​ชีวิตที่พอเพียง : 2874. ไปไต้หวัน ๒๕๖๐ ๑. เตรียมตัวและเดินทาง


คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม ชวนไปดูงานการจัดการงานอาสาสมัคร ที่มูลนิธิพุทธฉือจี้ ไต้หวัน โดยคุณนิตยา พิริยะธรรมวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชับบ์สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ติดต่อประสานงาน ท่านชวนคุณเปากับผมไปด้วย ผมขอพ่วงสาวน้อยไปด้วย เพราะแม้เธอเคยไปไต้หวันกับผมเมื่อ ๒ ปี ที่แล้ว (เล่าไว้ ที่นี่) แต่เธอไม่เคยไปเยี่ยมมูลนิธิฉือจี้ ตอนที่ผมไปกับคณะของศูนย์คุณธรรมเมื่อ ๑๑ ปีที่แล้ว เล่าไว้ ที่นี่) ผมชวน “เลขา” ไปด้วยกัน


การเตรียมตัวสะดวกสบาย ทางมูลนิธิสยามกัมมาจลเป็นผู้ประสานงานให้ทั้งหมด ผมมีหน้าที่จ่ายเงินเมื่อเขาแจ้งมา คือค่าเครื่องบินการบินไทยชั้นประหยัด คนละ ๑๕,๖๐๐ บาท และค่าทัวร์ของบริษัท Koopana Traveller (Thailand) Co., Ltd. สองคน ๔๓,๘๗๐ บาท กำหนดเดินทางเช้าวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐


ไปสองครั้งก่อนในช่วงปลายเดือนเมษายน - พฤษภาคม ซึ่งอากาศอุ่นขึ้นแล้ว คราวนี้ไปกลางเดือนกุมภาพันธ์ อากาศยังเย็นอยู่ อุณหภูมิกลางคืนราวๆ ๑๖ องศา กลางวันราวๆ ๒๔ องศา เซลเซียส ซึ่งผมชอบ แต่สาวน้อยต้องเตรียมเครื่องกันหนาวใหญ่โต


วันที่ ๑๔ และ ๑๕ กุมภาพันธ์ ผมเข้าไปอ่านบันทึกการไปไต้หวันสองคราวที่แล้ว เพื่อทบทวนความจำ เตรียมไปซึมซับจับคุณค่าและวิธีการจัดการของขบวนการฉือจี้ ให้ได้ลึกและเชื่อมโยงกว่าเดิม ซึ่งผมได้ตีความไว้เมื่อ ๑๑ ปีที่แล้วว่า เป็นการสร้างเรื่องราวที่ให้ความสุขแก่คนที่เข้ามาเป็นอาสาสมัคร จากการทำกิจกรรมจิตอาสาเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น ของส่วนรวม และเพื่อขัดเกลากิเลสของตนเองไปพร้อมๆ กัน


โจทย์ข้อแรกที่ผมไปค้นหาคำตอบคือ เขาฝึกอบรมอาสาสมัครอย่างไรบ้าง และมีการให้คำแนะนำปรึกษาหรือโค้ชชิ่งแก่อาสาสมัครอย่างไรบ้าง อาสาสมัครที่ทำนอกลู่นอกทางมีไหม หากมี มีวิธีจัดการอย่างไร


โจทย์ข้อที่สอง อาสาสมัครที่ทำมานาน เช่น ๑๐ ปี มีชีวิตที่แตกต่างจากคนทั่วไปอย่างไร




๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐


สาวน้อยตื่นตั้งแต่ตีสาม ก่อนนาฬิกาปลุก ที่ผมตั้งไว้ ๓.๔๕ น.


เวลา ๔.๓๐ น. เราก็นั่งแท็กซี่ของคุณวันเจ้าประจำที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ บริษัททัวร์นัดให้ไปพบที่เคาน์เตอร์ D สายการบินไทย เราไปที่นั่นไม่พบใคร ไปดูที่ป้ายบอกข้อมูล พบว่า TG 634 เช็คอินที่เคาน์เตอร์ H-J เราไปที่นั่นและบอกว่าเรามีบัตรทอง เขาบอกให้ไปที่ B ก็ได้เช็คอินและต่อไปผ่านตรวจความปลอดภัยและตรวจคนออกเมือง ที่ตรวจคนออกเมืองเปลี่ยนระบบบริการเป็นระบบอัตโนมัติ เอาพาสปอร์ตสแกน และสแกนลายนิ้วชี้ขวา ก็เสร็จ แต่ยังมีเจ้าหน้าที่คอยช่วยเหลือเครื่องละคน


เครื่องออกที่ประตู E2A เราไปนั่งกินอาหารเช้าที่ห้องรับรองการบินไทยใกล้ๆ อย่างสุโข โดยคอยรายงานคุณเปาว่าไม่ต้องห่วงเรา


เป็นครั้งแรกที่ผมนั่งเครื่องบิน Airbus A330-300 ซึ่งคงจะบินเร็วขึ้น ใช้เวลาเพียง ๓ ชม. ๕ นาที ในขณะที่เมื่อ ๒ และ ๑๑ ปีที่แล้วใช้เวลาบิน ๓ ชม. ๔๐ นาที เรานั่งที่นั่ง 50AB ที่นั่งเป็นแถว 2-4-2 บริการชั้นประหยัดมีการมาทักชื่อและถามตัวเลือกอาหารเช้าล่วงหน้า คงเป็นบริการพิเศษสำหรับสมาชิกบัตรทอง


กำหนดเครื่องบินขึ้น 7.25 น. แต่ออกช้าราวๆ ครึ่งชั่วโมง เพราะมีผู้โดยสาร ๖ คนโหลดกระเป๋าแล้วเปลี่ยนใจไม่เดินทาง


เมื่อไปถึงห้องรอขึ้นเครื่อง ก็พบคณะที่จะเดินทางไปด้วยกัน อ. นราทิพย์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม ที่เป็นผู้พากลุ่มผมไปเยือนฉือจี้เมื่อ ๑๑ ปีที่แล้ว มาเป็นผู้นำเราไปอีกจากการร้องขอของทางฉือจี้ เพราะท่านไปมาแล้ว ๒๓ ครั้ง คราวนี้เป็นครั้งที่ ๒๔ โดยท่านได้ทำวิจัยเกี่ยวกับฉือจี้จึงสนิทสนมกับเขามาก


อ. นราทิพย์เล่าว่า เมื่อทางฉือจี้เห็นนามสกุล “วัฒนศิริธรรม” ของคุณหญิงชฎา ก็ถาม อ. นราทิพย์ว่าเป็นอะไรกับ อ. ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เพราะก่อนเสียชีวิต คุณไพบูลย์ได้ขอให้ อ. นราทิพย์ พาไปกราบลาท่านอาจารย์เจิ้งเหยียน ทีมงานของท่านจึงจำได้


อ. นราทิพย์ คงจะไปโฆษณาสรรพคุณของคุณหญิงชฎา แถมของผมเข้าไปด้วย ทางฉือจี้จึงจัดรายการให้อย่างดี คือไม่ใช่แบบต้อนรับทัวร์ หรือแค่อวดเรื่องอาสาสมัคร แต่จะลงลึกในจุดเน้นทั้ง ๔ ด้านของฉือจี้ โดยเฉพาะเรื่องการเชื่อมโยงการศึกษาหรือการเรียนรู้เข้ากับเรื่องคุณธรรม


ผมตีความไว้ล่วงหน้าว่า มองจากมุมหนึ่งขบวนการฉือจี้ คือเครื่องมือเรียนรู้แบบ Transformative Learning โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ transform ด้านใน หรือด้านจิตใจ



วิจารณ์ พานิช

๑๖ ก.พ. ๖๐


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)