ปัจจัยสำคัญที่จะมีผลต่อการค้าโลกในอนาคตอันใกล้นี้คือการดำเนินนโยบายการค้าระหว่างประเทศโดยรัฐบาลของทรัมป์และการตอบโต้จากประเทศคู่ค้า โดยการปะทะกันระหว่างประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 1 และ 2 เป็นการสร้างบรรยากาศสงครามการค้าที่สามารถลุกลามสู่เศรษฐกิจทั้งเล็กใหญ่ทั่วโลกได้ ความอ่อนไหวของสถานการณ์ในเวทีการค้าโลกในขณะนี้นับว่ามาผิดเวลาเหลือเกินรายงานล่าสุดจากองค์การการค้าโลก (WTO) และ IMF พบว่าการค้าโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานั้นซบเซาถึงขั้นน่าเป็นห่วง และคาดว่าการค้าโลกในปี 2016 นี้จะขยายตัวเพียงแค่ 1.7% ซึ่งต่ำกว่าอัตราขยายตัวของ GDP โลกที่คาดไว้
สหภาพยุโรปเองก็พึ่งผ่านเหตุการณ์ Brexit ที่อังกฤษถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป โดยปี 2017 ที่จะมาถึงนี้จะเป็น “ปีแห่งการทดสอบ” ความเป็นหนึ่งเดียวของสหภาพยุโรปที่จะทำให้เราต้องลุ้นกันอีกหลายรอบ และนอกจากจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในอย่างน้อย 3 ประเทศเสาหลักสำคัญของสหภาพยุโรป (เยอรมนี ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์) ท่ามกลางกระแสต่อต้านสหภาพยุโรปที่กำลังมาแรงแล้ว ยังต้องไม่ลืมว่า ภายในท้ายเดือนมีนาคม สหราชอาณาจักรเองก็จะเริ่มดำเนินการออกจากสหภาพยุโรปอย่างช้าๆ ผ่าน Article 50 ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับหลักในการแยกตัวออกอย่างเป็นทางการอีกด้วย หากมีแนวโน้มว่าจะเกิดการ “แยกวง” เพิ่มขึ้นจริงในหลายๆ ประเทศ ตลาดการเงินจะเป็นแพะตัวแรกที่มีโอกาสถูกกระทบสูงเหมือนคราวที่เกิด Brexit ขึ้นในปีนี้ โดยเฉพาะกับค่าเงิน ทั้งกับสกุลยูโรสำหรับผู้ที่จะไม่ออก และกับสกุลใหม่ “คืนชีพ” สำหรับผู้ที่จะออก
โดยทรัมป์มีเป้าหมายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน 2 วิธี วิธีแรก คือ การหั่นภาษียกใหญ่ และวิธีที่สอง คือ การเพิ่มการใช้จ่ายของภาครัฐเพื่อพัฒนา infrastructure สองแนวทางนี้แม้จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ แต่ล้วนเป็นการสร้างภาระที่หนักหน่วงขึ้นให้กับการขาดดุลทางการคลัง
มาตรการผ่อนคลายทางการเงินทั่วโลกขณะนี้อายุจะครบ 8 ปีแล้ว ถึงเวลาแล้วหรือยังที่มันจะถูกถอดปลั๊ก ถึงเวลาแล้วหรือยังที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะถูกปรับขึ้น
ความขัดแย้งกันระหว่างประเทศสหรัฐและเกาหลีเหนือ อาจจะก่อให้เกิดสงครามขึ้น ถ้าเกิดก็อาจทำให้โลกและเศรษฐกิจโลกรับผลกระทบอย่างมาก
