สวัสดีครับชาว Blog และลูกศิษย์ EADP รุ่น 13 ทุกท่าน

ขอต้อนรับเข้าสู่หลักสูตร พัฒนาสมรรถนะผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT Assistant Director Development Program: EADP 2017) - EADP 13 (ช่วงที่ 2: ระหว่างวันที่ 28-30 มีนาคม 2560)

แม้ว่าจะเป็นการทำงานต่อเนื่องเรื่องคนให้กับ กฟผ. มาปีนี้เป็นปีที่ 13 แต่ผมก็ยังรู้สึกตื่นเต้น และพยายามจะแสวงหาความรู้ที่สด และทันสมัยมาแบ่งปันกับลูกศิษย์ของผมเสมอ

จากการพัฒนาผู้นำและผู้บริหารของ กฟผ. ในระดับผู้อำนวยการ 3 รุ่น และในระดับผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายอีก 9 รุ่นที่ผ่านมา ผมมีความภาคภูมิใจในลูกศิษย์ของผมที่วันนี้หลายคนเติบโต และเป็นทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพของสังคม

"ทุนมนุษย์" ใน กฟผ. นั้นเข้มแข็งและมีศักยภาพอยู่แล้ว ผมเป็นเพียงผู้ที่จะช่วยทำหน้าที่จุดประกาย สร้าง Inspiration ให้พวกเขามีพลัง มี Ideas ใหม่ ๆ มีความเข้าใจสถานการณ์ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกและพยายามเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ ไปสู่ความสำเร็จ รวมทั้งการทิ้งผลงานหรือสิ่งที่มีคุณค่าไว้สำหรับสังคมไทยของเรา

สำหรับการพัฒนาสมรรถนะผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย รุ่นที่ 13 ในปีนี้ ผมก็หวังว่าจะมีสิ่งที่เราจะได้เรียนรู้ร่วมกันเพื่อประโยชน์ในการทำงานของ กฟผ. และเป็นการสร้างที่สร้างความสุขให้แก่คนไทยต่อไป และผมขอให้ทุกท่านใช้ Blog นี้เป็นคลังความรู้ของพวกเรา และแบ่งปันความรู้เหล่านี้ไปสู่สังคมของเราครับ

ติดตามและส่งความคิดเห็นได้ที่ Blog นี้ครับ

#EADP2017

#EADP13


โครงการหลักสูตร พัฒนาสมรรถนะผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่าย

ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

13 มีนาคม – 9 มิถุนายน2560

วันที่ 28 มีนาคม 2560

(สรุปโดย เขมิกา ถึงแก้วธนกุล ทีมงานวิชาการ Chira Academy)

เยี่ยมชมสถานีไฟฟ้าแรงสูงน่าน กฟผ. จังหวัดน่าน

ความเป็นมา

สถานีไฟฟ้าแรงสูงจังหวัดน่านก่อสร้างบนพื้นที่ 16 ไร่ มีประชากรโดยรอบประมาณ 400,000 คน

สถานีไฟฟ้าแรงสูงน่าน กฟผ. เป็นสถานีปลายทางที่จังหวัดน่าน รับสายส่งจากจังหวัดแพร่ด้วยระยะทาง 108 กม.ได้ลงนามสัญญาจ้างก่อสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูงน่าน เพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนหงสาลิกไนต์ สปป.ลาว จำนวน 1,878 เมกะวัตต์ สัญญาดังกล่าวเป็นโครงการก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้าในเขตประเทศไทย เชื่อมโยงสายส่ง 500 kV ชายแดนไทย/ลาว – น่าน พร้อมทั้งปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้า 500 kV น่าน – แม่เมาะ 3 ซึ่งจะสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าในบริเวณภาคเหนือที่เพิ่มสูงขึ้น อันเนื่องมาจากการขยายตัวของธุรกิจ อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว พร้อมทั้งเพิ่มความมั่นคงในระบบไฟฟ้าไม่ให้เกิดไฟฟ้าดับ อันจะส่งผลต่อระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระดับประเทศ ทำให้ประชาชนในพื้นที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

โรงไฟฟ้าพลังความร้อนหงสาลิกไนต์ เป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่ใช้ถ่านหินลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิง มีกำลังการผลิตรวม 1,878 เมกะวัตต์ จำนวน 3 เครื่อง เครื่องละ 626 เมกะวัตต์ ซึ่งมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเพื่อทดสอบอุปกรณ์ในเดือนธันวาคม 2557 และมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในเดือนมิถุนายน 2558 การลงนามสัญญาเพื่อรองรับการรับซื้อไฟฟ้าในครั้งนี้ นอกจากจะสร้างความมั่นคงไฟฟ้าในภาคเหนือแล้ว ยังส่งผ่านพลังงานไฟฟ้าที่รับซื้อเข้าสู่ภาคกลาง พื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งเป็นศูนย์กลางความต้องการไฟฟ้าอีกด้วย

การนำระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง 500 กิโลโวลต์ เข้าใช้งาน กฟผ. ได้มีการตรวจวัดและติดตามข้อมูลสถิติการเกิดฟ้าผ่าทั่วประเทศ พบว่าปริมาณการเกิดฟ้าผ่า ไม่ได้มีความสัมพันธ์อันใดกับการเพิ่มของจำนวนสายส่งไฟฟ้าแรงสูง และเพื่อความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศ กฟผ. จึงได้มีโครงการเดินสายส่งไฟฟ้าแรงสูง ขนาดแรงดัน 500 กิโลโวลต์ เพื่อรับไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนหงสาลิกไนต์ สปป.ลาว เข้าสู่ประเทศไทย โดยผ่าน 3 อำเภอของจังหวัดน่าน คือ อำเภอสองแคว อำเภอท่าวังผา และอำเภอเมืองมีระยะทาง 101 กิโลเมตร ถึงสถานีไฟฟ้าแรงสูงน่าน ซึ่งทำให้จังหวัดน่านและประเทศไทยมีความมั่นคงทางด้านพลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นและจากสถานีไฟฟ้าแรงสูงน่าน ยังมีสายส่งไฟฟ้าแรงสูงขนาดแรงดันเดียวกัน ส่งไปยังสถานีไฟฟ้าแรงสูง แม่เมาะ3 อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง มีระยะทาง 147 กิโลเมตร โดยนำเข้าระบบจ่ายไฟครั้งแรก เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2558 และมีการจ่ายกระแสไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนหงสาลิกไนต์เข้าสู่ระบบในเชิงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2558

การเสด็จทรงงานของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เวลาที่ทรงเสด็จมาทรงงานในพื้นที่จังหวัดน่านและจังหวัดใกล้เคียงโดยพระองค์จะเสด็จมาประทับอยู่ที่พระตำหนักธงน้อย ตั้งอยู่ที่ริมแม่น้ำน่าน ตำบลดู่ใต้ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน

การเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระองค์ท่านจะเสด็จทำงานที่ ศูนย์ภูฟ้าพัฒนาซึ่งเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่างๆ ให้แก่เด็ก เยาวชน เกษตร และประชาชนทั่วไปที่มาของภาพ และข้อมูลเยี่ยมชม อาทิ ห้องนิทรรศการหมุนเวียน ห้องสมุด อาคารแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร อาคารแปรรูปชาอูหลงพร้อมทั้งให้ทดลองชิม การปลูกพืชไร้ดินแบบไฮโดรโปนิกส์ การศึกษาเส้นทางธรรมชาติให้เดินเที่ยว เช่น สวนธรรมภูฟ้า ศูนย์วัฒนธรรมภูฟ้า เป็นต้น มีร้านค้าสวัสดิการที่นำสินค้าของทางโครงการที่เป็นฝีมือชาวบ้านนำมาจัดจำหน่ายให้เลือกซื้อ มีบริการห้องประชุม ห้องสัมมนา และที่พักให้เลือกหลายรูปแบบ พร้อมอาหารพื้นเมืองเลิศรสบริการ และมีพระตำหนักภูฟ้าที่สวยงามซึ่งเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเทพฯ ขณะเสด็จมาทรงงานที่ศูนย์ภูฟ้า

กฟผ. สืบสานปณิธานของพ่อ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

1. การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ชุมชน และสังคม

2. การผลิตนวัตกรรม กล้าคิด กล้าทำ ตามรอยพ่อ

3. การดูแลป่าและน้ำ

- ให้ช่วยรักษาป่าที่ปลูกไว้

- โครงการ“ปลูกที่ท้อง ปลูกที่ใจ และปลูกในป่า”

4. รักพ่อให้พอเพียง

5. การดูแลชุมชน อาทิ

- การจัดการเรียนรู้ มีศูนย์การเรียนรู้ของ กฟผ. มี 7- 8 แห่ง และคาดว่าจะมีทั่วประเทศ

- เรื่องความพอเพียง และการปลูกป่า อาทิ โครงการ “ปลูกวันแม่เกี่ยววันพ่อ”

- ปณิธานความประหยัด (เป็นเสือเบอร์ 5)

- พระราชปณิธานส่งเสริมคนดี

การแสดงความคิดเห็น

1. ปัญหาในการสร้างระบบไฟฟ้าแรงสูงที่พบมีอะไรบ้าง

ตอบ 1. เป็นเรื่องความละเอียดอ่อนในการเจรจากับต่างประเทศ เรื่องการตกลงซื้อขาย และการยื่นสรรพากรที่ดิน ที่จะต้องคิดตามจำนวนที่แท้จริงและต้องใช้ความละเอียดในการคิดซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 15- 20 วัน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่นานในการใช้คำนวณความถูกต้องโดยจะมีข้อตกลงในสัญญาเรื่องการจ่ายค่าปรับถ้าไม่เป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนด

2. การสร้างโรงไฟฟ้าต้องดูในเรื่อง ลิกไนต์สนามแม่เหล็ก และฟ้าผ่า ประกอบด้วย และการสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูงนั้น ไม่ได้มองเพียงแค่ว่าจะต่อต้านตรงไหน จะต้องมีการประชุมร่วมกันเพื่อหาทางแก้ไข

3. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ อยู่ที่ความร่วมมือของหลายฝ่าย ทั้ง กฟผ. นักธุรกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนในพื้นที่ ซึ่งทางกฟผ.ได้ลงพื้นที่ด้วยความจริงใจ และเน้นการพูดความจริง

4. การสร้างกำแพงกั้นสูง จะมี Shunt Reactor อยู่ และได้มีการเชิญผู้ที่ได้รับผลกระทบเข้ามาพูดคุยเบื้องต้นว่าจะแก้ไขอย่างไร

5. เมื่อมีการร้องเรียนผ่าน Call Center ก็ต้องแสดงความจริงใจ และความรับผิดชอบในการดำเนินการทั้งหมด

2. ยกตัวอย่างปัญหาด้านงาน CSR

ตอบ1. ในกรณีที่มีการประท้วงเกิดขึ้นจะต้องมีการพูดคุยโดยใช้ใจคุย มีการพูดภาษาเมืองใช้ใจและภาษาเดียวกันคุย แล้วจะทำให้ปัญหาดูเล็กลง

2. การเชิญ NGOs เข้ามามีส่วนร่วมในงานที่เป็นหัวใจของการปลูกป่า อาทิโครงการ “กล้าดี” ได้เชิญ NGOs เข้ามาเป็นกรรมการ

3. ส่งเสริมงานด้านการท่องเที่ยว เชื่อมโยงกับสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ อาทิ เส้นทางชมดอกนางพญาเสือโคร่ง ดอยภูคา และขุนสถาน จังหวัดน่าน เป็นหนึ่งแห่งการสร้างเสน่ห์ที่น่าประทับใจ

4. การสร้างปฏิสัมพันธ์กับคนในพื้นที่ให้เข้มแข็ง แม้บางครั้งไม่มีงบประมาณ แต่สิ่งที่ต้องทำคือการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดี การร่วมรับฟังความคิดเห็น การรับเรื่อง การสร้างความเป็นมิตร และการสร้างพลังบวกให้เกิดขึ้นตลอดเวลา

3. โครงการของ กฟผ.ที่จังหวัดน่าน มีโครงการอะไร

ในด้านการดำเนินงานด้านการไฟฟ้าจังหวัดน่านที่ผ่านมา เนื่องจากในกรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเปลี่ยนบ่อย จึงต้องมารายงานความคืบหน้าในการทำงานใหม่เกือบทุกครั้งว่าทำอะไรบ้าง อาทิ

1. โครงการปลูกป่า กฟผ. พลิกฟื้นคืนพื้นที่สีเขียวให้จังหวัดน่านกว่า 82,800 ไร่ ลุยเดินหน้าปลูกป่าน่านต่อเนื่อง 17,000 ไร่ คู่ปลุกจิตสำนึกชาวน่านเห็นคุณค่า และร่วมอนุรักษ์ป่าไม้ ตามแนวทาง “ปลูกที่ท้อง ปลูกที่ใจ และปลูกในป่า” สู่ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน โดยมี คุณโจอี้ บอย แกนนำหลักกลุ่ม “ปลูกเลย” ปลุกกระแสคนไทยตื่นตัวร่วมพลิกฟื้นคืนความสมบูรณ์ให้ป่าจังหวัดน่าน

“ปลูกที่ท้อง” กฟผ. เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน ด้วยการจ้างงานชุมชนในพื้นที่ให้ปลูกป่า และบำรุงรักษาป่าให้ โดยใช้งบประมาณการจ้างไม่ต่ำกว่าปีละ 80 ล้านบาท ทำให้ชุมชนในท้องถิ่นมีรายได้ ส่งผลให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จากนั้น ได้นำโครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผสมผสานกับกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน ให้ชาวบ้านได้ปฏิบัติเป็นต้นแบบ เพื่อให้ชุมชนที่ดูแลป่ามีกินมีใช้ พึ่งพาตัวเองได้

“ปลูกที่ใจ” กฟผ. ได้รณรงค์ปลุกจิตสำนึกชาวน่าน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ด้วยการจัดทำโครงการกล้าดี ซึ่งเป็นโครงการเด็กคิด เด็กทำ เด็กพูด เพื่อรักษาป่าไม้ของ จ.น่าน เพื่อให้เด็กเห็นคุณค่า และพร้อมดูแล ปกป้องผืนป่าให้คงอยู่อย่างสมบูรณ์

“ปลูกในป่า” นอกจาก กฟผ.จะปลูกป่าตามเป้าหมายร่วมกับชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยได้ประสานการขอพื้นที่อย่างถูกต้องตามกฎหมายจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังมุ่งเน้นแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชการที 9 ด้วยการสร้างการมีส่วนร่วมในการดูแลปกป้องผืนป่า ซึ่งหากมีการดูแลรักษาที่ดี ป่าจะยังคงอยู่ โดยไม่ต้องปลูกป่าซ้ำไปมาทุกปี

2. โครงการ“กล้าดี” ในงานวันเยาวชนแห่งชาติประจำปี 2559 ของจังหวัดน่าน เพื่อให้เยาวชนในจังหวัดน่านได้มีส่วนร่วม ในการช่วยอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำ โดยการคิดและนำเสนอโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่จังหวัดน่าน โดยมีสถาบันการศึกษาได้รับการคัดเลือกรอบแรก 20 โครงการ เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการ โดยจะคัดเลือก จากเกณฑ์ที่กำหนดคือ มีคุณประโยชน์ต่อชุมชน โดยเฉพาะในการเพิ่มพื้นที่สีเขียว การอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าไม้ สามารถสร้างการมีส่วนร่วมทั้งในโรงเรียน และในชุมชน เป็นโครงการที่ยั่งยืน มีความคิดสร้างสรรค์ และเป็นโครงการที่มีการสื่อสาร สร้างการรับรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งต้องมีศักยภาพสามารถก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ของจังหวัดน่าน จำนวน 5 โครงการ ซึ่ง กฟผ. จะสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการโครงการละ 20,000 บาท ส่วนโครงการที่เหลือ กฟผ. ได้เชิญ บมจ. ผลิตไฟฟ้าราชบุรี โฮลดิ้ง โรงไฟฟ้าหงสา กลุ่มปิดทองหลังพระ และหอการค้าจังหวัดน่าน มาร่วมสนับสนุน

ดร.จีระหงส์ลดารมภ์

ได้ฝากเรื่องการคิดร่วมกัน การสร้าง Social Trustโดยเป็นตัวอย่างที่ดี ให้สังคมรับทราบถึงประโยชน์และสิ่งที่จะทำในอนาคตเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มต่อไป


เยี่ยม “บ้านดงป่าสัก” พื้นที่โครงการหมู่บ้าน กฟผ. วิถีพอเพียง

กล่าวต้อนรับและบรรยายพิเศษ เรื่องสถานการณ์ปัจจุบันของ จ.น่าน

โดยนายไพศาล วิมลรัตน์

ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน


จังหวัดน่าน

จังหวัดน่าน แต่ก่อนเป็นจังหวัดที่ห่างไกลผู้คน มีสภาพภูมิประเทศเป็นป่าดงดิบทำให้การเดินทางลำบากเต็มไปด้วยพื้นที่ป่า และเป็นสาเหตุหนึ่งของการเป็นพื้นที่กบดานของกลุ่มคอมมิวนิสต์ และผู้ก่อการร้าย

ปัจจุบันสภาพป่า หรือสภาพภูมิประเทศจากเดิมที่เป็นป่าดงดิบ และมีต้นน้ำลำธาร ในพื้นที่ของน่านลดลงเนื่องจากมีการทำลายป่า ทำลายเขาเป็นพื้นที่ทำกิน ทำให้น่านมีพื้นที่ป่าลดลงเหลือไม่ถึง 20%

การแก้ปัญหาเรื่องผู้ก่อการร้าย ได้เคยเสนอว่าให้คนหรือชาวบ้านช่วยรบ ถ้ารบชนะก็ได้สิทธิ แต่ปัญหาคือการออกพื้นที่กรรมสิทธิ์ไม่สามารถทำได้ ชาวบ้านอยู่ในพื้นที่ป่ามาก่อน แต่ไม่มีเอกสารมาสำแดง จึงเกิดปัญหาเรื่องการยื้อแย่งกลายมาเป็นปัญหาในเรื่องต่าง ๆ ตามมา

ในพื้นที่ป่า ในส่วนที่เป็นพื้นที่ต้นน้ำ เราต้องสงวนพื้นที่เหล่านี้ไว้ให้เป็นต้นน้ำคงอยู่ เพราะมีความสำคัญต่อการอนุรักษ์ป่า

การดูแลคนในพื้นที่ ต้องพยายามยกว่าคนเหล่านั้นเป็นคนน่านหรือไม่ โดยสิทธิขั้นพื้นฐานคือการมีที่อยู่อาศัย ต้องทำให้เขามีที่อยู่ที่ทำกินที่ถูกต้อง สามารถเลี้ยงตัวเองได้ จะได้ไม่ประกอบอาชีพที่ผิดกฎหมาย และสร้างความเดือดร้อน เช่นการทำลายป่า ค้ายาเสพติด หรือค้าประเวณี

ดังนั้น ต้องระลึกเสมอว่าเขาเป็นคนน่าน ต้องมีที่อยู่อาศัย มนุษย์ต้องกินต้องใช้ เจ็บไข้ต้องรักษา ลูกต้องเข้าโรงเรียน จะเอาเงินที่ไหน จึงได้มีแนวทางการตัดสินใจในเรื่องการส่งเสริมเกษตรกรรม โดยให้ชาวบ้านเลือกพื้นที่ที่ทำอาชีพ ดีกว่าพื้นที่ที่จะเป็นปัญหาในอนาคต ไม่ใช่ให้เขาเลือกอาชีพที่ทำผิดกฎหมายแล้วเรามาคอยปราบปราม จะลำบากมากกว่านี้

ต้องระลึกไว้เสมอว่า คนเลือกเกิดไม่ได้ ดังนั้นเราต้องช่วยกัน และเนื่องจากเขาไม่มีโอกาสในการทำมาหากินจึงเป็นเหตุผลที่ชาวบ้านลุกล้ำบนภูเขา

การแก้ไขปัญหา

ให้ไปดูที่ป่า การทำอะไรในป่า มีกลุ่มที่เขาต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว ต้องมีอาชีพให้เขาแทน การพัฒนาทำได้ยากเนื่องจากไม่มีโอกาสให้ประชาชนบนดอยมีทางเลือกอื่น เนื่องจากราชการก็ไม่สามารถเข้าไปได้

การร่วมแสดงความคิดเห็น

ดร.จีระหงส์ลดารมภ์

กล่าวถึงชุมชนว่าอยากให้เข้าใจความจำเป็นของการมีโรงไฟฟ้าและการมีส่วนร่วม และการเข้าไปร่วมกับโรงไฟฟ้าหงสา ที่ สปป.ลาว

ผู้ว่าฯ กล่าวว่าให้ศึกษาว่าทำไมโรงไฟฟ้าบางปะกงสามารถอยู่ได้ และทุกคนยินดีที่จะอยู่ร่วมกันหมด มีความสุขกันทั่วหน้า แม้ตอนแรกต่อต้าน แต่พื้นที่รอบโรงไฟฟ้าบางปะกงไม่มีครัวเรือนไหนที่ไม่มีไฟฟ้าใช้เลย แต่ที่น่านยังมีครัวเรือนที่ไม่มีโรงไฟฟ้าใช้จำนวนมาก

ความคิดเห็นที่ 1นอกจากชุมชนที่บุกรุกพื้นที่บนเขา ยังมีนายทุนที่ส่งเสริมการปลูกข้าวโพดด้วยใช่หรือไม่

ผู้ว่าฯ ตอบว่ามีส่วนเป็นเช่นนั้นจริง เพราะนายทุนมีข้อเสนอแบบครบวงจรที่ดีให้กับชาวบ้าน และชาวบ้านรับข้อเสนอ

ความคิดเห็นที่ 2 พบว่าคนภาคใต้นิยมปลูกยางพาราจำนวนมาก อยากทราบเรื่องสภาพภูมิศาสตร์การปลูกยางพาราในจังหวัดน่านเรื่องความชื้นกับความแห้งแล้งเป็นอย่างไรบ้าง

ผู้ว่าฯ กล่าวว่า สิ่งที่น่าสนใจคือถูกกฎหมายหรือไม่ ถ้าไม่ได้รับอนุญาต ก็จะฟ้อง ในที่น่าน มีการปลูกยางแต่ไม่มาก แต่พื้นที่น่านแปลกกว่าที่อื่น จึงมีความเหมาะสมที่จะทำเป็นกรณีศึกษา

ความคิดเห็นที่ 3 เรื่องการปลูกป่าที่จังหวัดน่านเป็นอย่างไร

การปลูกป่าที่น่านมีหลากหลายมิติที่เกี่ยวข้อง คือ คือการปลูกป่าเพื่อเรื่องธุรกิจ เพื่อชื่อเสียง เพื่อเศรษฐกิจ และเพื่อการส่งออก เป็นต้น

ความคิดเห็นที่ 4 การเริ่มต้นพูดเรื่องความขัดแย้งในอดีตมีการเจรจา จากฝ่ายทหาร และรัฐบาล ให้ปลดอาวุธ สวมเครื่องแบบปกป้องประชาธิปไตย มีคนเล่าว่าประเทศไทยรักษามาได้ด้วยบรรพบุรุษ สิ่งที่สงสัยคือรบกับใคร และอีกประเด็นคือการทำหน้าที่ด้านการพัฒนาพลังงาน และทำเรื่องอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วย โยงไปเรื่องการปลูกป่าถ้า กฟผ. ทำผิดกฎหมายขอมอบตัว

ในการพัฒนาสิ่งแวดล้อมอยากให้ผู้ว่าฯ แนะนำ ในมุมมองของนักรัฐศาสตร์ อะไรที่ทำไม่ถูกก็ทำให้ถูก อะไรที่ควรต่อเติม หรือสานต่อ จะนำสิ่งที่ท่านผู้ว่าฯ ไปแนะนำให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ

ผู้ว่าฯ กล่าวว่า ในเรื่องที่เกี่ยวข้องจริง ๆ ในพื้นที่น่าน ได้ฝากให้ทุก กฟผ. ดูเรื่อง CSR ในพื้นที่ชุมชนรอบโรงไฟฟ้าในรัศมี 5 กม. ให้มีการขายไฟ และให้ดูแลพื้นที่ใต้สถานีไฟฟ้าสายแรงสูง ควรมีการตอบแทนชุมชนที่อยู่ใต้เสาไฟฟ้าแรงสูงได้หรือไม่ เน้นชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ใกล้โรงไฟฟ้าและสถานีไฟฟ้าแรงสูง ได้รับอานิสงค์จากการไปสร้างโรงไฟฟ้าด้วย

ความคิดเห็นที่ 5 การปลูกป่าของ กฟผ. ในทุกปีจะมีหนังสือไปที่กระทรวง ฯ แจ้งว่าอยากดูแลที่น่านเป็นพิเศษเนื่องจากมีสายส่งไฟฟ้าแรงสูง และโรงไฟฟ้า

โรงไฟฟ้าทำให้ชุมชนมีไฟฟ้าใช้ฟรีได้ถ้ามีชุมชนไหนมีความเดือดร้อนเรื่องนี้ จะมีพระเอกขี่ม้าขาว มีเครือข่ายจากพลังงานจังหวัดน่านมาร่วมด้วย

ในนามผู้แทนกระทรวงพลังงาน ของจังหวัดน่าน เป็นจังหวัดที่ไม่มีโรงงานอุตสาหกรรม และไม่มีโรงไฟฟ้า ที่น่าสนใจคือได้สายส่งแล้วไปแบ่งสายที่น่าน

พลังงานจากชุมชน มีเรื่องพลังงานหมุนเวียน ควรมีการทำความเข้าใจในเรื่องการไฟฟ้าฝ่ายผลิต เรื่องการทำโซล่าเซลล์ และโรงไฟฟ้าขนาดเล็กที่ทำอยู่ ถ้าในอนาคตรัฐบาลมีนโยบายทำโรงไฟฟ้าร่วมกับชุมชนก็จะร่วมมือกัน

ความคิดเห็นที่ 6 กฟผ.จำหน่ายให้ กฟน. และ กฟภ. โดยจำหน่วยให้ กฟภ.ถูกกว่า กฟน. เนื่องจากให้ กฟภ.มีต้นทุนมากขึ้นในการลากสายไฟฟ้าไปสู่ประชาชน

มีหน่วยงานใหม่ด้านพลังงานทดแทนซึ่งสอดคล้องอยู่ เป็นสิ่งที่แนะนำในการเริ่มต้นคือการขายไฟที่ กฟภ. ในราคาที่ต่ำกว่า

ความคิดเห็นที่ 6 งบการก่อสร้างโรงไฟฟ้ามี 2 ก้อน มีบางจุดที่เราน่าจะผลักดันให้กับชุมชนรอบโรงไฟฟ้าได้ เช่น มอบอำนาจให้ผอ.ดูแลโรงไฟฟ้าไปสอบถามประชาชนที่ไม่ได้รับประโยชน์ตรงนั้นโดยตรง สามารถใช้เงินจากงบประมาณ 200 ล้านบาทในการช่วยเหลือกลุ่มที่ยังไม่มีโรงไฟฟ้าตรงนี้เช่น โซล่าเซลล์ ฯลฯ

ผู้ว่าฯ กล่าวว่า กลุ่มที่ยังไม่มีโรงไฟฟ้ามีประมาณ 5% ของจังหวัดน่าน ซึ่งเป็นจำนวนมากและกลัวว่างบประมาณจะไม่พอ จึงอยากให้ไปคำนวณ และคิดโครงการให้ดี

ความคิดเห็นที่ 7 สามารถให้ กฟภ. ร่วมมือกับ กฟผ.ได้

ผู้ว่าฯ กล่าวว่า ป่าถ้าไม่มีใครไปทำอะไร ก็ขึ้นมาเองได้ แต่อยากให้ กฟผ.มีโครงการฯ ร่วมทำกับประชาชนบนดอยให้ลงจากดอยลงมาเพื่อลดพื้นที่การทำลายบนภูเขา เช่นสร้างอาชีพให้เขา แล้วพื้นที่ข้างบนบนภูเขา ก็สามารถปลูกป่าได้ สิ่งที่พบคือคนปลูกป่ามีมาก แต่คนช่วยประชาชนให้ลงมาจากเขามีน้อย

ดร.จีระหงส์ลดารมภ์

ยกตัวอย่างที่พะโต๊ะ อาจเอาจังหวัดน่านเป็นตัวอย่าง และถ้ามีปัจจัยบางเรื่อง น่าจะมีบทบาท เช่นมีสายส่งมาจากหงสา สปป.ลาว แต่ชาวบ้านยังไม่ได้ประโยชน์แน่นอน

อยากให้ EAPD รุ่นที่ 13 นี้ทิ้งมรดกที่เป็นรูปธรรม เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม ใช้ทฤษฎี 2 R’s คือพูดความจริง และตรงประเด็น

เรื่อง CSR ถ้าเปอร์เซ็นต์คนในน่านยังไม่มีไฟฟ้าใช้ และโครงสร้างกฟภ.ทำไม่ได้ จึงเชื่อว่า กฟผ. ที่มีสถานีไฟฟ้าแรงสูง สามารถทำได้ จึงอยากจะถามคนในห้องนี้ว่ามีโครงการฯอะไรที่เป็นรูปธรรมอยากให้ลูกศิษย์เสนอแนะโครงการฯ ที่จะทำร่วมกับจังหวัดน่าน ที่จะสามารถทำร่วมกันได้

สร้างความร่วมมือกันระหว่าง กฟผ. และ กฟภ. และหาโอกาสใหม่ ๆ ร่วมกัน มีประเด็นมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน แล้วไปคิดต่อเนื่อง อยากให้เป็นบทบาทที่เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ต่าง ๆ ในอนาคตข้างหน้า Concept คือ Team of Arrival ที่เรานึกว่าเป็นคู่แข่ง แต่จริง ๆ แล้วเราสามารถจับมือกับเขาได้ เราต้องเปิดกว้างและสร้าง Diversity การยอมรับความคิดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

สิ่งที่ท่านผู้ว่าฯ พูดมาช่วยทำให้มองเห็นจิ๊กซอว์ การพูดในวันนี้จึงเสมือนการเติมเต็ม ถ้า กฟผ.ช่วยเติมเต็ม ก็ไม่ใช่เรื่องยากนัก การเจอผู้ว่าฯ ก็จะทำให้ กฟผ.มีกำลังที่เข้มแข็งขึ้น

สรุปโดย ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน

ในการทำงานของโรงไฟฟ้าหลังจากปรับยุทธศาสตร์การใช้งานถือว่าเป็นประโยชน์มาก สิ่งที่กฟผ.ถนัดคือ การดูแลชุมชน กฟผ.ได้มีการดูแลชุมชนอย่างไรบ้าง ถึงสำเร็จเหมือนที่ผ่านมา

กฟผ. เป็นส่วนหนึ่งที่ดูแลประชาชนได้แม้ไม่มีโรงไฟฟ้าในน่านก็ตาม การปักเสาไฟฟ้าแรงสูง ก็ได้มีการดูแลประชาชนโดยรอบจึงขอเอาใจช่วยและยินดีต้อนรับทุกท่าน

ผู้นำชุมชนบ้านดงป่าสัก

นายเกตุศรรบศึก ผู้ใหญ่บ้าน

ประวัติบ้านดงป่าสัก

บ้านดงป่าสักเริ่มก่อตั้งเมื่อประมาณ 107 ปี โดยการนำของนายแก้วและนายคื้น บุญมี ราษฎรบ้านฝายแก้วมาปักหลักทำไร่ข้าวที่ไร่น้ำแหด ห่างจากหมู่บ้านปัจจุบัน 7 กิโลเมตรหลังจากนั้นได้ย้ายมาปักหลักทำกินที่ห้วยน้ำเกี๋ยน(บริเวณห้วยตาดน้อย) หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าฮ่องบ้านห่างหลังจากนั้นได้พากันอพยพมาก่อตั้งที่อยู่ปัจจุบันมีประชากร 24 คน 8 ครัวเรือน ขึ้นอยู่ในเขตปกครองของผู้ใหญ่บ้านฝายแก้ว โดยแต่งตั้งให้นายแก้วทาปัน เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านมีหน้าที่ดูแลแทนผู้ใหญ่บ้านฝายแก้ว หลังจากนั้นมาประชากรเพิ่มขึ้นตามลำดับ ทางการจึงแต่งตั้งให้เป็นหมู่บ้านขึ้นครั้งแรก ในปีพ.ศ.2488ชื่อบ้านดงป่าสัก สาเหตุที่ตั้งชื่อบ้านดงป่าสักเนื่องจากเดิมหมู่บ้านมีต้นสักอยู่เป็นจำนวนมาก พอมีการสัมปทานป่าจากภาครัฐต้นสักก็ถูกตัดโค่นจนหมด

บ้านดงป่าสัก มี 146 ครัวเรือน มีหมู่บ้านสาขา อาทิห้วยปูน 46 ครัวเรือน มีคน 579 คน

บ้านดงป่าสัก พื้นที่ 80% อยู่ในภูเขาสูง พื้นที่ราบ 20% มีการทำไร่ข้าวโพด สวนยางพารา เลี้ยงสัตว์ ทำการเกษตรแบบผสมผสาน เลี้ยงสัตว์

กิจกรรมที่ทำ มี

1. เรื่องน้ำ เรื่องฝาย

2. เรื่องป่า แนวดับไฟ สำรวจป่า

3. เรื่องอาชีพ ประชากรส่วนใหญ่ทำไร่ข้าวโพด มีอุปสรรคมากมาย

การทำโครงการชีววิถีทำให้บ้านดงป่าสักลืมตาอ้าปากได้

นายชัชพงศ์กุลเทพพรมส.อ.บ.ต. ผู้ใหญ่หมาน

โครงการชีววิถี มีความผูกพันกับ กฟผ.มานาน ส่วนหนึ่งได้มีผู้รับจ้างทำการปลูกป่าหลังจากเสร็จภารกิจที่จังหวัดน่าน ก็ไปทำต่อของ กฟผ.

ที่ผ่านมามีความผูกพันกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต มีความภูมิใจ กฟผ. ที่รู้จริง ทำจริง ให้ความรู้อบรม ดูงานแต่ กฟผ. ทำจริง จึงมีความศรัทธาว่าสิ่งที่เสนอไป กฟผ.ให้ชุมชนจริงๆ

เรื่องที่ดิน ที่ดงป่าสักมีการจัดการที่ดินโดยแบ่งขอบเขตชัดเจน ไม่มีการบุกรุก การจัดเวรยาม การเดินทางไกล ธนาคารต้นไม้เสริม มีการร่วมทำกับ ธกส. เรื่องการดูแลรักษาป่า

มีการปลูกป่าหลายแสนต้น เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ที่ยั่งยืน

1. สร้างรายได้ให้กับชุมชน

2. พื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น

ปัญหา

1. ต้นทุนการผลิตสูง

2. ราคาผลผลิตต่ำ

3. รายได้ต่ำ ค่าใช้จ่ายสูง

ชีววิถีจะช่วยเพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายเพื่อความยั่งยืน

การประเมินผลการดำเนินการโครงการชีววิถี

พบว่าสมาชิกมีชีวิตและความเป็นอยู่ดีขึ้นจากเดิมโดย

1.ช่วยลดต้นทุนในด้านการผลิต

2.ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนจากเดิมต้องจ่ายค่ากับข้าวอย่างน้อยวันละ100บาทลดเหลือลงวันละ30บาทบางวันก็ไม่ได้จ่ายเลย

3.เพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว โดยได้มาจากการขายปลาดุกและกบ
คาดว่า ปี พ.ศ.2560 จะขยายผลจำนวน 20ครัวเรือน

มีการอบรมให้ความรู้ผู้เข้าร่วมโครงการฯ เป็นการอบรมครึ่งวัน และให้ความรู้แบบเจาะประเด็น ตัวอย่างที่ทำจะเป็นการอบรมครึ่งวันเช้า และตอนบ่ายจะลงมือวางแผนทำต่อ ทำแผนศึกษาดูงานอบรม

การอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการลดค่าใช้จ่าย การเลี้ยงสัตว์ มีการสอนการใช้จุลินทรีย์ต่าง ๆ มีเชิญท่านผู้เชี่ยวชาญมาสอนที่บ้านหล่มสัก เป็นต้น

ครัวเรือนเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการฯ

- คนที่ต้องการประกอบอาชีพ

- คนไม่มีที่ขุดบ่อทำบ่อ ก็มีการทำกระชังกบ ให้ มีการเลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา

ศูนย์เรียนรู้ทำแบบครอบคลุมโดยใช้พื้นที่น้อยให้เกิดประโยชน์ มีคณะที่ปรึกษา มีนักวิชาการประจำศูนย์

ฐานการเรียนรู้ที่ 1 ชีววิถีเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (กฟผ.)

ฐานการเรียนรู้ที่ 2 การเลี้ยงวัวแบบประณีต

มีการขุดบ่อให้ มีการเลี้ยงไส้เดือน ใช้ปุ๋ย

ฐานการเรียนรู้ที่ 3 การเลี้ยงสัตว์น้ำ

อุปสรรคใหญ่คือน้ำไม่พอ ขาดอุปกรณ์ ถ้ามีหน่วยงานไหนอนุเคราะห์ก็จะช่วยให้ชาวบ้านได้ทุกปี

มีปลาหลายชนิด

ฐานการเรียนรู้ที่ 4 ธนาคารต้นไม้

มี ธกส.สนับสนุน ชุมชนต้องเรียนรู้

มีการเพาะปลามัง (คล้าย ๆ ปลาไข่)

มีเครือข่าย ผู้ว่าฯน่าน กลุ่มจิตอาสา กลุ่ม Smart Farmer กลุ่มพัฒนาชุมชน

การร่วมแสดงความคิดเห็น

การให้อย่างมีคุณค่า รับอย่างมีศักดิ์ศรี เป็นชุมชนต้นแบบที่เป็นประโยชน์กับคนต่อ ๆ ไป


Dinner Talk หัวข้อ ประสบการณ์ของข้าพเจ้า...กับการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่โรงพยาบาลน่าน

โดย นพ.บุญยงค์ วงศ์รักมิตร ที่ปรึกษาสถาบันปิดทองหลังพระ

ท่านได้กล่าวถึงนิยามของผู้บริหาร ได้ยกพระราชดำรัสเรื่องการทำหน้าที่ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เรื่องการทำตามหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด

หมายถึง ต้องมุ่งเน้นความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ขององค์กรโดยสามารถร่วมกับคนอื่น มีความเคารพเพื่อนร่วมงาน ไม่มองว่าใครเป็นลูกน้องใคร

การทำงาน กับการประพฤติตน ต้องรู้ว่าคุณค่าของตนอยู่ที่ไหน

การครองตนด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และยุติธรรม

คนเราได้เกิดมาเป็นคนถือว่ามีความโชคดีมากแล้ว แต่ที่โชคดีมากกว่านั้นคือ ได้คำสอนทางศาสนาจากพระพุทธเจ้า พระเยซู พระมูฮัมหมัด ทางโลกจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นแบบอย่างที่ดี

ได้กล่าวถึงความทุ่มเทในการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 ที่พระองค์ท่านเสด็จมาที่จังหวัดน่าน23 ครั้ง มาเยี่ยมที่โรงพยาบาล และประชาชนในพื้นที่


โครงการหลักสูตร พัฒนาสมรรถนะผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่าย

ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

13 มีนาคม – 9 มิถุนายน2560

วันที่ 29 มีนาคม 2560

(สรุปโดย เขมิกา ถึงแก้วธนกุล ทีมงานวิชาการ Chira Academy)

ศึกษาดูงานโครงการพัฒนาห้วยหาด ตามแนวทางพระราชดำริของรัชกาลที่ 9

บรรยายโดย ผู้ใหญ่บ้านนัยนา ฑีฆาวงศ์และ ส.อบต. 2 ท่าน นายประชุม ล้วนปวน และนายต้น ตาลตา

กล่าวถึงโครงการยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน ที่บ้านห้วยหาดมีส่วนร่วม ให้ประชาชน พอมี พอกิน พอใช้ ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือ เดินทางสายกลาง พอประมาณมีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน มีความรู้และคุณธรรมโดยสิ่งที่ทำคือเน้นการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม การพัฒนาจิตใจให้มีคุณธรรม การให้การศึกษา การสร้างความมั่นคง เพื่อการต่อยอด และกระจายพัฒนาสู่ชนบทกล่าวถึงการพัฒนาแหล่งน้ำพัฒนาป่าไม้ พัฒนาอาชีพ คุณภาพชีวิต และมีหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

กระบวนทัศน์

1. การให้คนมีส่วนร่วมในทุกเรื่องที่สามารถร่วมได้

2. การพัฒนาจิตใจ

3. ส่งเสริมการศึกษาและคุณธรรม

4. การสร้างความมั่นคง เพื่อสร้างความก้าวหน้าและต่อยอด

5. การกระจายการพัฒนาสู่ชนบท

การดำเนินงานโครงการยกระดับคุณภาพชีวิตของหมู่บ้านชุมชนแบบมีส่วนร่วม

“ การพัฒนาหมู่บ้านชุมชน ต้องสร้างพื้นฐานคือ ความพอมี พอกิน พอใช้ก่อน แล้วจึงค่อยสร้าง ค่อยเสริม ความเจริญและเศรษฐกิจชั้นสูงต่อไป ”

หลักการและเหตุผล

การสร้างความมั่นคงบนพื้นที่สูงของจังหวัดน่านอย่างยั่งยืนด้วยการพัฒนาเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ

การบริหารจัดการ ควบคุม การบุกรุกพื้นที่ป่าเพิ่ม การคืนพื้นที่ป่าไม้ การควบคุมจำกัดการปลูกพืชและการใช้สารเคมีที่ส่งผลกระทบเสียหาย การจัดระเบียบที่ดินทำกินของชุมชนและการพัฒนาปรับองค์ความรู้ไปสู่ระบบเกษตรบนพื้นที่สูงผสมผสานแบบยั่งยืน ที่ต้องทำควบคู่ไปพร้อมกัน เพื่อให้เกิด ทั้งความมั่นคงทางอาหาร รายได้ และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งเป็นทางเลือกในการลดปัญหายาเสพติด รวมถึงการลดปัญหาไฟป่าหมอกควันในพื้นที่อีกด้วย

ใช้ยุทธศาสตร์การพัฒนาเชิงพื้นที่ที่ออกแบบตามบริบทของภูมิสังคมและสถานการณ์จริงในพื้นที่ ที่มีทั้งงานวิจัย งานบริการวิชาการเพื่อปรับใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสมไปพร้อมกับงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของชีวิตความเป็นอยู่ชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัดน่าน “สร้างเมืองน่านน่าอยู่คู่ป่าต้น

ตลอดจนความต้องการของชุมชนบ้านห้วยหาด ตำบลอวน อำเภอปัว จังหวัดน่าน มีความมุ่งมั่นที่จะหาอาชีพทางเลือกเพื่อสร้างรายได้ทดแทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว อย่างเช่นข้าวโพดหาช่องทางการพัฒนาอาชีพที่สามารถให้ คนอยู่คู่กับป่าต้นน้ำ ร่วมปกปักรักษาป่าต้นน้ำน่านให้คงอยู่สืบไป

มหาวิทยาลัยฯ จึงเชิญชวนให้คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษา นำความรู้เชิงวิชาการสมัยใหม่ จากการวิจัยไปสานต่อองค์ความรู้เดิมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในการส่งเสริมอาชีพให้กับคนในชุมชน ให้มีความรู้ มีอาชีพ มีงานทำ มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความมั่นคงและยั่งยืน บนฐานสังคมแห่งการเรียนรู้ ภายใต้แนวคิด การพัฒนาหมู่บ้าน ชุมชน ต้องสร้าง พื้นฐานคือความพอมี พอกิน พอใช้ก่อน แล้วจึงค่อยเสริม ค่อยสร้างความเจริญและเศรษฐกิจขั้นสูงต่อไป

วัตถุประสงค์การพัฒนาชุมชน

1. เพื่อร่วมสืบสานงานที่พ่อทำ ตามแนวพระราชดำริฯอย่างต่อเนื่อง และร่วมสนองงานโครงการพระราชดำริสมเด็จพระเทพฯโครงการ “รักษ์ป่าน่าน”

2. เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนบ้านห้วยหาดไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและมั่นคงในอนาคต

3. เพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ระหว่าง ภาคประชาชน และภาคีต่างๆ

เป้าหมายการพัฒนา

  • การพัฒนาบุคคลและครัวเรือน: สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง สร้างผู้นำชุมชนการแห่งการพัฒนา และสร้างหลักสูตรอาชีพที่เหมาะสมกับพื้นที่ เพื่อแก้ไขปัญหาด้านอาชีพ แก้ไขปัญหาความยากจน ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน
  • พัฒนาชุมชน : ยกระดับกลุ่มอาชีพด้านกระบวนการผลิต การตลาด และการบริหารจัดการ เพื่อกระจายรายได้ระดับหมู่บ้าน ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดปัจจุบัน
  • พัฒนาสังคม:ร่วมวางแผนการพัฒนา วางรากฐานชุมชนแห่งการเรียนรู้ด้านอาชีพทางการเกษตร โภชนาการ สุขภาพอนามัย การศึกษา ตลอดจนการอนุรักษ์ จัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่นในพื้นที่
  • มุ่งสู่ความพอเพียงเพื่อก้าวสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน : การพัฒนาหมู่บ้านชุมชน ต้องสร้างพื้นฐานคือ ความพอมี พอกิน พอใช้ก่อน แล้วจึงค่อยสร้าง ค่อยเสริม ความเจริญและเศรษฐกิจชั้นสูงต่อไป

ภาคีภายนอกที่หนุนเสริมชุมชน อาทิ

  • องค์การบริหารส่วนตำบลอวน
  • อำเภอปัว
  • อุทยานแห่งชาติดอยภูคา
  • เครือข่ายวิจัยเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่ภาคเหนือตอนบน สกว.
  • มณฑลทหารบกที่ 38 น่าน (ค่ายสุริยพงษ์)
  • เขื่อนสิริกิติ์
  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน
  • มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอปัว
  • สำนักงานการเกษตร

กิจกรรม

1. พัฒนาแหล่งน้ำ 2,500 ไร่ สร้าง 4 ฝายเป็นแหล่งกักเก็บน้ำ

2. การช่วยดูแลรักษาป่า ใช้แรงงานของชุมชนเป็นหลักช่วยดูแลป่าอุดมสมบูรณ์ มีเขตอนุรักษ์พันธุ์ป่าไม้

3. มีสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ขึ้นชื่อ เช่น ปลาแก้มช้ำ (ปลาพื้นบ้านอร่อย) การทอผ้า ถั่วดาวอินคา มีประโยชน์ในการลดน้ำตาลในเลือด

4. การทำแนวป้องกันไฟป่า ระหว่างเดือน ธันวาคม – เมษายน มีบุคลากรลาดตระเวน โดยจ่ายเป็นค่าอาหารกลางวันคนละ 200 บาท เพื่อช่วยจัดการดูแลต้นน้ำ และดูแลป่า

5. การทำการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การใช้วัสดุธรรมชาติการห่ออาหาร ใช้ใบตอง ไม้ไผ่

6. การใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พัฒนาชุมชนด้านการเกษตรเน้นความยั่งยืนเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จากการช่วยกันรักษ์ป่า การอยู่อย่างพอเพียงตามรอยพ่อ

โครงการในอนาคต

1. ส่งเสริมอาชีพ

2. การพัฒนาผลิตภัณฑ์ในชุมชน

3. การสร้างศูนย์การเรียนรู้

4. การพัฒนาการท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มรายได้

5. การสร้างป่า สร้างคน

6. การสร้างฝาย ในวันที่ 4-6 พฤษภาคม 2560

7. การปลูกป่า ทดแทนป่าเสื่อมโทรม

การดูแลรักษาน้ำ และป่าอย่างยั่งยืน

เนื่องจากแต่ก่อนมีการทำไร่เลื่อนลอย ทำลายป่า ก่อให้เกิดอากาศเป็นพิษ โลกร้อน และสัตว์หนีหายจำนวนมาก ต่อมาได้มีการส่งเสริมให้ชาวบ้านช่วยกันดูแลรักษา เพื่อการอนุรักษ์ป่าอย่างยั่งยืนได้มีการของงบประมาณสนับสนุนในบางส่วน

มีการทำเศรษฐกิจพอเพียงส่งเสริมการปลูกไม้ยืนต้น ควบคู่กับการใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพการดูแลรักษาป่า เพื่อสร้างรายได้ให้ยั่งยืนมากขึ้น การทำการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การส่งเสริมอาชีพในชุมชน เพื่อให้ชาวบ้านมีรายได้ด้วยตนเองจะได้ไม่ไปทำลายป่า

มีมาตรการป้องกัน และต่อสู้ผู้ทำลายป่า มีการจัดเวรยามช่วยดูแลป่า

เน้นแนวความคิดเอาใจเขามาใส่ใจเรา ให้ทุกคนเห็นความสำคัญของการทำการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์รวมกัน

ดร.จีระหงส์ลดารมภ์

กล่าวว่าคนที่นำเสนอในวันนี้ถือได้ว่าเป็นผู้นำตัวจริงจังหวัดน่านได้ต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ ความยากจน และความล้มเหลว สู่การสร้างพันธมิตรในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันพบว่าที่บ้านห้วยหาดเป็นตัวอย่างของการใช้ปรัชญาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในหลวงรัชกาลที่ 9 อย่างจริงจังผู้นำท้องถิ่นเป็นผู้ที่มีบทบาทสูง จึงควรร่วมมือกัน เพื่อปรับไปสู่มาตรฐานที่สูงขึ้น ส่งเสริมการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กฟผ. และชุมชนควรร่วมมือกันในการเพิ่มสมรรถนะของชาวบ้าน ส่งเสริมการพัฒนาด้านเทคโนโลยี สร้าง Capacity ที่สูงขึ้น และใน EADP รุ่นที่ 13 ควรนำเสนอเรื่องชุมชนให้ชุมชนมีความเข้าใจใน กฟผ.มากขึ้น

การร่วมแสดงความคิดเห็นจากตัวแทน กฟผ.

1. กฟผ.มีโครงการที่เคยทำร่วมกับชุมชน และให้ชุมชนดูแลต่อไปที่พบคือบางอย่างที่ทำไม่ตรงกับบริบทที่ชุมชนอยากได้ควรมีการศึกษาว่าชุมชนอยากทำอะไร และให้จัดสรรทรัพยากรจากชาวบ้าน บางครั้งงบประมาณไม่มี แต่เน้นการเข้าถึงและเข้าใจชาวบ้านเป็นหลักด้วย แนวคิด 4 ส. คือ ส่ง เสริม สร้าง สานต่อ

2. การได้ใจจากชุมชนจะทำอย่างไร

ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีต่อชุมชน ใช้ใจในการทำงานร่วมกับชุมชน

3. การใช้เทคโนโลยี และสื่อ Social Media ช่วยในการโปรโมทชุมชน และผลิตภัณฑ์จากชุมชน

ให้ชุมชนมี Profile และให้ทุกคนมี Facebook เพื่อสามารถสร้าง Impact ให้เกิดขึ้นกับชุมชน เช่นผลิตภัณฑ์ถั่วดาวอินคา


ศึกษาการพัฒนาชุมชน อำเภอบ่อเกลือ ชมบ่อเกลือสินเธาว์ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย

เรียนรู้จากมัคคุเทศก์น้อย ที่เป็นเยาวชนในพื้นที่ เล่าถึงความเป็นมา สู่การสร้างรายได้ที่มาจากเกลือสินเธาว์ซึ่งเป็นบ่อเกลือสินเธาว์ภูเขาแห่งเดียวในโลกด้วยคุณประโยชน์ที่มีมากมายและรสชาติอร่อย เกลือสินเธาว์จึงกลายเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนที่น่าสนใจสามารถสร้างรายได้เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวสู่ชุมชน ได้อย่างยั่งยืนอีกทางหนึ่ง

บ่อเกลือภูเขา

บ่อเกลือ ตั้งอยู่ในอำเภอบ่อเกลือ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดน่าน เดิมเรียกว่า "เมืองบ่อ" ซึ่งหมายถึง เมืองที่มีบ่อเกลือสินเธาว์ ที่มีอยู่ในพื้นที่ซึ่งเดิมมีอยู่ในจำนวน 7 บ่อ คือ บ่อหลวง บ่อหยวก บ่อเวร บ่อน่าน บ่อกิน บ่อแคะ และบ่อเจ้า

บ่อเกลือมีอยู่สองบ่อ คือ บ่อเกลือเหนือ และ บ่อเกลือใต้ โดยบ่อเกลือเหนือมีขนาดใหญ่ มีโรงต้มเกลืออยู่หลายโรง ส่วนบ่อเกลือใต้ มีโรงต้มเกลือน้อยกว่า ทั้งสองบ่อชาวบ้านยังใช้วิธีการต้มเกลือแบบโบราณในโรงเกลือที่ปิดมิดชิด ภายในมีเตาขนาดใหญ่ขึ้นรูปจากดินเหนียวสำหรับวางกะทะใบเขื่อง หรือกระทะแขวนตะกร้าไม้ไผ่สานใบเล็กๆ เพื่อใช้สำหรับบ่อเกลือ ชาวบ้านที่บ้านบ่อหลวง ทำการต้มเกลือสินเธาว์มาตั้งแต่โบราณหลายร้อยปีมาแล้ว จากหลักฐานทางธรณีวิทยาระบุว่า เมื่อหลายแสนปีก่อน บริเวณนี้เคยเป็นทะเล

ประวัติชาติพันธุ์บ่อเกลือ

จากคำบอกเล่าของผู้อาวุโสประจำหมู่บ้านที่จดจำจาก "ปั๊บปิน" เป็นเอกสารใบลานซึ่งเขียนเป็นอักษรธรรมล้านนาไว้และได้สูญหายไปจากวัดบ่อหลวงราว 40-70 ปี มาแล้ว แต่มีผู้จดจำเรื่องราวในเอกสารนั้นเป็นอย่างดีคือ อดีตกำนันนนท์ถี เขื่อนเมือง และเป็นผู้เดียวที่จดจำเรื่องราวเหล่านี้ได้

บรรพบุรุษเล่าว่า...เป็นกลุ่มคนที่อพยพมาจากมองโกเลียออกมาทางแม่น้ำเหลืองทางหัวพันห้าทั้งหก เมื่อล่องแม่น้ำโขงมาถึงลาว จึงมาหยุดอยู่ที่เมืองหลวงน้ำทาแต่พวกลาวไม่ให้อยู่ จึงข้ามมาอยู่ที่เชียงแสนเจ้าหลวงภูคาจึงไปบอกให้มาหักล้างถางพงอยู่บริเวณนี้มีแม่น้ำลำธารดี ให้มาทำเกลือโดยที่เจ้าหลวงภูคาไปขอเจ้าหลวงน่าน เ้จ้าหลวงน่านไปขอพญาเม็งรายเพื่อขอคนเชียงแสนที่อพยพให้มาอยู่ที่นี่ ราว พ.ศ.2323-2327 ในสมัยล้านนาเป็นเมืองขึ้นพม่า

ด้วยเหตุผลที่บ่อเกลือ หรือ เมืองบ่อ เป็นชุมชนขนาดใหญ่ และเหตุผลที่เกลือเป็นทรัพยากรที่สำคัญและมีบทบาทต่อชุมชนคนเมืองน่านและบ้านเมืองชุมชนร่วมสมัยที่อยู่รอบๆ เมืองน่าน ทั้งรัฐสุโขทัย ล้านช้าง(ลาว) และล้านนา(เชียงใหม่) เป็นสาเหตุที่ทำให้พระเจ้าติโลกราชแห่งเมืองเชียงใหม่(ล้านนา) เสด็จยกทัพมาตีเมืองน่านราว พ.ศ. 1993 และเอาเมืองน่านเข้าไว้เป็นส่วนหนึ่งของล้านนา และความสำคัญสืบเนื่องมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์

มีเรื่องราวสืบต่อกันมาอีกว่า เจ้าหลวงน่าน จะต้องให้คนส่งเกลือไปถวายที่เมืองน่านเป็นการส่งส่วย เกลือ 5 ล้าน 5 แสน 5 หมื่น 5 พัน (ประมาณ 7,395 กิโลกรัมต่อปี) โดยใช้คนที่ไม่ได้ต้มเกลือนำไปส่งเช่นคนบ่อเกลือเหนือ ซึ่งส่วนมากจะเป็นชาวลั๊วะ การส่งเกลือไปถวายพระเจ้าน่านจะมีคนมารับที่นาปางถิ่น (สนามบินน่านในปัจจุบัน) โดยมีหัวหน้าเป็นชาวบ่อหลวงเป็นผู้ควบคุมไป การส่งส่วยเหล่านี้เริ่มเมื่อใดไม่ปรากฎหลักฐานแต่กระทำเรื่อยมาจนถึงเจ้ามหาพรหมสุรธาดา (พ.ศ.2461-2474) เป็นเจ้าผู้ครองนคร และถูกยกเลิกไปในช่วงเวลานั้นเมื่อระบบรวมอำนาจสู่ศูนย์กลางของกรุงเทพมหานครสามารถใช้ได้เต็มที่

ในอดีต อำเภอบ่อเกลือขึ้นตรงกับอำเภอปัว มี 2 ตำบลคือ ตำบลบ่อเกลือเหนือ และตำบลบ่อเกลือใต้ อำเภอบ่อเกลือถูกปิดล้อมด้วยขุนเขาการเดินทางลำบาก การติดต่อสื่อสารทำได้โดยทางเท้าเท่านั้น ใช้เวลาเดินทาง 1-2 วัน กว่าจะถึงอำเภอปัว จึงถูกปิดล้อมด้วยกองกำลังติดอาวุธพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2509 เป็นต้นมา เมื่อสงครามการใช้กำลังอาวุธยุติลง มีผู้เข้าร่วมพัฒนาชาติไทยเป็นจำนวนมาก ทางราชการจึงได้แยกตำบลบ่อเกลือเหนือ และตำบลบ่อเกลือใต้ออกจากอำเภอปัว จัดตั้งเป็นกิ่งอำเภอบ่อเกลือเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2531 และยกฐานะเป็นอำเภอบ่อเกลือในปี พ.ศ.2538

การค้นพบบ่อเกลือ

สำหรับการค้นพบบ่อเกลือที่บ้านบ่อหลวง มีการเล่าสืบต่อกันมาดังนี้ว่า แต่เดิมบริเวณพื้นที่เหล่านี้เป็นป่าดงพงไพร ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ แต่มีหนองน้ำที่พวกสัตว์ต่างๆ ชอบมากินน้ำในหนองน้ำแห่งนี้ และยังมีนายพรานผู้หนึ่งมาล่าสัตว์ และเห็นว่าพวกเหล่าสัตว์ทั้งหลายมากินน้ำที่นี่เป็นประจำ เมื่อลองชิมดูจึงรู้ว่าเค็ม ข่าวล่วงรู้ไปถึงเจ้าหลวงภูคา และเจ้าหลวงบ่อ จึงชวนกันมาดูน้ำเกลือ โดยทั้ง 2 พระองค์ขึ้นไปอยู่ที่บนยอดดอยภูจั๋น เพื่อแข่งขันกันพุ่งสะเดา(หอก) เจ้าหลวงภูคาพุ่งหอกไปตกทางตะวันตกของน้ำมาง ตรงที่ตั้งของหนอกในปัจจุบัน เจ้าหลวงบ่อ พุ่งหอกไปตกทางตะวันตกของน้ำมาง ข้ามน้ำมางตรงที่ตั้งของหอเจ้าพ่อหลวงในปัจจุบัน ชาวบ้านที่ชมดูการพุ่งหอก ไปนำเอาหินมาก่อเป็นที่สังเกตแล้วตั้งเป็นโรงหอ ทำพิธีเพื่อตอบแทนบุญคุณเจ้าทั้ง 2 พระองค์ ทุกปี ภายหลัง ทั้ง 2 พระองค์คิดกันว่า จะนำคนที่ไหนมาอยู่ เมื่อปรึกษากันแล้วจึงไปนำคนที่อยู่เชียงแสน ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของชาวบ่อหลวงมาหักล้างถางพงและทำเกลืออยู่ที่นี่

บ่อเกลือที่เห็นในปัจจุบันนั้น ปากบ่อกรุด้วยไม้กั้นเป็นคอกอย่างดี อดีตกำนันนนท์ถี เขื่อนเมือง เล่าว่า เมื่อสมัยแม่ของตนยังเป็นเด็ก เจ้าผู้ครองเมืองส่งคนมาสร้างคอกไม้เป็นขอบบ่อ เพราะแต่เดิมเป็นเพียงบ่อดิน ใช้ไม้กลวงสวมตรงกลางคันดินถล่มเท่านั้น ในขณะนั้น แม่ได้ช่วยตักน้ำมาเลี้ยงผู้ที่มาทำการก่อสร้างนั้นด้วย

อาชีพการทำเกลือสินเธาว์

ปัจจุบัน บ่อเกลือที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์มีจำนวน 5 บ่อ คือ บ้านบ่อหลวง หมู่ที่ 1 ตำบลบ่อเกลือใต้ 2 บ่อ, บ้านบ่อหยวก หมู่ที่ 3 ตำบลบ่อเกลือเหนือ 2 บ่อ และบ้านนากิ๋น หมู่ที่ 2 ตำบลบ่อเกลือเหนือ 1 บ่อ

ขั้นตอนการผลิตเกลือสินเธาว์ของอำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน

1. เตรียมเตาต้มเกลือโดยใช้ดินเหนียวเป็นรูปโดม ปากเตา มีขนาเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 เมตร

2. ใช้ใบตองรองก้นกระทะ เพื่อป้องกันไม่ให้กระทะติดเตา

3. ตักน้ำขึ้นจากบ่อลงถังพักเพื่อให้สิ่งปนเปื้อนมากับน้ำตกตะกอน โดยพักน้ำไว้ประมาณ 1 คืน

4. นำน้ำในถังพักไปต้ม ให้น้ำระเหยออก ใช้เวลาต้มประมาณ 3 ชั่วโมง

5. เมื่อน้ำระเหยจะมีเกลือสินเธาว์ตกตะกอนอยู่ก้นกระทะ จากนั้นตักใสเปาะ(่ชะลอม)ให้สะเด็ดน้ำ

6. นำเกลือที่ผลิตได้มาผสมกับสารไอโอดีนในอัตราส่วนเกลือ 12-15 กิโลกรัม/น้ำไอโอดีน 30 ซีซี.

7. นำบรรจุลงถุงพลาสติกติดฉลาก เพื่อจำหน่ายให้กับลูกค้า/นักท่องเที่ยว ถุงละ 4 กิโลกรัม ราคาถุงละ 20 บาท

(ที่มาเพิ่มเติม : www.lannatouring.com)


โครงการหลักสูตร พัฒนาสมรรถนะผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่าย

ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

13 มีนาคม – 9 มิถุนายน2560

วันที่ 30 มีนาคม 2560

(สรุปโดย เขมิกา ถึงแก้วธนกุล ทีมงานวิชาการ Chira Academy)

เยี่ยมชมโรงสีพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

โดย คุณจำนง ราชภัณฑ์

ประธานโรงสีพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ความเป็นมา

โรงสีข้าวพระราชทาน ศูนย์เรียนรู้ชุมชนโรงสีข้าวพระราชทาน ตั้งอยู่ที่อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ภายใต้โครงการภูฟ้าพัฒนาตามโครงการพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ถือเป็นโครงการต้นแบบที่จัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาอาชีพและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในถิ่นทุรกันดาร ด้วยการทำการเกษตรแบบผสมผสาน สอดแทรกความรู้เกี่ยวกับสหกรณ์และส่งเสริมให้ชาวบ้านและนักเรียนได้นำวิธีการสหกรณ์ไปใช้พัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น และโรงสีข้าวพระราชทาน เป็นอีกหนึ่งโครงการที่พระองค์ท่านได้พระราชทานแนวทางความช่วยเหลือให้แก่ราษฎรในพื้นที่ สืบเนื่องจากเหตุการณ์อุทกภัยเมื่อปี 2549 เกิดพายุพัดกระหน่ำทางตอนเหนือของจังหวัดน่าน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตร ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก ไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้และขาดแคลนข้าวเพื่อการบริโภค ทำให้ราษฎรได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชดำริจัดตั้งโครงการกองทุน ข้าวพระราชทานในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขึ้น และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินกองทุนหมุนเวียน 500,000 บาท พร้อมทั้งข้าวสารและเมล็ดพันธุ์ข้าวให้แก่กองทุนในเบื้องต้น เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนข้าว รวมทั้งเป็นกองทุนข้าวสำรองสำหรับเกษตรกรที่ยากจน และผู้ประสบภัยพิบัติ ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของความมั่นคงทางอาหารให้กับคนในชุมชน ข้าวสาร และเมล็ดพันธุ์ข้าวให้แก่กองทุนในเบื้องต้น เพื่อแก้ไปปัญหาการขาดแคลนข้าวและเป็นกองทุนข้าวสำรองสำหรับเกษตรกรที่ยากจนและผู้ประสบภัยพิบัติในอนาคต การดำเนินงานของกองทุนข้าวมีพัฒนาการก้าวหน้าตามลำดับ ด้วยความสามัคคี ซื่อสัตย์ และความตั้งใจในการพัฒนาตนเองของสมาชิกและคนในชุมชน ทำให้การดำเนินงานประสบผลสำเร็จอย่างดียิ่ง และมีราษฎรให้ความสนใจขอเข้าร่วมโครงการจำนวนมาก

และเพื่อเป็นการส่งเสริมศักยภาพของกองทุนข้าวฯ ให้สามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้มากยิ่งขึ้น จึงทรงพระราชทานเครื่องจักรโรงสีข้าวชุมชน เครื่อง CP-R 1000 สำหรับจัดตั้งโรงสีข้าวพระราชทาน บริหารงานในรูปแบบของวิสาหกิจชุมชน และใช้วิธีการสหกรณ์มาเป็นแนวทางในการบริหารจัดการ โดยโรงสีได้ดำเนินธุรกิจรวบรวมข้าวเปลือกจากสมาชิกมาแปรรูป สีเป็นข้าวสารจำหน่ายและบริการสีข้าวให้สมาชิกและชาวบ้านในพื้นที่ชุมชนใกล้เคียงได้อีกด้วย ปัจจุบันสมาชิกกลุ่มโรงสีข้าวมีการพัฒนารวมกลุ่มผู้ผลิต แบ่งเป็นกลุ่มผู้ผลิตข้าวปลอดภัยจำนวน 50 ราย พื้นที่ 231 ไร่ ผลิตข้าวปลอดภัยเพื่อขายข้าวเปลือกให้โรงสีข้าวพระราชทาน โดยกรมการข้าวได้ให้การรับรองแปลง (จีเอพี) ยังมีกลุ่มผู้ผลิตข้าวจ้าวปลอดภัยบ้านคัวะ จำนวน 10 ราย พื้นที่ 30 ไร่และส่งเสริมให้สมาชิกทดลองปลูกข้าวจ้าวหอมมะลิพันธุ์ 108 เพื่อจำหน่ายให้โรงสีข้าวพระราชทาน และกลุ่มผู้ผลิตข้าวฤดูนาปรัง จำนวน 6 ราย พื้นที่ 16 ไร่ ทดลองปลูกข้าวหอมนิล ข้าวพันธุ์ กข.49 ข้าวพันธุ์พิษณุโลก 2 หลังฤดูการทำนาปี โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มรายได้และต้องการขายข้าวเปลือกให้โรงสีข้าวพระราชทาน

นอกจากนี้ ยังได้สนองแนวพระราชดำริเรื่องการเตรียมคนที่จะเข้ามาดูแลและบริหารโรงสีในอนาคต ด้วยการถ่ายทอดความรู้ให้แก่เยาวชนในท้องถิ่น โดยประสานกับโรงเรียนบ้านปง นำนักเรียนเข้ามาเรียนรู้กระบวนการในโรงสีข้าว และจัดทำโครงงานสอนการทำนา ให้แก่นักเรียนช่วงชั้นประถมปีที่ 1-6 โดยมีครูเกษตรและนักวิชาการเกษตร จากศูนย์วิจัยข้าวแพร่และสำนักงานเกษตรอำเภอท่าวังผา เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ให้แก่นักเรียน และมีการขยายการเรียนรู้กระบวนการโครงการสอนการทำนาให้แก่นักเรียนในโรงเรียนต่างๆ ในอำเภอท่าวังผา จนนักเรียนสามารถลงมือปฏิบัติจริงในการทำนาข้าวในนาสาธิต เริ่มตั้งแต่การเตรียมกล้า โดยการทุ่งกล้า และหยอดเมล็ดข้าวกล้า การไถนา การปลูกข้าว การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว การนำไปตากแดด ตลอดจนการนำข้าวไปสีที่โรงสีข้าวพระราชทาน เพื่อเป็นอาหารกลางวันให้แก่นักเรียน ซึ่งพันธุ์ข้าวที่ใช้ปลูกคือ ไรซ์เบอรี่ และข้าวหอมมะลิ ศูนย์เรียนรู้ชุมชนโรงสีข้าวพระราชทาน อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน

ปัจจุบันกลายเป็น ศูนย์เรียนรู้บ้านจำลองชนเผ่าไทลื้อโรงสีข้าวพระราชทานฯ อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมให้ชาวบ้านเกิดการรวมกลุ่มสร้างเป็นชุมชนเข้มแข็ง และสามารถบริหารจัดการโรงสีได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างผลกำไรกลับคืนสู่ชาวบ้าน ปัจจุบันมีเกษตรกรที่ยังยึดอาชีพทำนาและเป็นสมาชิกส่งผลผลิตข้าวป้อนให้กับโรงสีข้าวพระราชทานมีสมาชิก จำนวน 1,169 คน มีคณะกรรมการดำเนินงาน จำนวน 15 คน มีทุนเรือนหุ้น 4,567,630 บาท มีทุนดำเนินงาน จำนวน 9,478,425.33 บาท มีรายได้จากธุรกิจรวบรวมข้าวเปลือก จำหน่ายข้าวสาร บริการสีข้าว จำหน่ายผลิตผลพลอยได้จากการสีข้าว เช่น รำ ปลายข้าว แกลบ และจำหน่ายปัจจัยการผลิตให้กับสมาชิก เป็นเงินกว่า 11 ล้านบาท ซึ่งทางโรงสีข้าว มีกำลังการผลิต จำนวน 1 ตัน/ชั่วโมง หรือ 8 ตัน/วัน และในปี 2556 ที่ผ่านมา ทางโรงสีได้รวบรวมข้าวจากสมาชิกเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเป็นข้าวสาร แบ่งเป็น ข้าวเจ้า 300 ตันและข้าวเหนียว 200 ตัน

มีการดำเนินธุรกิจแปรรูปด้วยการจำหน่ายข้าวสาร/ข้าวเปลือก/ผลผลิตจากการรวบรวม 6,366,399 บาท มีการดำเนินธุรกิจจัดการสินค้ามาจำหน่าย รวม 1,623,554.50 บาท รวมมีการบริหารจัดการได้กำไรสุทธิ (30 กันยายน 2557) จำนวน 460,105.25 บาท

นอกจากนี้ ทางกลุ่มได้บริหารจัดการโรงสีข้าวพระราชทาน และมีผลการดำเนินงานที่สามารถช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ทั้งทางตรงและทางอ้อมเป็นอย่างดี ได้แก่ การส่งเสริมพัฒนาอาชีพเพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ และการสร้างองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการ การดำเนินธุรกิจให้แก่คนในชุมชน โดยคนในชุมชนได้มีโอกาสเข้ามาร่วมมือกัน ช่วยกันบริหารจัดการองค์การ โดยนำรูปแบบ "หลักการ วิธีการสหกรณ์” มาปรับใช้ ซึ่งโรงสีข้าวพระราชทานแห่งนี้ นับเป็นโรงสีข้าวต้นแบบที่บริหารงานเองโดยชาวบ้านในชุมชน และเป็นตัวอย่างของการบริหารจัดการโรงสีข้าวทุกขั้นตอน และกระบวนการมุ่งหวังให้เกษตรกรชาวนา ได้ประโยชน์อย่างแท้จริงและเกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย

พันธุ์ข้าว ที่สามารถปลูกในพื้นที่จังหวัดน่าน พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกข้าวเหนียวพันธุ์ กข.6 มากที่สุด รองลงมาได้แก่พันธุ์ กข.10 และ สันป่าตอง 1 ซึ่งข้าวสองพันธุ์หลังนี้เป็นข้าวอายุสั้นที่เกษตรกรมักจะนำไปปลูกหมุนเวียนร่วมกับพืชชนิดอื่นๆ ขณะเดียวกันข้าวเจ้าที่นิยมปลูกเป็นข้าวพันธุ์หอมมะลิ 105 ซึ่งทางโรงสีข้าวพระราชทานได้นำเมล็ดพันธุ์ข้าวมาจากศูนย์เมล็ดพันธุ์ชุมชน ในอำเภอท่าวังผา และศูนย์วิจัยข้าวจังหวัดแพร่ เพื่อนำมาจำหน่ายให้กับสมาชิกในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด และส่วนหนึ่งแบ่งให้สมาชิกยืมไปปลูกก่อน เมื่อสมาชิกเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้วให้นำเงินมาชำระคืนตามมูลค่าเมล็ดพันธุ์ที่ได้ยืมไป ขณะที่สมาชิกบางส่วนมีความรู้เรื่องการคัดแยกและเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ ได้แบ่งเมล็ดพันธุ์บางส่วนไว้สำหรับการเพาะปลูกในฤดูกาลถัดไป ซึ่งฤดูกาลเพาะปลูกจะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-มิถุนายน และสามารถเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน-กลางเดือนธันวาคม

(ที่มาเพิ่มเติม : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดน่านวันที่19 กุมภาพันธ์ 2558 และwww.siamrath.co.th วันที่ 16 เมษายน 2557)

การดำเนินงาน

โรงสีข้าวพระราชทานฯ ได้มีการจำหน่ายข้าวสารในเขตจังหวัดน่าน ดำเนินธุรกิจในลักษณะการให้สินเชื่อ และเมล็ดพันธุ์ให้แก่สมาชิก มีการจัดกองทุนต่าง ๆ การบริหารจัดการกองทุนต่าง ๆ มีกองทุนปุ๋ยพระราชทาน น้ำประปา มีสมาชิกรวมทั้งสิ้น 1457 คน และมีกองทุนข้าวพระราชทานกว่า 4 แสนบาท

ในปี 2553 และ ปี 2555 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ติดตามและมีการประสานกับโรงเรียนวังผาวิทยาคม เพื่อจัดให้เป็นศูนย์กิจกรรมการเรียนรู้

มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมจัดการโรงสีข้าวพระราชทาน มีกลุ่มสหกรณ์เข้ามาบริหารจัดการกลุ่มโรงสีข้าวพระราชทาน การบริหารจัดการกลุ่ม การปรับปรุงวิธีการบริหารจัดการโรงสีข้าว มีการแนะนำส่งเสริมด้านวิชาการในการปลูกข้าวแก่สมาชิก ใช้กิจกรรมโรงสีข้าวพระราชทาน นำระบบสหกรณ์เข้าพัฒนาการบริหารจัดการโรงสีข้าวพระราชทาน โดยมุ่งเน้นเรื่องการพัฒนาตลอดห่วงโซ่อุปทานการผลิตข้าว เริ่มพัฒนาตั้งแต่ระดับต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

ระดับต้นน้ำ ให้สมาชิก คณะกรรมการและฝ่ายเจ้าหน้าที่โรงสี มีส่วนร่วมวางแผนการดำเนินงานควบคู่กับการส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่ผลิตข้าวเพื่อป้อนโรงสี ซึ่งในปีนี้ สมาชิกกลุ่มโรงสีข้าวมีการพัฒนารวมกลุ่มผู้ผลิต แบ่งเป็นกลุ่มผู้ผลิตข้าวปลอดภัย จำนวน 50 ราย พื้นที่ 231 ไร่ ผลิตข้าวปลอดภัยเพื่อจำหน่ายข้าวเปลือกให้โรงสีข้าวพระราชทานฯ โดยกรมการข้าว ได้ให้การรับรองแปลง(GAP) ยังมีกลุ่มผู้ผลิตข้าวจ้าวปลอดภัยบ้านคั๊วะ จำนวน 10 ราย พื้นที่30 ไร่ ส่งเสริมให้สมาชิกได้ทดลองปลูกข้าวจ้าวหอมมะลิพันธุ์ 108 เพื่อจำหน่ายให้โรงสีข้าวพระราชทาน และกลุ่มผู้ผลิตข้าว ฤดูนาปรัง จำนวน 6 ราย พื้นที่ 16 ไร่ ทดลองปลูกข้าวหอมนิล ข้าวพันธุ์ กข.49 ข้าวพันธุ์พิษณุโลก 2 หลังฤดูการทำนาปี โดยมีเป้าหมายที่จะทดลองปลูกข้าวนาปรัง เพื่อเพิ่มรายได้และต้องการขายข้าวเปลือกให้โรงสีข้าวพระราชทาน

ระดับกลางน้ำ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้สนับสนุนด้านการเพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการโรงสีข้าวขนาดเล็กให้แก่ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานโรงสี โดยฝึกอบรมเพื่อพัฒนาความรู้ด้านการบริหารโรงสีโดยใช้รูปแบบสหกรณ์ นำคณะกรรมการ ประธานกลุ่ม และเจ้าหน้าที่โรงสีข้าวพระราชทานไปศึกษาดูงานสหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด จังหวัดนครราชสีมา และสหกรณ์การเกษตรลำพระเพลิง จำกัด ซึ่งเป็นสหกรณ์ที่มีความเข็มแข็งในการดำเนินงานด้านบริหารจัดการโรงสีข้าว เพื่อให้สามารถนำความรู้มาปรับใช้ได้กับโรงสีข้าวพระราชทาน พร้อมทั้งได้ส่งเจ้าหน้าที่จากสถาบันพัฒนาเครื่องจักรกลและพื้นที่สหกรณ์ เข้ามาถ่ายทอดความรู้แบบฝึกปฏิบัติจริง เพื่อควบคุมเรื่องการลดการสูญเสียระหว่างการสีข้าว ซึ่งทำให้ต้นทุนสูง ส่งผลให้โรงสีข้าวไม่มีกำไร หรือขาดทุน จึงต้องปรับปรุงกระบวนการสีข้าวให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเป้าหมายต่อไปจากนี้คือการปรับปรุงการบริหารงานและพัฒนามาตรฐานการปฏิบัติงานที่ดีสำหรับโรงสีข้าวให้ได้ตามระบบ GMP

ระดับปลายน้ำ กรมส่งเสริมสหกรณ์ สนับสนุนให้กลุ่มโรงสีข้าวพระราชทานพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่มีความหลากหลาย ตรงกับความต้องการของกลุ่มผู้บริโภค และจัดทำบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้แก่กลุ่มโรงสีข้าวพระราชทาน สร้างความทันสมัยแก่ตัวผลิตภัณฑ์และเป็นการถนอมอายุของผลิตภัณฑ์ พร้อมทั้งได้สนับสนุนให้เชื่อมโยงเครือข่ายตลาดข้าวสารและเมล็ดพันธุ์ข้าวกับสหกรณ์การเกษตรในจังหวัดน่าน เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายข้าวสารของโรงสีข้าวพระราชทานให้มากยิ่งขึ้น

โรงสีข้าวพระราชทาน จะรวบรวมข้าวเปลือกจากสมาชิกนำมาเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเป็นข้าวสาร เพื่อนำออกจำหน่ายสู่ตลาดภายใต้ตราสินค้า “ข้าวน่าน” อยู่บนภาพปู่ม่านย่าม่าน ในตำนานกระซิบรัก ซึ่งเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในวัดภูมินทร์ ซึ่งเป็นภาพที่มีชื่อเสียงของจังหวัดน่าน สร้างเอกลักษณ์ให้ข้าวน่านของโรงสีข้าวพระราชทานแห่งนี้ เป็นที่จดจำของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น และเพิ่มทางเลือกด้วยข้าวสารหลากหลายประเภท อาทิ ข้าวหอมมะลิ ข้าวกล้องหอมมะลิ ข้าวเจ้ากล้องหอมนิล ข้าวกล้องไรส์เบอร์ลี่ ข้าวกล้องเหนียวดำ ข้าวกล้องเหนียวขาว และข้าวเหนียวคัดพิเศษ กข.6 บรรจุลงในถุงสุญญากาศขนาด 1 กิโลกรัม และ 2 กิโลกรัม ส่วนถุง 5 กิโลกรัม เป็นการบรรจุแบบปกติ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการคัดเลือกให้นำไปวางจำหน่ายที่ร้านภูฟ้าทุกสาขาในกรุงเทพมหานคร

ปี 2556 ทางโรงสีข้าวพระราชทาน ได้จำหน่ายข้าวสารให้กับโรงพยาบาลจังหวัดน่าน หน่วยงานทหารบก ธนาคารออมสิน วัดพระธาตุแช่แห้ง โรงเรียนในอำเภอท่าวังผา อำเภอปัว อำเภอบ่อเกลือ ศูนย์จำหน่ายสินค้าโอทอปจังหวัดน่าน หน่วยงานราชการ และกองงานในพระองค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นเงิน 5,301,245 บาท และในปี 2557 ทางโรงสีข้าวพระราชทานมีเป้าหมายที่จะรวบรวมข้าวเปลือกจากสมาชิกประมาณ 500 ตัน

โรงสีข้าวพระราชทาน จังหวัดน่าน นับเป็นต้นแบบให้เกษตรกรได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้การทำนาข้าวแบบยั่งยืน เป็นการสร้างกองทุนสำรองสำหรับเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือตนเองของเกษตรกรที่ยากจน บนพื้นฐานวิถีชีวิตพอเพียงและรักษาอาชีพดั้งเดิมของราษฎรในอำเภอท่าวังผาให้ดำรงอยู่

โรงสีข้าวพระราชทานยังได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน อาทิ ซี.พี.ธนาคารออมสิน สหกรณ์การเกษตรฯ บริษัทสยามคูโบต้า กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้มอบให้สำนักพัฒนาและถ่ายทอดสหกรณ์ มีสำนักพัฒนาเครื่องจักรกล มีการบริหารจัดการโรงสีข้าวพระราชทาน ให้สามารถช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

การรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นกลุ่มโรงสีข้าวพระราชทานฯ โดยการร่วมแรง ร่วมใจ ตามระบบสหกรณ์เพื่อบริหารจัดการธุรกิจของโรงสีข้าวพระราชทานฯให้สามารถบริการสมาชิกชุมชน

1. ร่วมแรง ร่วมใจ
2. ร่วมหุ้น
3. ร่วมรับผิดชอบ
4. ร่วมทำธุรกิจ
5. ร่วมรับผลประโยชน์

การจัดการการเงิน

ปฏิบัติตามข้อบังคับ ระเบียบ ที่กำหนดการลงทุนทำธุรกิจ ตามหลักการบริหารจัดการ

ธุรกิจ

แหล่งของเงินทุน
1.เงินค่าหุ้น
2.เงินอุดหนุน
3.เงินกำไรจากการลงทุนดำเนินธุรกิจ

การบัญชีกลุ่มโรงสีข้าวพระราชทานฯ

กลุ่มโรงสีข้าวพระราชทานฯมีการจัดทำบัญชีตามมาตรฐานการบัญชี เพื่อความถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของกลุ่มโรงสีข้าวพระราชทาน

ในปี 2556-2560 โรงสีข้าวพระราชทานมีวิสัยทัศน์ในการบริหารจัดการข้าวเชิงคุณภาพ บริหารจัดการงบประมาณ เอื้อต่อชุมชน

ต้นน้ำ

- การเสริมสร้างความมีส่วนร่วมให้แก่โรงสี

- การอบรมให้มีการปลูกข้าวที่ดี

กลางน้ำ

- พัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการ

- ปรับปรุงวิธีการให้มีประสิทธิภาพ

- เครื่องบรรจุข้าวสาร

ปลายน้ำ

- ปรับปรุงทางการตลาด

- การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลาย การถนอมอายุผลิตภัณฑ์

สมาชิกผู้นำกลุ่ม มีโอกาสเรียนรู้จากการศึกษาดูงานจากเกษตรกร หรือสหกรณ์ ทำให้มีความรู้ความเข้าใจในระบบการบริหารจัดการแบบสหกรณ์ โดยนำรูปแบบ "หลักการ วิธีการสหกรณ์” มาสู่การบริหารชุมชนโดยยึดเป็นรูปแบบในการขับเคลื่อน ดำเนินการสนับสนุนให้คำปรึกษา สอนคนให้มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถบริหารองค์กรด้วยตนเอง มุ่งสู่การเป็นองค์กรธุรกิจของภาคประชาชนที่ประชาชนช่วยในการบริหารจัดการชุมชน การพัฒนาการแข่งขัน และการปรับตัวสู่การพัฒนาประเทศไทยในอนาคต

การร่วมแสดงความคิดเห็น

1. ข้าวที่มาสีเป็นข้าวอะไร

ตอบ เป็นข้าวของสมาชิกที่ทำไว้กิน แล้วเหลือก็นำมาขาย มีหลายประเภท ทั้งมะลิแดง มะลินิล ข้าวเหนียว และมะลิที่จุฬาฯ มาส่งเสริม ก็มีจำนวนมาก

ข้าวไรซ์เบอรี่ และข้าวหอมนิล มีการร่วมกับพี่น้องบนดอย ทางโรงสีแปลงสภาพจากข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร เป็นข้าวเหนียว แล้วนำมาขาย

2. สมาชิกใครเป็นได้บ้าง

ตอบ เริ่มต้นสมาชิกจะมาจากตำบลสีภูก่อน หลังจากนั้นมีต่างตำบล และต่างอำเภอบ้าง ใครก็ได้สามารถสมัครเป็นสมาชิกในราคาหุ้นละ 10 บาท แต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อบุคคล

3. สมาชิกที่เป็นชาวนากี่เปอร์เซ็นต์

ตอบ 90%

4.กำไรที่ได้จากไหน

ตอบ ส่วนใหญ่จากข้าวกล้อง ซึ่งเป็นลักษณะการช่วยเหลือกันมากกว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ตรัสว่าอย่าเอากำไรมาก ให้อยู่ได้พอ ไปได้พอ อย่าให้เกิน อย่าเอาเปรียบประชาชน

5. พันธุ์ข้าวจากไหน

ตอบ ศูนย์วิจัยข้าวแพร่

6. ศูนย์การเรียนรู้ทำอะไรบ้าง

ตอบ เริ่มตั้งแต่สอนเด็ก ลงกล้า ทำเหมือง ทำฝาย ปลูกข้าว หว่านข้าว สอนตั้งแต่ต้นจนจบ

7. ปัญหาหลักคืออะไร

ตอบ เรื่องเกี่ยวกับข้าว ความชื้นของข้าวควรต้องได้มาตรฐาน แต่ประชาชนบางคนมาตรฐานไม่ถึงนำข้าวมาขาย จึงต้องให้นำกลับไปปรับให้ได้มาตรฐานก่อนนำกลับมาขาย

8. การตลาดเครือข่ายที่ช่วยมีที่ไหนบ้างทีให้ความช่วยเหลือ

ตอบ รพ.จังหวัดน่าน กองพันทหารราบ รพ.น่านวังผา รพ.ยุพราชบัว โรงเรียนต่าง ๆ และที่อื่น ๆ อีกมากที่ซื้อเป็นขาประจำ

9. พันธุ์ข้าวได้จากศูนย์วิจัยแพร่

ตอบ ได้จากศูนย์ และแต่ละตำบลจะมีศูนย์พันธุ์ข้าวอยู่ ถ้าโรงสีไหนดีจะมีพันธุ์ข้าวหมด และรับซื้อ

10. โรงสีข้าวพระราชทานให้ราคาแก่เกษตรกรอย่างไร

ตอบ ราคาที่ให้จะมีส่วนต่างอยู่ เช่นซื้อมา 13 บาท โรงสีข้าวพระราชทานจะให้ 13.50 บาท คือให้ราคาสมาชิกสูงกว่า 50 สตางค์ และจะมีมาตรฐานในการรับซื้อ ดูความชื้น ไม่ต่ำกว่า 15%

11. การมีน้ำท่วมมาจึงเกิดโรงสี แล้วถ้ามีน้ำท่วมอีกจะมีวิธีการป้องกันอย่างไร

ตอบ ถ้าชาวนาในกลุ่มไม่มีพันธุ์ข้าวตามที่กองทุนมีให้ทางโรงสีจะให้พันธุ์ข้าวไปเลย พอได้ผลผลิตข้าวออกมาก็แลกเปลี่ยนกับที่ได้มา เช่นได้มา 10 กิโลกรัม ก็นำมาเปลี่ยน 10 กิโลกรัม โดยไม่ต้องซื้อ

12. ตลาดมีที่ไหนบ้าง

ตอบ ส่วนใหญ่มีในจังหวัดน่าน แต่ถ้าในกรุงเทพฯ ทีส่งไปก็จะมีข้าวหอมนิล และมีการส่งไปทางเครือข่ายสหกรณ์ที่จังหวัดแพร่

13. ข้าวที่นี่เป็นอย่างไร

ตอบ เป็นโครงการช่วยเหลือประชาชน เอาเงินที่เหลือมาจ้างพนักงาน และเชื่อมเครือข่ายประชาชนเพิ่มขึ้น

14. ปีนี้ข้าวราคาไม่ดี เกษตรกรที่มาขายที่นี่ โรงสีข้าวพระราชทานจะรับซื้อได้หมดหรือไม่

ตอบ รับซื้อหมด ข้าวไม่ค่อยดี อย่างลมพัดก็ล้ม มีสั่งเพิ่ม ไม่พอจำหน่าย แต่ปัญหาที่พบคือข้าวมีการปนกันคือ ข้าวเหนียวปนข้าวเจ้า ข้าวเจ้าปนข้าวเหนียว

15. ชาวนาในบ้านวังผาเป็นสมาชิกสหกรณ์ทั้งหมดหรือไม่

ตอบ ที่โรงสีข้าวพระราชทานไม่ใช่สหกรณ์ แต่มีการบริหารจัดการแบบสหกรณ์ เป็นกลุ่มโรงสีข้าวพระราชทานโดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

16. ฐานการรับซื้อเปรียบเทียบกับข้างนอก เป็นอย่างไร

ตอบ ราคาการรับซื้อจะอ้างอิงจากราคากลางของกรมการค้าภายในกำหนดไว้ แต่จะเน้นเรื่องคุณภาพมากกว่า โดยพยายามหาเมล็ดพันธุ์พื้นเมืองให้เป็นจุดแข็ง สร้างคุณค่าเพื่อเป็นแบรนด์ของเรา

17. ทำไมชาวนาบางส่วนไม่ยอมเป็นสมาชิกเพราะอะไร

ตอบ มีชาวนา 80% เป็นสมาชิก แต่ที่ไม่เป็นก็แล้วแต่เขา

18. ที่นี่ได้มีการตั้งเป้าหมายในแต่ละปี และประเมินรายได้ที่อยู่รอดได้ อย่างไร

ตอบ หลังการประชุมใหญ่จะมีการทำแผนทุกปี คือไถนา กี่เปอร์เซ็นต์ การทำนาปีเพื่อลดความเสี่ยง โดยทางโรงสีจะมีการทำประชาสัมพันธ์ให้ด้วย

19. การยืมพันธุ์ข้าวจะทำอย่างไร

ตอบ ต้องเป็นสมาชิกเท่านั้นที่สามารถยืมพันธุ์ข้าวได้ และต้องมีสมุดพกถึงจะยืมได้

20. กิจกรรมต้นน้ำมีการส่งเสริมให้เด็กมาเรียนด้วยหรือไม่

ตอบ ตัวอย่าง ในแต่ละปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 – 2559 นักเรียนที่มาเรียนจะมีแปลงพิเศษให้เขาช่วยกันทำ

21. มีหน่วยงานมาศึกษาด้วยหรือไม่

ตอบ มีหลายหน่วยงานที่เข้ามาศึกษา

22. จะมีแนวทางโครงการต่อเติมหรือไม่

ตอบ นอกจากผลิตภัณฑ์ข้าวยังมีผลิตภัณฑ์อื่นด้วย มีกลุ่มแม่บ้านที่ไปทำเอง สามารถไปซื้อผลิตและมาวางขายที่นี่

23. ผลผลิตเฉลี่ย มีกี่ไร่ต่อตัน และมีปัญหาเรื่องน้ำหรือไม่ ใช้ระบบอะไร

ตอบ เรื่องชลประทาน เมื่อก่อนเป็นระบบที่แยกน้ำกัน ทำให้มีการบูรณาการดีขึ้น มีประตูเปิดปิด จัดได้ว่าเป็นเหมืองอัศจรรย์ทีเดียวและมีการคิดราคาข้าวพิเศษเพื่อการให้ตอบแทนคณะกรรมการฯ ที่ดูแลด้วย

24. แปลงพระราชทาน มีที่ไหนบ้าง

ตอบ จุดกำเนิดแปลงพระราชทาน คือ เหตุการณ์สึนามิ ที่ภาคใต้ สมาคมจิตรลดาอยู่ใกล้พระองค์ท่านฯ ได้เข้าไปช่วยเหลือ และมีการทำเป็นเอกลักษณ์เพื่อตอบแทนพระองค์ท่าน ซึ่งประธานสมาคมจิตรเก่าสวนจิตรลดา (คุณปัน) ได้เคยเข้ามาทำงานร่วมกันที่นี่ และก็ไปช่วยทำข้าวบนดอยด้วย

25. เรื่องแกลบที่ได้จากการสีข้าว เอาไปทำอะไร

ตอบ แกลบมีการขายให้กับท้องถิ่น ทางไกล มีโรงเรียนซื้อไปทำปุ๋ยหมักเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้

26. ถ้าแกลบคุณภาพดีสามารถไปทำคริสตัลได้

ตอบ มีแกลบโขง กิโลกรัมละ 45 สตางค์ แต่ปัจจุบันไม่มีเนื่องจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงสั่งรื้อ

27. เอาแกลบเป็นโรงงานพลังไฟฟ้า หรือมีโอกาสใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าได้หรือไม่

ตอบ สามารถทำได้ และมีคนคิดจะทำ แต่ยังไม่เสร็จสักทีที่นี่ไม่ใช่สถานที่วิจัย ถ้ามาก็จะมาเลย


ศึกษาการพัฒนาโครงการพื้นที่บ้านน้ำป้าก ตำบลตาลชุม อำเภอท่าวังผา

บรรยายโดย คุณวรพล ไชยสลี หัวหน้าหน่วยโครงการปิดทองหลังพระและตัวแทนจากมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง

โครงการพื้นที่บ้านน้ำป้าก ตำบลตาลชุม อำเภอท่าวังผาเป็นหมู่บ้านนำร่องโครงการหนึ่งของโครงการปิดทองหลังพระ สืบสานตามแนวพระราชดำริ จังหวัดน่าน ใช้ดอยตุงโมเดล ที่เป็นการบริหารจัดการการใช้ประโยชน์จากลุ่มน้ำอย่างสมดุล ให้คนและป่าอยู่ร่วมกันและพึ่งพากันอย่างยั่งยืน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไปพร้อมกัน ตามแนวพระราชดำริ ปลูกป่า ปลูกคน

และได้ไปเยี่ยมชม เกษตรกรในพื้นที่ นายหมื่น อนันต์ ที่เป็นตัวอย่างของการทำเศรษฐกิจพอเพียงทำบัญชีครัวเรือน สามารถสร้างรายได้ และลดรายจ่าย เป็นตัวอย่างของการลงมือปฏิบัติจริงอีกท่านหนึ่ง

ทำไมต้องน่าน

น้ำจากแม่น้ำน่านคิดเป็น 45 % ของแม่น้ำเจ้าพระยา หรือถือได้ว่าแม่น้ำน่านจะหล่อเลี้ยงแม่น้ำเจ้าพระยาด้วย แต่สภาพป่าต้นน้ำจังหวัดน่านนั้นแทบไม่มีเหมือนเมื่อก่อน เพราะการเผาทำลาย การใช้สารเคมีต่างๆ ทำให้พื้นที่ป่าถูกทำลาย เพราะอาชีพส่วนใหญ่ของชาวจังหวัดน่านนั้นปลูกข้าวโพด แต่ข้าวโพดนั้นแพ้หญ้าทำให้ต้องมีการฉีดสารเคมีเป็นจำนวนมาก น่านมีอัตราผู้ป่วยจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชสูงเป็นอันดับ 9 ของประเทศจากปี 2554 ที่เคยอยู่อันดับที่ 28

น่านมีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่ำเป็นลำดับที่ 3 ของประเทศ และในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา พื้นที่ป่าของน่านลดลงจาก 5.3 ล้านไร่ เหลือเพียง 4.6 ล้านไร่ป่าหายไปเฉลี่ยประมาณกว่า 70,000 ไร่ หรือวันละ 190 ไร่

ความเป็นมา

บ้านน้ำป้าก เป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่หุบเขาริมลำห้วยสายซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำน่าน ในปี 2551 ได้เกิดอุกภัยและดินโคลนถล่มอย่างรุนแรงในหมู่บ้านน้ำป้าก และบ้านห้วยธนู ทำให้ชาวบ้านเสียชีวิตไปจำนวน 3 คน และบ้านเรือน ไร่นา สัตว์เลี้ยงเสียหายเป็นครั้งใหญ่ของหมู่บ้าน

หลังเหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้หน่วยงาน/องค์กรต่างๆ ได้เข้ามาช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูชุมชนหลากหลายรูปแบบ แต่สิ่งหนึ่งที่มีการพูดถึงมากคือการฟื้นฟูป่าต้นน้ำเพื่อลดการไหลบ่าของน้ำป่าลง จนในปี 2552 โครงการปิดทองหลังพระ สืบสานตามแนวพระราชดำริ ในจังหวัด ก็ได้เลือกเอาพื้นที่บ้านน้ำป้ากเป็นพื้นที่นำร่องของโครงการ

บ้านน้ำ เป็นหนึ่งในพื้นที่นำร่องขนาดเล็กของโครงการบูรณาการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่จังหวัดน่าน มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริได้ดำเนินงานส่งเสริมให้ชุมชนที่ยากจนสามารถลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้จากการปลูกพืช อาหาร ทำปศุสัตว์ และการประมงให้เพียงพอต่อความต้องการทั้งของตนเองและทั้งจังหวัดน่านได้ตลอดปี

โดยเฉพาะการนำองค์ความรู้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ “ลดการใช้พื้นที่ป่า ปลูกนาขั้นบันได” ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มาขยายผล รวมทั้งยึดมั่น 3 หลักการปฏิบัติ

ได้แก่ “หลักการองค์ความรู้ 6 มิติ” คือ น้ำ ดิน เกษตร พลังงานทดแทน ป่า และสิ่งแวดล้อม

“หลักการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ” คือเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา

และ “หลักการทรงงานและหลักการโครงการ” เช่น การศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ มององค์รวม ไม่ยึดติดตำรา เน้นการมีส่วนร่วม ขาดทุนคือกำไร ใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ ปลูกป่าในใจคน ทำงานอย่างมีความสุข ประหยัด เรียบง่าย ได้ประโยชน์สูงสุด พออยู่พอกิน พึ่งตนเอง ความซื่อสัตย์ สุจริต จริงใจต่อกัน ฯลฯ

โครงการปิดทองหลังพระได้เข้ามาดำเนินการในการปลูกคนให้กับชาวบ้านในพื้นที่แล้ว ตอนนี้ชาวบ้านมีข้าวกิน มีพื้นที่ในการเกษตรแต่การที่จะนำชาวบ้านเข้าสู่ความพอเพียงตามแนวพระราชดำริได้นั้นเราจะต้องปลูกป่าทำการปลูกป่าในโครงการ “ปลูกป่า สร้างคน บนวิถีพอเพียง รักษาต้นน้ำ บรรเทาอุทกภัย” ปลูกใน 3 พื้นที่ คือ อำเภอท่าวังผา อำเภอเฉลิมพระเกียรติ และอำเภอสองแคว พื้นที่ทั้งหมด สองแสนห้าหมื่นไร่ เพื่อแก้ปัญหาภูเขาหัวโล้น แก้ปัญหาพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพด

“3:3:3 รอด พอเพียง และยั่งยืน ในช่วง 3 ปีแรกจะทำอย่างไรให้ชาวบ้านรอด มีข้าวกินอย่างพอกิน เราต้องเข้ามาทำระบบน้ำ ทำฝาย เพื่อเพิ่มผลผลิตให้กับชาวบ้านเพื่อที่ให้ชาวบ้านใช้พื้นที่ในการเพาะปลูกไม่มาก ปรับทำเป็นนาขั้นบันได ตอนนี้ในพื้น 3 อำเภอนั้นรอดแล้ว กำลังเข้าสู่ความพอเพียงทั้ง 3 พื้นที่ โดยทุกพื้นที่ที่โครงการเข้ามาทำจะเน้น หลัก เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เป็นหลักในการทำงาน”

พื้นที่บ้านน้ำป้ากจากที่ประสบปัญหาอุทกภัยน้ำป่าไหลหลากอย่างหนักจนไม่สามารถทำนาทำไร่ได้เลย ในปี 2551 ปัจจุบันประชาชนจำนวน 217 ครัวเรือนวันนี้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเป็นอย่างมาก สามารถปลูกข้าวได้เพิ่มจาก 37 ไร่เมื่อปี พ.ศ.2551เป็น 810 ไร่ในปัจจุบัน รวมทั้งประสบผลสำเร็จในการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่า ชาวบ้านที่เคยไปขายแรงงานในเมืองก็หันกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิด โดยสถิติล่าสุดมีผู้ไปประกอบอาชีพต่างเมืองเพียง 3 % เท่านั้น

พื้นที่ดำเนินการโครงการปิดทองหลังพระฯ ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีในพื้นที่ตำบลตาลชุม อำเภอท่าวังผาในลุ่มน้ำเดียวกัน มีพื้นที่ 3 หมื่นไรบริหารจัดการเรื่องของป่าเป็น 70:30:70 ให้เป็นพื้นที่ของป่า อีก 30 เป็นพื้นที่ของประชาชน เพื่อทำอาชีพตามแนวของศาสตร์พระราชา ภายใต้แนวคิดว่าจะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามแนวพระราชดำริ บริหารจัดการเพื่อชุมชนโดยชุมชน

ดอยตุงโมเดล

คือ การบริหารจัดการ การใช้ประโยชน์พื้นที่ลุ่มน้ำอย่างสมดุล ด้วยเงื่อนไขให้คนและป่าอยู่ร่วมกันอย่างพึ่งพาและยั่งยืน เกิดจากการประยุกต์ประสบการณ์และความสำเร็จจากโครงการพัฒนาต่าง ๆ ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในการปลูกป่าและยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนไปพร้มกันตามแนวพระราชดำริ “ปลูกป่า ปลูกคน” ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

ดอยตุงโมเดล เป็นการบริหารจัดการพื้นที่ลุ่มน้ำอย่างสมดุลดังนี้

1. ป่าอนุรักษ์ 60 % คือพื้นที่ป่าที่มีไม้เรือนยอด ไม่ถูกเผา และไม่มีการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชเป็นเวลานาน ใช้วิธี “ปลูกป่าแบบไม่ปลูก” โดยอาศัยกฎระเบียบชุมชนควบคุมไม่ให้คนหรือสัตว์เข้าไปรบกวนการฟื้นตัวของป่าตามธรรมชาติ

2. ป่าเศรษฐกิจ 20% คือการปรับพื้นที่ไร่หมุนเวียน (ที่ทำกิน) เป็นป่าเศรษฐกิจ โดยชาวบ้านเป็นเจ้าของไม้เศรษฐกิจสร้างรายได้ในระยะยาว และมีศักยภาพในการเพิ่มมูลค่าสูง เช่น ไผ่ ต๋าวหวาน มะม่วงหิมพานต์ กาแฟ ฯลฯ

3. ป่าใช้สอย 8 % คือพื้นที่ที่ชุมชนช่วยกันรักษาและใช้ประโยชน์ร่วมกันอยู่เดิม หรือปลูกเสริมตามเงื่อนไขกฎระเบียบของชุมชน เช่น เป็นพื้นที่แหล่งน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคหรือการเกษตรและนำผลผลิตจากป่าไปใช้หรือบริโภค

4. ที่ทำกิน 10%

5. ที่อยู่อาศัย 2%

ขั้นตอนการประยุกต์ใช้ดอยตุงโมเดล

1. สร้างความเข้าใจกับผู้เกี่ยวข้องในทุกระดับและสอบถามความต้องการของชุมชน

2. กำหนดขอบเขตลุ่มน้ำของพื้นที่โครงการฯ ระบุพื้นที่หมู่บ้านตามเขตการปกครอง และสำรวจแหล่งน้ำหรือลำห้วยในพื้นที่

3. ประเมินการใช้ประโยชน์พื้นที่ประเภทต่าง ๆ ในพื้นที่ลุ่มน้ำทั้งหมดตามอัตราส่วน “ดอยตุงโมเดล”

4. เดินสำรวจพื้นที่ทำกินร่วมกับชุมชนด้วย GPS และกำหนดขอบเขตการใช้ประโยชน์พื้นที่ต่าง ๆ ร่วมกับชุมชน ท้องที่ ท้องถิ่น และภาครัฐ พร้อมจัดทำแผนที่การใช้ประโยชน์พื้นที่ลุ่มน้ำทั้งหมด

5. สร้างความเข้าใจและพัฒนาคุณภาพชีวิต “ปลูกคน” เพื่อให้ชุมชนพึ่งพาตัวเองได้ด้วยการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้และลดหนี้สิน

6. ชุมชนร่วมกันเดินสำรวจขอบเขตป่าใช้สอยและกำหนดชนิดพืชสำหรับปลูกเสริม เพื่อการใช้ประโยชน์ในอนาคตร่วมกัน

7. ส่วนพื้นที่ที่เหลือในบริเวณลุ่มน้ำกำหนดเป็นป่าอนุรักษ์ทั้งหมด โดยชุมชนร่วมกันพิจารณาว่าจะ “ปลูกป่าแบบไม่ปลูก” หรือ “ปลูกป่าแบบปลูกเสริม” ตามสภาพจริงในปัจจุบัน

8. กำหนดพืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพในการแปรรูปเพื่อสร้างรายได้ในระยะยาว และให้ชาวบ้านเลือกเพื่อปลูกในพื้นที่ไร่หมุนเวียน (ที่ทำกิน)

9. ติดตามความก้าวหน้าและสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการปลูก การรวมกลุ่ม การแปรรูป และการตลาดอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อย 5 ปี

ปลูกป่าตามแนวพระราชดำริ

“ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง”

การปลูกป่าถ้าจะให้ราษฎรมีประโยชน์ให้เขาอยู่ได้ ให้ใช้วิธีปลูกไม้สามอย่าง แต่มีประโยชน์สี่อย่าง คือ ไม้ใช้สอย ไม้กิน ไม้เศรษฐกิจ โดยปลูกรองรับการชลประทาน ปลูกรับซับน้ำและปลูกอุดช่วงไหล่ตามร่องห้วย โดยรับน้ำฝนอย่างเดียว ประโยชน์ที่สี่คือ ได้ระบอนุรักษ์ดินและน้ำ

“คนอยู่กับป่า”

...เมื่อคนได้ใช้ประโยชน์จากป่า ป่าก็จะอยู่ได้ ป่าอยู่ได้ คนอยู่รอด...

“ปลูกป่า ปลูกคน”

...การขาดโอกาสของ “คน” ซึ่งส่งผลต่อ “ป่า” เพราะฉะนั้น จะปลูกป่าให้ยั่งยืน ต้องปลูกคนด้วย...

“การบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ โดยแก้ปัญหาทั้งลุ่มน้ำ”

“สร้างป่า สร้างรายได้”


โปรดคลิกที่ลิ้งค์ข้างล่างนี้เพื่อติดตามข่าวโครงการ

http://www.gotoknow.org/posts/626196

ที่มา: FIHRD-Chira Academy Newsletter รายปักษ์. ประจำวันที่ 20 มีนาคม – 3 เมษายน 2560

http://www.gotoknow.org/posts/626982

ที่มา: FIHRD-Chira Academy Newsletter รายปักษ์. ประจำวันที่ 4-19 เมษายน 2560


ที่มา: รายการ คิดเป็น…ก้าวเป็น กับ “ดร.จีระ”. ตอน : EADP 13..ห้องเรียนสัญจร ตอนที่ 1.. “น่าน” สืบสานการทำงานตามศาสตร์พระราชา ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 13 เมษายน 2560 เวลา 21.00-21.30 น.ทางสถานีโทรทัศน์: TGN Global Networks


ที่มา: รายการ คิดเป็น…ก้าวเป็น กับ “ดร.จีระ”. ตอน : EADP 13..ห้องเรียนสัญจร ตอนที่ 2.. บทบาท “กฟผ.”กับการทำงานในระดับชุมชน..กรณีศึกษาจังหวัดน่าน ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 20 เมษายน 2560 เวลา 21.00-21.30 น.ทางสถานีโทรทัศน์: TGN Global Networks


ที่มา: รายการ คิดเป็น…ก้าวเป็น กับ “ดร.จีระ”. ตอน : EADP 13..ห้องเรียนสัญจร ตอนที่ 3..เรียนรู้ประวัติศาสตร์เมืองน่านเพื่อสืบสานงาน กฟผ. และรายงานพิเศษ : CNC GROUP กับการพัฒนาองค์กรธรรมาภิบาล ออกอากาศ : วันพฤหัสบดีที่ 27 เมษายน 2560 ทางช่อง TGN ระหว่างเวลา 21.00-21.30 น.