อ่านบทสัมภาษณ์เรื่อง ประวัติศาสตร์มีชีวิต ในหนังสือ วิถีวิจัย ในมหาสมุทรความรู้ ที่สัมภาษณ์ ศ. ดร. ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ เจาะประวัติศาสตร์ปัญหาสามจังหวัดภาคใต้ ที่บางส่วนอยู่ใน เว็บไซต์นี้


คำกล่าวที่สะกิดใจผมมากคือ “รัฐสมัยใหม่ต้องเป็นพหุนิยม เป็นเชื้อชาติเดียวไม่ได้” ในหน้า ๑๒๕


นี่คือสัจธรรมแห่งศตวรรษที่ ๒๑ ที่บางประเทศเขาใช้สภาพพหุนิยมให้เป็นจุดแข็ง ดังกรณีประเทศสวิตเซอร์แลนด์ นอกจากพหุนิยมแล้ว ยังใช้ระบอบประชาธิปไตยทางตรงคู่กับประชาธิปไตยทางอ้อมอย่างได้ผล

ที่จริงสังคมไทยเป็นสังคมพหุนิยมมานานแล้ว เมื่อใด พื้นที่ใด สังคมเข้มแข็งแบบพหุนิยม สังคมนั้นก็จะมั่งคั่ง ดังกรณีกรุงศรีอยุธยาสมัยรุ่งเรือง มีคนถึง ๔๐ เชื้อชาติตั้งบ้านเรือนอยู่ในย่านต่างๆ มงโกลสมัยเจงกีสข่าน รบชนะและปกครองไปถึงยุโรป ก็เพราะเปิดกว้างต่อศาสนาและความเชื่อ ยอมรับนับถือนักปราชญ์ราชบัณฑิตจากทุกสังคมที่รบชนะ


รายงาน Rethinking Society for the 21st Century ของ IPSP (International Panel on Social Progress) ซึ่งอ่านบทที่ ๑ ได้ ที่นี่ สะท้อนว่า หัวใจสำคัญของโลกแห่งศตวรรษที่ ๒๑ คือ โลกาภิวัตน์ (Globalization) แต่ก็มีความซับซ้อน และมีผลย้อนกลับทำให้ชุมชนท้องถิ่นมีความเข้มแข็งขึ้น (Localization) ด้วย


โลกแห่งศตวรรษที่ ๒๑ เป็นโลกแห่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่เป็นโลกแห่งความท้าทายในด้านสังคม หรือการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และยั่งยืน การที่องค์การสหประชาชาติดำเนินการโครงการ SDG จึงมีความเหมาะสมอย่างยิ่ง


จากบทสัมภาษณ์ ศ. ดร. ธเนศ หน้า ๑๒๖ ผมได้รู้จักคำว่า contending histories ซึ่งน่าจะหมายถึงการที่มีประวัติศาสตร์ที่ขัดกัน สู้กัน ซึ่งย่อมต้องมีแน่นอน เพราะยึดคนละข้อมูล ด้วยอคติคนละด้าน อย่างกรณีที่ ศ. ดร. ธเนศ เอ่ยถึงคือประวัติศาสตร์รัฐปัตตานี กับรัฐไทย



วิจารณ์ พานิช

๑๒ ก.พ. ๖๐