หนังสือเล่มนี้ แจกในสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ๒๕๔๙ เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง สู่สังคมอยู่เย็นเป็นสุข    เป็นการรวบรวมเรื่องราว "นวัตกรรมการสร้างสุขภาพ" ที่ดำเนินชีวิตด้วยหลัก เศรษฐกิจพอเพียง

          เป็นหนังสือที่รวบรวมเรื่องราว ของ "ชีวิตพอเพียง" รูปแบบต่างๆ ถึง ๒๘ กรณี     มีทั้งที่เป็นองค์กรธุรกิจ   องค์กรพัฒนาเอกชน    สถาบันการศึกษา    ชุมชน    สถาบันศาสนา    และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

         ผมติดใจเรื่องห้องเรียนเรือนแพแก่งก้อ  ต. ก้อ  อ. ลี้  จ. ลำพูน    ที่ครูคิดใหม่ ทำใหม่     แทนที่จะรอให้เด็กนักเรียนเดินทางไปหาโรงเรียนเหมือนที่อื่น     ครูยอมรับว่าในกรณีของเด็กด้อยโอกาส ลูกชาวประมงเคลื่อนที่ เป็นไปไม่ได้ที่เด็กจะเดินทางไปโรงเรียน     จึงเปลี่ยนเป็นโรงเรียนเคลื่อนที่ไปหาเด็กนักเรียน     จากการเปลี่ยนความคิดเช่นนี้ จึงเกิดการเรียนรู้ใหม่ๆ ที่น่าชื่นชมมากมาย

         เศรษฐกิจพอเพียงของครูและนักเรียนโรงเรียนบ้านเปือย  ต. บ้านเปือย  อ. เชียงยืน  จ. อุบลราชธานี     นอกจากมีผลด้านความสุขจากชีวิตที่พอเพียงแล้ว    ยังส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็ก    เด็กเรียนดีกว่าโรงเรียนอื่นที่อยู่ใกล้เคียง ทั้งๆ ที่เด็กต้องทำงานแปลงเกษตรสำหรับเป็นอาหารกลางวัน

         หลายชุมชนใน จ. น่าน มีเรื่องราวของเศรษฐกิจพอเพียง     และการรวมตัวกันเรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติของชาวบ้าน     ซึ่งก็คือการทำ KM ระดับชุมชนนั่นเอง     ผมชื่นใจที่ภาคีของ สคส. ที่จังหวัดน่านมีทักษะในการใช้ KM เพื่อชีวิตที่พอเพียงเป็นอย่างดี

         ผมติดใจกลุ่มเลี้ยงโค-กระบือ  ต. ส้าน  อ. เวียงสา  จ. น่าน  ที่ตกลงกันให้เอาวัวควายมานอนรวมกันในแปลงนาของสมาชิกเพื่อเอาขี้เยี่ยววัวควายเป็นปุ๋ย     เจ้าของแปลงนาต้องจ่ายเงินให้เจ้าของวัวควายตัวละ ๒ บาทต่อคืน      ในที่ ๑ ไร่ ถ้าเอาวัวควาย ๗๐ ตัวมานอน    ใช้เวลา ๔ - ๕ คืน ก็เพียงพอ     เมื่อเอาน้ำจุลินทรีย์ราด จะได้ปุ๋ยอินทรีย์ ทำให้ดินดีมาก   ไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีเลย แต่ต้นไม้งามกว่า และได้ผลผลิตมากกว่าในอดีต ที่ใช้ปุ๋ยเคมี     รวมทั้งระบบนิเวศน์ก็ฟื้นขึ้นมา     มีกบเขียดหอยปูปลากลับมาอีกด้วย               

         หนังสือเล่มนี้ สอนผมว่า     KM เป็นเครื่องมือสำคัญยิ่ง ต่อชีวิตพอเพียง      เพราะชีวิตพอเพียงนั้นต้องเป็นชีวิตที่เรียนรู้อย่างไม่หยุดยั้ง

วิจารณ์ พานิช
๓๑ ตค. ๔๙