พระทรงเป็นนักวิจัยและนำค่านิยมการใช้พลังงานทางเลือกสู่ชาวไทย

สอนให้จำ... ทำให้เห็น...กำจัดวิจิกิจฉาโดยสร้างกระบวนการรับรองผล.... จนเป็นที่ยอมรับ.

พระทรงเป็นนักวิจัยและนำค่านิยมการใช้พลังงานทางเลือกสู่ชาวไทย

สอนให้จำ... ทำให้เห็น...กำจัดวิจิกิจฉาโดยสร้างกระบวนการรับรองผล.... จนเป็นที่ยอมรับ...

ย้อนเรื่องราว "โตโยต้า โซลูน่า" รถยนต์พระที่นั่งในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ต่อมาพระราชทรัพย์ที่พระราชทานเป็นค่าซื้อรถได้กลายเป็นโรงสีข้าวช่วยเหลือชาวนา หลายคนคงเคยเห็นภาพ


ย้อนเรื่องราว "โตโยต้า โซลูน่า" รถยนต์พระที่นั่งในหลวงรัชกาลที่9

ภาพที่มา : http://www.posttoday.com/auto/news/460720

...........รุ่นนี้มีตำนาน...ได้แก่ เป็นรถที่ผลิตในประเทศไทยทุกชิ้นส่วน โลโก้เลขติดรถเป็นเลขไทย โตโยต้าได้ผลิตรถยนต์รุ่น "โซลูน่า" ถวายแด่ในหลวงและ ครั้งนั้นท่านแสดงให้เห็นถึงความประหยัดพร้อมด้วยความสะดวกสบายด้วยการเสด็จประทับในพระราชพาหนะ ขนาด "๑๕๐๐" ซีซี พร้อมพระโอรสและพระธิดารวม4พระองค์ และทรงขับในพระบรมมหาราชวังในคราวนั้น เหตุการณ์ครั้งนี้...ได้สร้างความปลาบปลื้มใจให้แก่โตโยต้าและชาวไทยได้ตระหนัก ในการที่น้ำมันแพง หันมาใช้รถ 1500 ซีซีและ 1200 ซีซี ที่บริษัทรถ ต่างออกแบบให้สามารถใช้นำ้มันแก้ซโซฮอล E20 ...E85 ....ตามมาในปัจจุบันนี้ ....เป็นลำดับ

...........นับเป็นพระบารมีที่ทรงตระหนักในด้านพลังงานและความยั่งยืนของสังคม โดยทดลองนับเป็นพระบารมีที่ทรงตระหนักในด้านพลังงานและความยั่งยืนของสังคม โดยทดลองพยายามนำเทคโนโลยีด้านพลังงานทางเลือกมาสอนให้ความรู้สร้างความตระหนักให้คนไทยประหยัด เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้คนไทยประหยัดค่าน้ำมัน หันมาใช้พลังงานทางเลือกและอีโคคาร์ อย่างประเมินมูลค่ามิได้..ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมฯ


ในภาพอาจจะมี รถยนต์

ที่มา : รถซิ่ง 90's28 มีนาคม เวลา 17:21 น. · กรุงเทพมหานคร, Bangkok Metropolis ·

Toyota Soluna เป็นรถที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงออกแบบห้องเครื่องให้สูงและมีท่อ
ดูดกรองอากาศให้อยู่บนเครื่องเพื่อที่จะสามารถขับลุยน้ำเพราะท่านคิดว่าเมื่องไทยประสบกับปัญหาน้ำท่วมบ่อยเป็นรถที่
อึดประหยัดน้ำมัน Eco car ยุค90

.......................................................................................................................

พระทรงวิจัยพัฒนาจนสำเร็จเป็นน้ำมันแก๊ซโซฮอล จนชาวไทยเชื่อมั่นและกำจัดวิจิกิจฉาในเรื่องหัวฉีดจะตันจะเสียได้ทั้งอย่างไม่ต้องลังเลสงสัยอะไรอีก

.........................................................................................................................

ขอขอบพระคุณเรื่องแก๊ซโซฮอล : เรื่องโดย ณัฐยศ ชูบรรจง Content Specialist - นักขับทดสอบรถยนต์ Autodeft.com ติดตามได้ที่ Facebook

............หลายคนอาจเกิดมาในยุคที่พลังงานทางเลือกกลายเป็นที่รู้จักกันดีของตลาด แต่หารู้ไม่ว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงใช้พระปรีชาสามารถมองการไกลถึงพลังงานที่เราใช้ในชีวิตประจำวันว่า ในวันหน้าน่าจะเป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทย และอาจจะเป็นการดีที่เราจะมีพลังงานที่เป็นทางเลือกมากกว่าการคอยจะเฟ้นหาหรือนำเข้าขุดเจาะน้ำมัน

“แก๊สโซฮอล์” ผมเชื่อว่าหลายคนคงจะรู้จักกันดีในวันนี้ แต่ที่หลายคนอาจจะไม่ทราบและควรตระหนักว่า เราโชคดีแค่ไหนที่มีพระมหากษัติรย์นักพัฒนา ด้วยว่า น้ำมันแก๊สโซฮอลเกิดจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

จุดเริ่มต้นของพลังงานทางเลือกอย่างแก๊สโซฮอล์ที่เราคุ้นเคยกันดี ใครจะคิดมาก่อนว่า เกิดจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยพระองค์มีสายพระเนตรต่อเศรษฐกิจว่า ในอนาคตอาจะเกิดการขาดแคลนน้ำมันได้ หรืออ้อยอาจจะมีราคาตกต่ำในอนาคต พระองค์จึงทรงมีพระราชดำรัส ศึกษาต้นทุนการผลิตแอลกอฮอลจากพืช โดยโปรดให้ทดลองนำพืชเกษตร อย่าง “อ้อย” มาทดลองศึกษาวิจัยในการทำออกมาเป็นแอลกอฮอลจากพืช นับเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการศึกษาพลังงานทางเลือกชีวมวล ในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรดา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระราชทานทุนการวิจัย 925,500 บาท ใช้ในการจัดสร้างอาคาร และจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นในการวิจัย

ต่อมา ในวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2529 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเสด็จด้วยพระองค์เอง พร้อม สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีในการเปิดอาคารโครงการค้นคว้าน้ำมันเชื้อเพลิงและเริ่มผลิตเอทานอลจากอ้อย หากแต่ว่าในการผลิตยังคงมีต้นทุนสูงมาก และผลิตได้เพียงแอลกอฮอล 91 % ได้เพียง 2.8 ลิตร/ชั่วโมง

โดยในระหว่างที่ศึกษาวิจัยพบว่า วัตถุดิบในการใช้ในการผลิตไม่เพียงพอจึงเริ่มเปลี่ยนมาใช้กากน้ำตาล และมีการเปิดอาคารวิจัยเพิ่มเติ่มอีกด้วย

แม้ว่าช่วงแรกในการศึกษาวิจัยจะสามารถผลิตเอทานอลได้แล้ว แต่ยังมีความบริสุทธิ์ไม่มากพอที่จะนำไปผสมกับน้ำมันเบนซินได้ ทางโครงการจึงพัฒนาให้เป็นน้ำส้มสายชู และต่อมาพัฒนาเป็นแอลกอฮอลแข็งสำหรับใช้อุ่นอาหารของทางห้องเครื่องในวังสวนจิตรดา เนื่องจากครั้งหนึ่งเคยมีการขนส่งแอลกอฮอลเหลวไปยังพระตำหนักที่ภาคเหนือ ปรากฏว่าระหว่างทางรถเกิดอุบัติเหตุไฟไหม้ทั้งคัน จึงมีแนวคิดในการทำแอลกฮอลแข็งเพื่อความปลอดภัย

ในปี พ.ศ. 2533 บริษัท สุราทิพย์ จำกัด ได้เข้ามาช่วยสนับสนุนในการผลิตเอทานอล โดยทางบริษัทได้เข้ามาช่วยปรับปรุงหอกลั่นเอทานอล ให้สามารถผลิตเอทานอล ที่มีความบริสุทธิ์ 95% และยังสามารถผลิตได้ 5 ลิตรต่อชั่วโมง จากกากน้ำตาล

เมื่อได้เอทานอลที่มีความบริสุทธิ์มากขึ้นทางโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรดา จึงทดลองเติมรถยนต์ที่ใช้ในโครงการบางส่วน ปรากฏว่า เอทานอลที่ผลิตในตอนนั้นยังมีน้ำเจือปนอยู่ จึงไม่ประสบความสำเร็จ หากกระนั้นทางโครงการวิจัยดังกล่าวจึงนำเอทานอลดังกล่าวไปผ่านกระบวนการแยกน้ำทางวิทยาศาสตร์ ที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย จนได้เอทานอล แล้วนำมาผสมกับน้ำมันเบนซิน ใช้ในโครงการส่วนพระองค์

ปี พ.ศ. 2537 ทางบริษัท สุราทิพย์ จำกัด และโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรดา ได้ขยายกำลังการผลิตจนเพียงพอผสมกับน้ำมันเบนซิน และได้ทำการผสมาเอทานอลในอัตรา 1 ส่วน ต่อน้ำมันเบนซิน (91) 9 ส่วน หรือมีเอทานอล 10% ในเนื้อน้ำมันที่ใช้ และเรียกน้ำมันที่ผ่านการผสมนี้ว่า “แก๊สโซฮอล์”

น้ำมันแก็สโซฮอล์ที่ผลิตได้นั้น ถูกนำไปใช้เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ทุกคันในโครงการส่วนพระองค์ และเป็นหนึ่งในโครงการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในมหามงคลวโรกาสเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ๕๐ ปี ของสำนักพระราชวัง

วันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ.2538 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดโรงงานผลิตเอทานอลเป็นเชื้อเพลิงที่บริษัท สุราทิพย์ จำกัด (ปัจจุบันคือ กลุ่มบริษัท 43) น้อมเกล้าฯ ถวายและดำเนินการกลั่นตลอดมาจนถึงปัจจุบัน กำลังการผลิตหอกลั่น 25 ลิตรต่อชั่วโมง คิดเป็นต้นทุนการผลิตแบบธุรกิจทั่วไป 32 บาทต่อลิตร ถ้าคิดต้นทุนการผลิตแบบยกเว้นต้นทุนคงที่ราคา 12 บาทต่อลิตร (ทำการผลิต 4 ครั้งต่อเดือน) ได้เอทานอลประมาณ 900 ลิตร ต่อการกลั่น 1 ครั้ง ใช้กากน้ำตาลความหวานร้อยละ 49 โดยน้ำหนัก ครั้งละ 3,640 กิโลกรัม ส่วนน้ำกากส่า (น้ำเสียจากหอกลั่น) สามารถนำมาใช้รดกองปุ๋ยหมักที่โรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา

เมื่อเริ่มผลิตใช้ได้แล้ว ก็ยังติดปัญหาสำคัญคือการผสมเอทานอลกับน้ำมันเบนซินในช่วงแรกยังต้องการผสมโดยใช้กำลังคน ในตอนนั้นการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย หรือ ปตท. จึงน้อมถวายหอผสม และสถานีบริการน้ำมันที่บริการน้ำมันแก๊สโซฮอล์ให้กับโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรดา ในวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2539

จากพระราชดำริ สู่ภาคประชาชน

หลายคนอาจจะสงสัยว่า น้ำมันแก๊สโซฮอล์ในวันนี้มีที่มาอย่างไร ....

จากโครงการพระราชดำริตั้งแต่แรก การก้าวมาสู่การวางจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ให้แก่ประชาชนนั้นก็หาใช่เรื่องง่าย โดยตั้งแต่ทีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเริ่มทดลองผลิตเอทานอล ทางการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ก็ได้ลองดำเนินตามรอยพระราชดำริ หากว่าน้ำมันเบนซินยังมีราคาถูกมากจึงไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็ยังเฝ้าติดตามการดำเนินโครงการของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชอย่างต่อเนื่อง

ในปี พ.ศ. 2539 รัฐบาลมีนโยบายยกเลิกการเติมสารตะกั่วในน้ำมัน ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญทางด้านสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยของคนในสังคม ทางบริษัทน้ำมันจึงหันมาใช้ MTBE (Methyl Tertiary Butyl Ether) แต่ภายหลังก็มีงานวิจัยจากอเมริกาออกมาว่า สารดังกล่าวอาจจะเป็นสารก่อมะเร็งได้เช่นกันถ้าเกิดการรั่วลงน้ำ และยังเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม และทาง ปตท. เห็นว่า โครงการส่วนพระองค์ได้ดำเนินการมานานแล้วในการเติมเอทานอล 10% ที่ใช้ในรถยนต์โครงการส่วนพระองค์ จึงได้ถวายรายงานการพัฒนาการใช้งานน้ำมันแก๊สโซฮอลแก่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในเดือน พฤษภาคม ปี พ.ศ. 2543

โดยตามรายงานได้นำเสนอ ผลการทดลอง ระหว่างรถยนต์ที่ผสมเอทานอล 7.5% และ น้ำมันเอทานอล 15% โดยผสมกับน้ำมันเบนซินออกเทน 91 ซึ่งพบว่า เครื่องยนต์ใช้งานได้ดี มลภาวะลดลง มีการสิ้นเปลืองน้ำมันเล็กน้อย และด้วยราคาที่ถูกกว่า จึงน่าจะมีการนำมาใช้กับรถยนต์ทั่วไป

ในปีต่อมาทางปตท.ได้ร่วมกับโครงการส่วนพระองค์ทดลองเปิดวางจำหน่ายน้ำมันแก๊สโซฮอล์ที่สถานีบริการน้ำมันในสาขาสำนักงานใหญ่ บริเวณ ถนนวิภาวดีรังสิต

ในปีพ.ศ. 2545 บริษัทบางจากปิโตเลียม จำกัด (มหาชน) ได้คิดค้นนำเอาทานอล ที่มีความบริสุทธิ์ 99.5% มาเติมกับน้ำมันเบนซิน 95 และเป็นน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 สูตรที่เราทั้งหลายใช้ในปัจจุบันมาถึงวันนี้ เริ่มจำหน่ายครั้งแรกในบางสถานีบริการ ได้แก่ สถานีบริการติวานนท์, ถนนพหลโยธิน ถนนเจริญกรุงตัดใหม่ และถนนนวมินทร์ ก่อนที่จะมีสาขาบนถนนสุทธิสารวินิจฉัยใน พ.ศ. 2546

จนในที่สุดพวกเราหลายคนก็เริ่มคุ้นเคยยิ่งกอปรกับราคาน้ำมันเบนซินดั้งเดิมมีราคาแพงขึ้นตามลำดับ ทำให้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ได้รับความนิยมมากขึ้น จนบางจากเป็นปั้มรายแรกในเชิงพาณิชย์ที่ขายน้ำมันแก๊สโซฮอล์ อย่างกว้างขวางทั่วประเทศ

จากสายพระเนตรอันยาวไกลทางด้านพลังงาน จนมาถึงวันนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อปวงชนชาวไทย เราหลายคนอาจจะไม่ทราบมาก่อนถึงเรื่องราวที่มาของแก๊สโซฮอล์ ..ผมเองก็เช่นกัน แต่วันนี้เราคงได้รู้แล้วว่าพระองค์ท่านทรงมีสิ่งที่พระองค์ดำริและได้ทุ่มเทพระวรกายเพื่อปวงชนชาวไทยกลับใกล้ชิดเรามากกว่าที่เราคิดเสียอีก

ขอขอบพระคุณเรื่องแก๊ซโซฮอล : เรื่องโดย ณัฐยศ ชูบรรจง Content Specialist - นักขับทดสอบรถยนต์ Autodeft.com ติดตามได้ที่ Facebook

อนุญาตให้เผยแพร่ต่อได้เพื่อเป็นวิทยาทาน และรับรู้พระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช

ที่มาข้อมูล : ขอขอบพระคุณ ....

สาระความรู้ โรงเรียนมงฟอร์ดวิทยาลัย

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (1)

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (2)

..............................................................................................

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การจัดการความรู้ KM Knowleage Management



ความเห็น (0)