ภาษาไทยในยุคไซเบอร์

กรธัช
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

ภาษาไทยในยุคไซเบอร์

การสื่อสารเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งของมนุษย์ มนุษย์รู้จักการหาวิธีในการสื่อสารกับผู้อื่น เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจในสิ่งที่ตนเองต้องการสื่อ โดยการสื่อสารอยู่ในรูปแบบของภาษา (Language) สัญลักษณ์ (Symbol) และการแสดงออก (Expression) มนุษย์ได้คิดค้นเครื่องมือในการสื่อสารเพื่อสร้างเป็นเครื่องมือที่เข้าใจร่วมกัน (Mutual Understanding) ในสังคมของตนเอง เช่น ตัวอักษร (Letter) คำ (Word) และสัญลักษณ์ (Symbol) ดังนั้นตัวอักษร คำ และสัญลักษณ์ จึงเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมา (Creation) เพื่อใช้ในการสื่อสารและรับรู้เข้าใจกันในเฉพาะสังคมใดสังคมหนึ่งเท่านั้น ทั้งตัวอักษร คำ และสัญลักษณ์จึงถือเป็นเอกลักษณ์ ของสังคมใดสังคมหนึ่ง (Social Identity) คนนอกสังคมดังกล่าวจะสามารถเข้าใจตัวอักษร คำ และสัญลักษณ์ของสังคมอื่นได้ ก็ต่อเมื่อได้เรียนรู้ตัวอักษร คำ และสัญลักษณ์ของสังคมนั้น รวมทั้งต้องเข้าใจบริบททางสังคมและวัฒนธรรม (Socio-Cultural Context) ของเจ้าของภาษาด้วย การติดต่อสื่อสารระหว่างคนในสังคมเดียวกันและคนละสังคมทำให้มีการแพร่กระจาย (Diffusion) การผลิตซ้ำ (Reproduction) ความหมายของตัวอักษร คำและสัญลักษณ์ เพื่อให้เกิดการรับรู้เข้าใจความหมาย จนเกิดการยอมรับ (Acknowledgement) รูปแบบและความหมายของตัวอักษร คำ และสัญลักษณ์ที่ถูกสร้างขึ้นมา และมีการรับเอาไปใช้ (Adoption) กันอย่างแพร่หลาย จนในที่สุดกลายเป็นสิ่งที่รับรู้และเข้าใจกันโดยทั่วไป คำ และสัญลักษณ์ บางคำที่แพร่หลายในสังคมต่างๆ แต่คนส่วนมากในแทบทุกสังคมสามารถรับรู้และเข้าใจความหมายของคำเหล่านี้ได้ดี เช่น คำว่า “Yes” “No” “OK” สัญลักษณ์ “หัวกะโหลกไขว้” เป็นต้น ทั้งนี้เพราะคำหรือสัญลักษณ์เหล่านี้ ถูกผลิตซ้ำให้รับรู้บ่อยๆและใช้กันอย่างแพร่หลาย (Generalization) จนสามารถเข้าใจความหมายกันได้เป็นอย่างดี

ตัวอักษร คำและสัญลักษณ์ที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อใช้สื่อสารกันนั้นมีลักษณะที่ค่อนข้างเป็นพลวัต (Dynamic) คือมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มีเพียงตัวอักษรเท่านั้นที่รูปลักษณ์ของตัวอักษรที่ใช้กันในแต่ละสังคมค่อนข้างคงที่ เนื่องจากผ่านการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยมาเป็นเวลานานจนกลายรูปแบบที่เป็นที่ยอมรับร่วมกันของคนในแต่ละสังคมในปัจจุบัน ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีใครประดิษฐ์อักษรขึ้นมาใหม่หรือเปลี่ยนแปลงตัวอักษรไปจากรูปเดิม (ส่วนใหญ่มักพบว่าเป็นการลดจำนวนตัวอักษรมากกว่า) ทั้งนี้เนื่องจากว่าหากตัวอักษรถูกสร้างขึ้นมาใหม่หรือมีการเปลี่ยนแปลงจะสร้างอุปสรรคในการสื่อความหมายมากขึ้น เพราะการคิดตัวอักษรขึ้นมาใหม่หรือการเปลี่ยนรูปลักษณ์ตัวอักษรไปจากเดิมนั้นหากไม่มีการสร้างความเข้าใจในหน้าที่ของตัวอักษร (Alphabet Function) การออกเสียงตัวอักษร (Alphabet Phonetics) ตามระบบคำในภาษาให้คนในสังคมยอมรับและเข้าใจร่วมกันได้ ย่อมทำให้เกิดการสื่อสารกันไม่เข้าใจ ดังนั้นตัวอักษรจึงมีความเป็นพลวัตน้อยกว่าคำและสัญลักษณ์ ที่ผ่านมาจึงไม่ค่อยพบการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของตัวอักษรมากนัก หรือมีการสร้างตัวอักษรใหม่ๆน้อยมาก ส่วนคำและสัญลักษณ์นั้นมีความเป็นพลวัตมากกว่าตัวอักษร เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมตลอดเวลา ทำให้มีคำและสัญลักษณ์ใหม่ๆเกิดขึ้น รวมทั้งมีลักษณะการสะกดคำที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาทางด้านสังคมและเทคโนโลยีใหม่ๆ จะสามารถพบคำใหม่ๆได้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะคำที่เกิดจากการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communication Technology Device) มาเป็นส่วนหนึ่งและค่อนข้างมีบทบาทสำคัญของการสื่อสารระหว่างบุคคลในยุคปัจจุบัน จึงมีการบัญญัติคำใหม่ๆเกิดขึ้นมากมายทั้งในภาษาไทยเอง เช่น คำว่า โลกาภิวัตน์ (Globalization) ซึ่งหมายถึง การเปลี่ยนแปลงที่กระทบถึงกันทั่วโลก[1] ซึ่งเป็นคำศัพท์เฉพาะที่บัญญัติขึ้นเพื่อตอบสนองปรากฏการณ์ของสังคมโลกที่เหตุการณ์ทางเศรษฐกิจ การเมือง สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นในส่วนต่างๆของโลก และส่งผลกระทบอันรวดเร็วไปยังส่วนอื่นๆของโลกเนื่องมาจากการพัฒนาการติดต่อสื่อสาร การคมนาคมขนส่ง และเทคโนโลยีสารสนเทศ เซลฟี่ (Selfie) ซึ่งหมายถึงการถ่ายรูปตนเองด้วยกล้องจากมือถือสมาร์ทโฟนหรือกล้องดิจิตอล เด็กแว้น หมายถึงกลุ่มคนที่นิยมขับมอเตอร์ไซค์เสียงดังสร้างความรำคาญให้ชาวบ้าน (แว้นมาจากเสียงจากท่อไอเสียของมอเตอร์ไซค์) หรือภาษาต่างประเทศ เช่น โนโมโฟเบีย (Nomophobia) ซึ่งมาจากคำว่า "No mobile phone phobia" เป็นศัพท์ที่หน่วยงายวิจัยทางการตลาดขนาดใหญ่ (YouGov) บัญญัติขึ้นเมื่อปี 2010 เพื่อใช้เรียกอาการที่เกิดจากความหวาดกลัว วิตกกังวลเมื่อขาดโทรศัพท์มือถือเพื่อติดต่อสื่อสาร ซึ่งอาการนี้กำลังถูกเสนอจัดเป็นโรคจิตเวชประเภทหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มวิตกกังวล[2] ตัวอย่างคำดังกล่าวข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งของคำที่เกิดใหม่ในยุคของการสื่อสารในยุคไซเบอร์ คำเกิดใหม่เหล่านี้ไม่ใช่ว่าคิดหรือบัญญัติกันขึ้นมาแล้วจะสามารถเข้าใจกันทั่วไปได้เลย แต่มีกระบวนการในการสร้างให้คำเป็นที่ยอมรับ เริ่มจากการบัญญัติศัพท์ (Coining) โดยการสร้างคำ (Creation) และการให้ความหมายของคำ (Definition) การแนะนำคำให้เป็นที่รู้จัก (Introduction) เพื่อให้เกิดการเข้าใจความหมายของคำ (Acknowledgement) และเกิดการยอมรับ (Acceptance) เกิดการรับเอาคำๆนั้นไปใช้ต่อ (Adoption) จนเกิดการแพร่กระจาย (Diffusion) และถูกใช้บ่อยๆจนเกิดการผลิตซ้ำ ให้เป็นที่จดจำ (Reproduction) และถูกใช้กันอย่างกว้างขวาง (Generalization) และได้รับการยอมรับและมีการใช้ไปตลอด (Well-Established) แต่คำบางคำแม้ถูกใช้กันอย่างกว้างขวาง แต่อาจมีการนิยมใช้เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้นแล้วก็เสื่อมความนิยมในการใช้ไป (Gradually decline) ซึ่งบางทีเรียกว่าศัพท์วัยรุ่น คำแฟชั่น หรือภาษาแฟชั่น (Fasion language) ซึ่งเมื่อนิยมใช้มาระยะเวลาหนึ่งแล้วก็มักจะลดความนิยมไปจนไม่ค่อยมีใครใช้คำๆนั้นอีกต่อไป เช่น จ๊าบ เป็นต้น


สาเหตุที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางภาษาปัจจุบันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยีมี 4 ประเด็น คือ

1. การเกิดอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารเกิดขึ้นใหม่ (Emerging Communication Device) อย่างเช่น คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับอินเตอร์เนต สมาร์ทโฟน เป็นต้น

2. การเกิดสังคมย่อย (Sub-Social Group) ที่ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมเฉพาะของคนในสังคมย่อย กลายเป็นวัฒนธรรมย่อย (Sub-culture) ของสังคมย่อยนั้นๆ

3. การสร้างเอกลักษณ์เฉพาะของกลุ่มคน (Group Identity) เช่น กลุ่มเพศที่สาม หรือกลุ่มที่มีความชื่นชอบในบางสิ่งเหมือนกัน เป็นต้น

4. การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ทำกิจกรรมแบบเร่งรีบ (Fast lifestyle) ทำให้มีความต้องการสื่อสารตอบโต้ที่รวดเร็ว

สาเหตุเหล่านี้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของภาษาและรูปแบบของการสื่อสารที่ใช้สื่อสารในชีวิตประจำวันโดยเฉพาะอย่างยิ่งการพูด และการเขียน การเกิดช่องทางและอุปกรณ์ที่ใช้ในการสื่อสารใหม่ๆ อย่างเช่น คอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟน ประกอบกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทำให้อุปกรณ์เหล่านี้เชื่อมต่อกับอินเตอร์เนตได้สะดวกขึ้น และมีการพัฒนาโปรแกรมใช้งาน (Application) หรือ “แอป” ต่างๆ ที่เป็นช่องทางการสนทนาบนอุปกรณ์เหล่านี้ เช่น facebook Line WhatApp Twitter เป็นต้น คนในยุคปัจจุบันจึงมีการเปลี่ยนพฤติกรรมการสนทนา (Conversation) มาเป็นการพิมพ์ส่งข้อความสนทนาโต้ตอบกัน (Chatting) ผ่านช่องทางเหล่านี้แทนการพูดคุย (Talking) กันมากขึ้น ซึ่งเป็นการเปลี่ยนรูปแบบการสนทนา (Conversation Platform) ไปจากเดิม เพราะเป็นการเปลี่ยนจากการพูด (Speaking) มาเป็นการพิมพ์ (Typing) เพื่อสนทนา การเกิดสังคมย่อยก็ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางภาษาได้เช่นกัน เนื่องจากคนที่อยู่ในสังคมย่อย มักจะสร้างวัฒนธรรมย่อยประจำกลุ่มขึ้นมา หรือกลุ่มคนบางกลุ่มจะมีการสร้างคำพูด หรือการเขียนสะกดคำให้มีความแตกต่างไปจากปกติเพื่อสร้างความแตกต่างและเอกลักษณ์ให้แก่สังคมย่อยหรือกลุ่มย่อยของตนเอง นอกจากนี้พฤติกรรมของคนในปัจจุบันที่ทำอะไรด้วยความเร่งรีบก็ส่งผลให้เวลาที่พิมพ์ข้อความสนทนากัน ผู้คนจึงมักใช้คำหรือตัวสะกดลดลง หรือใช้ตัวย่อหรือสัญลักษณ์แทนเพื่อความรวดเร็วในการพิมพ์ตอบโต้กัน

จากประเด็นที่กล่าวมา หากโฟกัสเฉพาะเจาะจงมาที่การเกิดอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารเกิดขึ้นใหม่ เช่น อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟน ซึ่งส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการสื่อสารจากการพูดคุย (Talking) มาเป็นการพิมพ์ข้อความสนทนา (Chatting) จนก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของภาษาอันเนื่องมาจากการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงในด้านคำและสัญลักษณ์ เช่น มีการสร้างคำและความหมายของคำขึ้นมาใหม่ ทั้งนี้คำทุกคำจะมีสิ่งที่เรียกว่า “ลักษณะของความหมาย (Semantic features)” ซึ่งก็คือมโนทัศน์ (concept) หรือความเข้าใจที่บุคคลมีต่อคำคำนั้น[3] นอกจากนี้ยังมีการใช้รูปแบบของการสะกดคำที่แตกต่างไปจากคำเดิม แต่ผู้อ่านข้อความยังคงสามารถรับรู้และเข้าใจความหมายของคำที่ผู้ส่งสารพิมพ์มาได้ โดยการคาดเดาจากบริบทในขณะที่พิมพ์สนทนาตอบโต้กันและมโนทัศน์ของคำๆนั้น ซึ่งการที่มนุษย์สามารถอ่านและเข้าใจคำที่มีการสะกดผิดรูปไปจากเดิมนั้นเรียกว่าปรากฏการ Typoglycemia[4] เมื่อพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของภาษาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการสื่อสารที่เปลี่ยนจากการพูดคุยมาเป็นการพิมพ์ข้อความสนทนาผ่านอุปกรณ์สมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ สามารถวิเคราะห์ประเด็นที่เป็นสาเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางภาษาได้ดังนี้

1. การเปลี่ยนแปลงทางภาษาเกิดจากการพิมพ์บนอุปกรณ์สมาร์ทโฟน (Typographically language change) แบ่งเป็น

1.1 เกิดจากการตั้งใจพิมพ์ตัวสะกดแบบนั้น (Intentionally typographical error spelling) ซึ่งมาจาก 3 กรณีคือ

1.1.1 เพื่อใส่อารมณ์ในคำที่พิมพ์ เพื่อให้คู่สนทนาอ่านแล้วรับรู้และเข้าใจอารมณ์ของผู้พิมพ์ และเพื่อเพิ่มอรรถรสในการอ่าน ทั้งนี้การพูดคุยสามารถใช้น้ำเสียงเพื่อสื่อถึงอารมณ์ของผู้พูดได้ แต่การเขียนมีข้อจำกัดในการแสดงอารมณ์ในคำที่ต้องการพูด ดังนั้นผู้ที่พิมพ์ข้อความสนทนา จึงปรับเปลี่ยนการพิมพ์เพื่อผลิดคำที่สื่อถึงอารมณ์ของผู้พิมพ์ได้ใกล้เคียงเหมือนการพูด ยกตัวอย่างประโยคว่า “แก ผู้ชายคนนี้รวยมาก” ผู้พูดอาจลากเสียงคำว่า “มาก” ให้ยาวขึ้น เพื่อสื่อให้ผู้ฟังเข้าใจสิ่งที่ผู้พูดกำลังพูดถึงว่าผู้ชายที่ผู้พูดกล่าวถึงนั้นร่ำรวยมหาศาล แต่แต่ในภาษาเขียนด้วยคำที่เป็นทางการปกติจะไม่สามารถสื่ออารมณ์ให้ผู้อ่านที่เป็นคู่สนทนารับรู้อารมณ์ที่ผู้พิมพ์ต้องการสื่อได้ ดังนั้นผู้พิมพ์จึงปรับเปลี่ยนการสะกดคำตามน้ำเสียงที่แสดงอารมณ์ที่ผู้พิมพ์ต้องการสื่อ เช่น “แก ผู้ชายคนนี้รวยมาาาาาาาาาาาาาาาก” หรือ “แก ผู้ชายคนนี้รวยมากกกกกกกกกก” หรือ “ผู้ชายคนนี้รวยมว๊ากกกกกกกกกก” เป็นต้น

ถ้าหากผู้พิมพ์ต้องการให้คู่สนทนาได้อ่านแล้วสามารถรับรู้ถึงอารมณ์และเข้าถึงอรรถรสในการสนทนาผ่านการพิมพ์ข้อความ อาจพิมพ์เป็น “แก๊ ผู้ชายคนนี้รวยมาาาาาาาาาาาาาาาก” หรือ “แก๊ ผู้ชายคนนี้รวยมากกกกกกกกกก” หรือ “แก๊ ผู้ชายคนนี้รวยมว๊ากกกกกกกกกก” เป็นต้น

ยกตัวอย่างคำอื่นๆที่นิยมพิมพ์กันในลักษณะนี้ เช่น

หล่อที่สุด เป็น หล่อที่ซู๊ดดดดดดดดดดดด

ตายแล้ว เป็น ตายแล้ววววววววว

กรี๊ด เป็น กรี๊ดดดดดดดดดดด

สวัสดีค่ะ เป็น สวัสดีค่าาาาาาาาา เป็นต้น

1.1.2 เพื่อความรวดเร็วในการพิมพ์

- การพิมพ์ตัวอักษรบางตัวต้องกด shift เพื่อพิมพ์ ซึ่งผู้พิมพ์อาจรู้สึกไม่ค่อยสะดวก จึงใช้ตัวอักษรที่ทดแทนกันได้ เช่น

เธอ เป็น เทอ

ขอโทษ เป็น ขอโทด

ก็ เป็น ก้อ

ปัญญาอ่อน เป็น ปันยาอ่อน เป็นต้น

- ลดตัวสะกดบางตัวที่รู้สึกว่าหากไม่พิมพ์ตัวสะกดตัวนั้นแล้วช่วยให้สามารถพิมพ์โต้ตอบได้เร็วขึ้น และผู้อ่านสามารถเข้าใจความหมายของคำได้ เช่น

จริง เป็น จิง เป็นต้น

- การใช้สัญลักษณ์ที่ออกเสียงเหมือนเวลาพูด เพื่อลดขั้นตอนในการพิมพ์ เช่น

You เป็น U

ฮ่า ฮ่า ฮ่า เป็น 555

- การใช้สัญลักษณ์แทนกริยาโต้ตอบของผู้พิมพ์ในขณะนั้นที่ต้องการแสดงให้ผู้อ่านรับรู้ เช่น

ยิ้ม เป็น >_< หรือ :)

ร้องให้ เป็น T_T

เหงื่อตก เป็น -_-"

แลบลิ้น เป็น P

สังสัย หรือไม่เข้าใจ เป็น ? หรือ ???

นอกจากนี้รูปแบบของช่องทางในการแชท ยังมีการออกแบบสติ๊กเกอร์ภาพ ที่อาจมีข้อความในภาพเพื่อความสะดวกของผู้พิมพ์ในการส่งสติ๊กเกอร์แทนการพิมพ์

1.1.3 พยายามสะกดให้ตรงกับเสียงที่พูด คำในภาษาไทยหลายคำที่มีการออกเสียงของคำเวลาที่พูดไม่ตรงกับภาษาเขียนที่เป็นคำแบบทางการ ดังนั้นเวลาที่ผู้พิมพ์สะกดคำมักถึงเสียงพูดก่อนว่าตนเองกำลังจะพูดกับคู่สนทนาด้วยนำเสียงอย่างไร แล้วสะกดตามเสียงพูดจริงซึ่งมักจะไม่ตรงภาษาเขียนที่เป็นคำแบบทางการ เช่น เสียงคำพูดประโยคว่า “เค้าชมว่าชั้นน่ารัก” หากเขียนคำพูดประโยคดังกล่าวเป็นภาษาเขียนที่ใช้คำเป็นทางการจะต้องเขียนเป็น “เขาชมว่าฉันน่ารัก” ซึ่งทำให้เวลาที่ผู้พิมพ์ข้อความอ่านแล้วรู้สึกว่าไม่ตรงกับการออกเสียงของคำที่ตนเองต้องการสื่อให้ผู้รับข้อความรับรู้ถึงเสียงของคำที่ต้องการสื่อ ซึ่งทำให้เสียอรรถรถในการสนทนาตอบโต้ในลักษณะของการพิมพ์ข้อความสนทนา หรือไม่ได้อรรถรถเหมือนคำจากการได้ยิน ดังนั้นผู้พิมพ์ข้อความจึงใช้การสะกดให้ตรงกับการออกเสียงเวลาพูด เช่น เวลาพูดคำว่า “ฉัน” เรามักจะออกเสียงว่า “ชั้น” ก็จะพิมพ์ข้อความสนทนาด้วยการสะกดเป็น “ชั้น” ตามการออกเสียงพูด แทนที่จะพิมพ์เป็น “ฉัน” ตามการสะกดภาษาเขียนที่เป็นคำแบบทางการ ซึ่งการสะกดให้ตรงตามการออกเสียงเวลาพูดแทนที่จะสะกดให้ถูกต้องตามภาษาเขียนที่เป็นคำแบบทางการ ที่พบในการพิมพ์พิมพ์ข้อความสนทนา พบว่ามีหลายคำมาก เช่น

เค้า (เขา)

ชั้น (ฉัน)

ดั๊น (ดิฉัน)

ค่า (ค่ะ)

ใช่มั๊ย, ใช่มะ, ชิมิ (ใช่ไหม)

ใช่ป่าว, ใช่ป่ะ (ใช่หรือเปล่า)

ว่าไง (ว่าอย่างไร)

ไปเสียได้ก็ดี (ไปซะได้ก็ดี) เป็นต้น

1.2 เกิดจากการพิมพ์ผิดโดยไม่ตั้งใจ (Unintentionally typographical error spelling) ซึ่งมักเกิดจากสาเหตุดังต่อไปนี้

1.2.1 ตัวสะกดบางตัวอยู่ใกล้กันจนทำให้เกิดการพิมพ์ตัวสะกดผิดตัว เช่น

เทพจิงๆ เป็น เมพขิงขิง (ทั้งนี้เนื่องจากปุ่มตัวอักษรตัว และ , และ ในสมาร์ทโฟนอยู่ติดกัน จึงเกิดการพิมพ์ผิด)

จังเลย เป็น จุงเบย (ปุ่มตัวอักษรตัว และ , ล และ บ ในสมาร์ทโฟนอยู่ติดกัน จึงเกิดการพิมพ์ผิด)

ครับ เป็น ครัช (ปุ่มตัว อยู่ใกล้กับ )

ที่น่าสังเกตคือแม้ปุ่มตัวอักษรตัว และ , และ , และ , และ บ บ และนั้นต่างก็เป็นปุ่มพิมพ์ที่อยู่ติดกันทั้งบนคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟน แต่คำว่า เมพขิงขิง จุงเบย และ ครัช เป็นคำที่เพิ่งเกิดการแพร่กระจายอย่างกว้างขวางในยุคที่นิยมการแชทผ่านสมาร์ทโฟน ซึ่งไม่พบคำเหล่านี้แพร่หลายในยุคที่มีการแชทผ่านคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นยุคก่อนที่จะมีการใช้สมาร์ทโฟนอย่างแพร่หลาย นั่นแสดงให้เห็นว่า ฟังก์ชันการพิมพ์ตัวอักษรบนอุปกรณ์ที่ใช้พิมพ์อย่างคอมพิวเตอร์และสมาร์โฟนส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของภาษาที่แตกต่างกันไป

เมื่อวิเคราะห์ลึกลงไปจะพบว่าฟังก์ชันการพิมพ์ตัวอักษรบนอุปกรณ์เหล่านี้ไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลงแปลงของภาษา แต่เป็นการส่งผลทางอ้อมกล่าวคือเมื่อมีการพิมพ์คำผิดโดยไม่ได้ตั้งใจและมีการส่งคำผิดเดิมๆแบบซ้ำ จนเกิดการผลิตซ้ำ (Reproduction) คำและความหมายให้ผู้อ่านข้อความได้จดจำและรับรู้ความหมาย (Acknowledgement) จนทำให้คำๆนั้นได้รับการยอมรับและถูกใช้ในกลุ่มจนเกิดการใช้การพิมพ์คำนั้นอย่างแพร่หลายในที่สุด

การเขียนตัวสะกดผิดทั้งสองสาเหตุ ถึงแม้จะมีการพิมพ์ตัวสะกดผิดไปจากคำที่ถูกต้อง แต่พบว่ามนุษย์มีความสามารถในการอ่านแล้วเข้าใจคำแบบนี้ได้ ซึ่งเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Typoglycemia ซึ่งเป็นคำที่มาจากการศึกษาวิจัยของนักศึกษาปริญญาเอกแห่งมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด (Oxford University) เกี่ยวกับความสามารถในการอ่านและเข้าใจคำที่มีการสะกดผิดไปจากปกติ[5]

2. การเปลี่ยนแปลงทางภาษาที่ไม่ได้เกิดจากการพิมพ์บนอุปกรณ์สมาร์ทโฟน (Non-typographically language change) แต่เป็นการสร้างคำขึ้นมาใช้เพื่อพูดคุยในกลุ่มแล้วถูกนำมาเผยแพร่ในโลกออนไลน์ จนเกิดการแพร่กระจายไปยังวงกว้าง โดยมีสาเหตุดังนี้

2.1 ไม่ทราบตัวสะกดที่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผันวรรณยุกต์ สระ ตัวการันต์ เช่น

สวัสดีค่ะ เป็น สวัสดีคะ

สบายดีนะคะ เป็น สบายดีนะค่ะ

สาเหตุ เป็น สาเหต

สังเกต เป็น สังเกตุ เป็นต้น

ในกรณีนี้ไม่ได้เกิดจากการใช้อุปกรณ์การสื่อสารอย่างคอมพิวเตอร์หรือสมาร์โฟนโดยตรง เพราะการเขียนตัวสะกดผิดแบบนี้เกิดขึ้นได้ในการเขียนบนอุปกรณ์ทุกชนิด

2.2 พฤติกรรมการทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยความรวดเร็ว เร่งรีบ ดังนั้นภาษาเขียนด้วยคำที่เป็นทางการจึงไม่เหมาะสมในการพิมพ์ข้อความสนทนา เพราะภาษาเขียนด้วยคำที่เป็นทางการมักมีตัวอักษรที่ต้องพิมพ์และต้องระมัดระวังการการสะกดคำ ในขณะที่ในยุคปัจจุบันผู้คนต้องการพิมพ์ข้อความเพื่อแชทตอบโต้คู่สนทนาที่รวดเร็ว ดังนั้นผู้พิมพ์จึงต้องการพิมพ์คำเพื่อสนทนาโดยกดปุ่มพิมพ์ให้น้อยลง ซึ่งเหตุผลดังกล่าวพบว่าผู้พิมพ์ข้อความใช้วิธีการพิมพ์คำเพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการตอบโต้คู่สนทนาอยู่ 3 รูปแบบคือ

2.2.1 การกร่อนคำ เช่น

สวัสดี เป็น ดี

อะไร เป็น ไร

เป็นอะไร เป็น เป็นไร เป็นต้น

2.2.2 การลดอักษรตัวสะกด เช่น

จริง เป็น จิง

เป็น เป็น เปน หรือ เปง เป็นต้น

2.2.3 การตั้งใจเปลี่ยนการสะกดเพื่อให้เกิดความแตกต่าง การเปลี่ยนการสะกดเพื่อสร้างความแตกต่างไม่จำเป็นต้องเป็นการลดจำนวนตัวอักษรที่ต้องพิมพ์เพื่อทำให้พิมพ์ส่งได้เร็วขึ้นเสมอไป การเปลี่ยนการสะกดในลักษณะนี้พบว่ามีทั้งแบบลดจำนวนตัวอักษรที่ต้องพิมพ์และมีจำนวนตัวอักษรที่ต้องพิมพ์เพิ่มขึ้น เช่น

กรรม เป็น กำ เป็นต้น (ลดจำนวนตัวอักษรที่ต้องพิมพ์จาก 4 ตัวเหลือ 2 ตัว)

ตลอด เป็น ตาหลอด (เพิ่มจำนวนตัวอักษรที่ต้องพิมพ์จาก 4 ตัวเป็น 6 ตัว)

2.2.4 เพื่อสร้างคำเฉพาะตัวหรือกลุ่มของตัวเอง โดย

- การสร้างคำขึ้นมาใหม่ เช่น

บอกตรงๆ เป็น บ่องตง เป็นต้น

- การสร้างความหมายใหม่ให้แก่คำเดิม เช่น

ยิ้ม ความหมายเดิมที่ใช้กันอยู่โดยทั่วไปหมายถึงการแสดงอาการทางริมฝีปากและใบหน้าที่แสดงถึงความพึงพอใจ แต่ในกลุ่มเกย์ได้สร้างความหมายใหม่ซึ่งเป็นความหมายแฝงให้แก่คำว่ายิ้ม โดยแปลว่าการมีเพศสัมพันธ์กัน เช่น ชวนกันมายิ้ม หรือนัดกันมายิ้ม หมายถึง ชวนกันมามีเพศสัมพันธ์กัน หรือนัดกันมามีเพศสัมพันธ์กัน

สตอ หรือ สตอเบอรี่ ซึ่งมาจาก สตรอว์เบอร์รี ซึ่งเป็นผลไม้ชนิดหนึ่ง แต่ในอีกความหมายหนึ่งหมายถึงตอแหล เป็นต้น

ข้อสังเกตของการให้ความหมายใหม่แก่คำเดิมนั้น จะเห็นว่าคำเดิมนั้นเป็นคำที่ฟังหรืออ่านแล้วรู้สึกว่าเป็นคำธรรมดาทั้วไป ไม่หยาบ หรือเป็นคำปกติ แต่ความหมายแฝงที่สร้างขึ้นนั้นมักจะส่อไปในทางหยาบหรือทางลบ ทั้งนี้เป็นกลยุทธ์หนึ่งของผู้ที่สื่อสารเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้คำหยาบหรือคำที่ดูแรงเกินไป

2.2.5 การแสดงถึงอารมณ์และตัวตนของผู้พิมพ์ เพื่อให้คู่สนทนารับรู้ในระหว่างที่พิมพ์ข้อความสนทนา เช่น

ฮิ ฮิ เป็น งุงิ หรือ อุอิ หรือ อิอิ (เสียงหัวเราะเบาๆแนวน่ารักๆ)

2.2.6 การแปลงตัวสะกดเพื่อเลี่ยงความไม่สุภาพหรือต้องการให้ผู้อ่านรู้สึกว่าคำนุ่มนวลขึ้น เช่น

มึง เป็น เมิง

กู เป็น กุ หรือ กรู หรือ ตรู

เวร เป็น เวง

หำ เป็น หรรม

เหี้ย เป็น เฮี่ย หรือ เชี่ย

ไอ้สัตว์ เป็น ไอ้สึด หรือ สึด

อะไรวะ เป็น อะไรฟะ หรือ ไรฟะ

2.2.7 การพิมพ์โดยการออกเสียงตามเดิมแต่เปลี่ยนตัวสะกดเพื่อสร้างความแตกต่าง คำพวกนี้แสดงถึงวัยของผู้ใช้ เนื่องจากการสะกดคำในรูปแบบเหล่านี้มักเป็นวัยรุ่น เช่น

ให้ เป็น หั้ย

หนู เป็น นู๋

ใจ เป็น จัย หรือ จาย เป็นต้น

2.2.8 การใช้ภาษาต่างประเทศ มี 2 แบบ คือ

1. การเขียนด้วยภาษาต่างประเทศ

- แบบกร่อนคำ เช่น

Fin มาจาก Finale

Net มาจาก Internet

- แบบไม่กร่อนคำ เช่น OK

2. การเขียนคำภาษาต่างประเทศด้วยภาษาไทย

เช่น โอเค (บางครั้งพบว่ามักเขียนย่อๆ เหลือแค่ เค หรือ เคร)

การเปลี่ยนแปลงทางภาษาในยุคไซเบอร์ ได้สร้างความกังวลเกี่ยวกับการใช้ภาษาไทยของคนไทยในคนบางกลุ่ม เนื่องจากภาษาที่ถูกใช้ในโลกไซเบอร์ หรือ ภาษาอินเตอร์เนต นั้นไม่ถูกต้องตามหลักภาษาไทย จนเกรงว่าจะทำให้เกิดภาษาวิบัติ อย่างไรก็ตามต้องไม่ลืมว่าภาษานั้นมีความเป็นพลวัต สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา คำหลายๆคำที่ใช้กันทั่วไปในปัจจุบันก็ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาหลายครั้งตั้งแต่อดีต เช่น คำว่า เป็น พบว่าในอดีตมีการสะกดคำนี้ในรูป เปน เป็นต้น หรือคำบางคำก็มีการบัญญัติศัพท์ (Coining) กันขึ้นมาใหม่ ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงทางภาษาจึงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยพบการเปลี่ยนแปลงใน 3 ลักษณะคือ

1. การเปลี่ยนการสะกดคำ

2. การบัญญัติศัพท์ใหม่

3. การให้ความหมายใหม่ (ความหมายแฝง) ให้แก่คำเดิม

ทั้งนี้ในการใช้ภาษาควรคำนึงถึงกาลเทศะ ผู้ใช้งานต้องตระหนักและเข้าใจว่าตนเองกำลังพิมพ์ข้อความเพื่อสื่อสารกับใคร ในเวลาใดและโอกาสอะไร และปรับใช้ภาษาให้ถูกกาลเทศะ เช่น หากเป็นการพิมพ์เพื่อสนทนา (Chat) ทั่วไปกับคนคุ้นเคย อาจใช้ภาษาอินเตอร์เนตได้ แต่ถ้าเป็นการพิมพ์ติดต่อเรื่องที่เป็นทางการ เช่น พิมพ์รายงาน พิมพ์หนังสือวิชาการ พิมพ์อีเมล์ติดต่อเรื่องงาน เรื่องธุรกิจ หรือราชการ ควรใช้คำที่เป็นทางการถูกต้องตามหลักภาษา เป็นต้น

[1] http://www.royin.go.th/?knowledges=globalisazation

[2] www.bangkokhealth.com/health/article/รู้จักโรค-โนโ...

[3] อัมพร เบญจพลพิทักษ์. ภาษา การสื่อสาร และการประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน. http://humaneco.stou.ac.th/UploadedFile/72101-10.p...

[4] https://en.wikipedia.org/wiki/Typoglycemia

[5] ibid


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สื่อและภาษา



ความเห็น (1)

sr
IP: xxx.68.47.250
เขียนเมื่อ 

Thank you>

Quite useful for me. ;-)

Perhaps we should also mention discrepancies at 'authority level" for example:

From Royal Institute Dictionary (2542 Th-Th)
พลวัต [พนละ-] ว. ซึ่งเกี่ยวข้องกับแรง, ซึ่งเกี่ยวข้องกับผลของแรงเช่นการเคลื่อนที่. ( อ. dynamic).

From Thai-English Lexitron Dictionary 2.0
พลวัต N. dynamic
def:[ซึ่งเกี่ยวข้องกับแรง, ซึ่งเกี่ยวข้องกับผลของแรง เช่น การเคลื่อนที่]
sample:[สันติภาพเป็นสิ่งที่มีพลวัตอย่างยิ่งและน่าสนใจไม่น้อยกว่าความรุนแรง]