 14 ปี แต่ไม่เกิน 17 ปี อาจใช้วิธีการดังกล่าวข้างต้นหรือลงโทษเช่นเดียวกับผู้ใหญ่แต่ลดมาตราส่วนโทษลงกึ่งหนึ่ง

• อายุกว่า 17 ปี แต่ไม่เกิน 20 ปี ลงโทษเช่นเดียวกับผู้ใหญ่แต่ลดมาตราส่วนโทษลง 1ใน 3 หรือ กึ่งหนึ่ง

เหตุบรรเทาโทษ เพิ่มโทษ ลดโทษ และรอการลงโทษ

เหตุบรรเทาโทษ เป็นการกำหนดโทษให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลเพื่อให้โอกาสผู้กระทำความผิดได้มีโอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี

มีหลักคือ

• ใช้หลังจากที่เพิ่มโทษแล้ว

• เป็นดุลยพินิจของศาล

• ลดได้ไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่จะลง

เหตุบรรเทาโทษได้แก่ เป็นผู้โฉดเขลาเบาปัญญา อยู่ในความทุกข์อย่างสาหัส มีคุณความดีมาก่อน รู้สึกความผิดและพยายามบรรเทาผลร้าย หรือให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา หรือมีเหตุอื่นๆที่สมควร

เหตุเพิ่มโทษ ลดโทษ และรอการลงโทษ เป็นการกำหนดโทษให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลเพื่อป้องกันสังคม และแก้ไขผู้กระทำผิดให้กลับตนเป็นพลเมืองดีและกลับเข้าอยู่ในสังคมได้ต่อไป

การพยายามกระทำความผิด คือการกระทำความผิดที่พ้นขั้นตอนการลงมือกระทำความผิดแล้วแต่กระทำความผิดนั้นไม่บรรลุผล

ตามที่ต้องการมี 2 กรณี คือ

กระทำการไปไม่ตลอดจนความผิดสำเร็จซึ่งอาจเกิดจากการสมัครใจเองหรือถูกขัดขวางจากภายนอกก็ได้

ได้กระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลตามที่ต้องการ

ผู้ที่พยามกระทำความผิดต้องรับโทษ 2 ใน 3 ส่วน ของโทษสำหรับความผิดนั้น

การร่วมกันกระทำความผิด

การร่วมกันกระทำความผิดหรือที่เรียกกันว่า “ตัวการ” คือ การที่บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงใจร่วมกันที่จะกระทำความผิดเดียวกัน ซึ่งอาจมีการแบ่งหน้าที่กันทำเพื่อหวังผลในการกระทำความผิดนั้น ทุกคนต้องรับโทษสำหรับความผิดนั้น

การก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิด

การก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดหรือที่เรียกว่า “ผู้ใช้” คือ การที่ทำให้ผู้อื่นกระทำความผิดไม่ว่าจะเป็นการบังคับ ขู่เข็ญ จ้างวาน ยุยงส่งเสริม หรือด้วยวิธีการใด ทุกคนต้องรับโทษสำหรับความผิดนั้น แต่ถ้าผู้ถูกใช้มิได้กระทำตามที่ถูกใช้ ผู้ใช้ต้องรับโทษเพียง 1 ใน 3

การสนับสนุนการกระทำความผิด

การสนับสนุนการกระทำความผิด คือ การที่เข้าไปมีส่วนในการกระทำความความผิดที่ยังไม่เป็นตัวการแต่เข้าไปช่วยเหลือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะกระทำความผิดต้องรับโทษ 2ใน 3

อายุความ

อายุความ เป็นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้เพื่อมิให้ผู้กระทำผิดต้องมีชนักติดหลังไปตลอดชีวิตและเป็นการที่เร่งรัดคดีให้ได้ตัวผู้กระทำความผิด

มาพิจารณาโดยเร็วเนื่องจากการปล่อยระยะเวลาให้เนิ่นนานไปจะทำให้ไม่สามารถหาพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความผิดได้

อายุความมี 3 ประเภท คือ

• อายุความฟ้องคดีทั่วไป มี 5 ระดับ คือ

20 ปี สำหรับความผิดที่มีระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุก 20 ปี

15 ปี สำหรับความผิดที่มีระวางโทษจำคุกกว่า 7 ปี แต่ยังไม่ถึง 20 ปี

10 ปี สำหรับความผิดที่มีระวางโทษจำคุกกว่า 1 ปี ถึง 7 ปี

5 ปี สำหรับความผิดที่มีระวางโทษจำคุกกว่า 1 เดือน ถึง 1 ปี

1 ปี สำหรับความผิดที่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 เดือนลงมา หรือต้องระวางโทษอย่างอื่น

• อายุความฟ้องคดีความผิดอันยอมความได้ นอกจากถือตามอายุความฟ้องคดีทั่วไปแล้ว ยังต้องร้องทุกข์ภายใน 3'เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำความผิดด้วย

• อายุความฟ้องขอให้กักกัน จะฟ้องไปพร้อมกับการฟ้องคดีอันเป็นเหตุที่ขอให้กักกันหรืออย่างช้าภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่ฟ้องคดีดังกล่าว

ความผิดต่อแผ่นดินและความผิดต่อส่วนตัว

ความผิดต่อแผ่นดิน คือ ความผิดที่มีผลกระทบต่อผู้ที่ถูกกระทำแล้วยังมีผลกระทบต่อสังคม รัฐจึงต้องเข้าดำเนินการเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้แม้ผู้ที่ถูกกระทำจะไม่ติดใจเอาความกับผู้กระทำผิดต่อไปแล้วก็ตามเพื่อป้องกันสังคม

ความผิดต่อส่วนตัว คือ ความผิดที่มีผลกระทบต่อผู้ที่ถูกกระทำ แต่ไม่มีผลกระทบต่อสังคมโดยตรง ดังนั้น เมื่อผู้ที่ถูกกระทำจะไม่ติดใจเอาความกับผู้กระทำผิดต่อไปแล้ว รัฐก็ไม่จำต้องเข้ไปดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดอีกต่อไป

การกระทำความผิดใดเป็นความผิดต่อแผ่นดินและความผิดต่อส่วนตัวนั้นมีหลักอยู่ว่า ความผิดใดเป็นความผิดต่อส่วนตัวต้องมีกฎหมายกำหนดไว้โดยชัดแจ้ง ความผิดนอกจากนั้นถือเป็นความผิดต่อแผ่นดิน

นายกำจัด คงหนู

ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 1

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน  "เรื่องเล่าจากเจ้าพระยา"



ความเห็น (0)