การรักษาสุขภาพกายและสุขภาพจิต
ด้วยการปฏิบัติธรรม
ดร. ถวิล อรัญเวศ
รอง ผอ.สพป.นครราชสีมา เขต 4
พุทธภาษิตที่ว่า “ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ” เป็นสัจธรรมที่เป็นจริงตลอดมาและตลอดไป
การรักษาสุขภาพกายและสุขภาพจิตนั้น นอกจากเราจะออกกำลังกาย รับประทานอาหารถูกสุขลักษณะและ
พักผ่อนให้เพียงพอแล้วยังไม่พอ จำต้องมีการปฏิบัติธรรมคือการทำจิตให้ผ่องใส เย็นสบาย จึงจะเป็นวิธีการส่งเสริมการรักษาสุขภาพกายและสุขภาพจิตได้
“เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว หนทางที่จะไปไม่ดีนั้นย่อมมีแน่นอน โดยไม่ต้องสงสัย” เพราะฉะนั้น จงอย่าทำให้
จิตมีอารมณ์ไม่ปกติ
การปฏิบัติธรรมเพื่อรักษาสุขภาพนั้น มีผลแน่นอน
เพราะไม่ว่าวงการแพทย์และหน่วยงานที่ดูแลด้านสุขภาพจิตหรือกรมสุขภาพจิตก็ยอมรับว่า การรักษาคน
ป่วยด้วยธรรมะบำบัดได้ผลจริง และธรรมะ 4 ประการ เพื่อสุขภาพจิตที่ดีนั้น ท่านพระคุณเจ้า ว.วชิรเมธี ก็แนะนำให้ปฏิบัติธรรม ดังนี้
1. อย่าเป็นนักจับผิด
คนที่คอยจับผิดคนอื่น แสดงว่า หลงตัวเองว่าเป็นคนดีกว่าคนอื่น ไม่เห็นข้อบกพร่องของตนเอง
" กิเลสฟูท่วมหัว ยังไม่รู้จักตัวอีก " คนที่ชอบจับผิด จิตใจจะหม่นหมอง ไม่มีโอกาส " จิตประภัสสร "
ฉะนั้น "จงมองคน มองโลกในแง่ดี แม้ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ถ้ามองเป็น ก็เป็นสุข "
นั้นก็คือต้องฝึกเป็นคนมองโลกในแง่ดีไว้ก่อน จะทำให้ใจสบาย
2. อย่ามัวแต่คิดริษยา
" แข่งกันดี ไม่ดีสักคน ผลัดกันดี ได้ดีทุกคน "
คนเราต้องมีพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา คนที่เราริษยาเป็นการส่วนตัว มีชื่อว่า
" เจ้ากรรมนายเวร " ถ้าเขาสุข เราจะทุกข์
ฉะนั้นเราต้องถอดถอนความริษยาออกจากใจเรา เพราะไฟริษยา เป็น " ไฟสุมขอน " ( ไฟเย็น) เราริษยา 1 คน เราก็มีทุกข์ 1 ก้อน เราสามารถถอดถอนความริษยาออกจากใจเราโดยใช้วิธี " แผ่เมตตา " หรือ ซื้อโคมมา แล้วเขียนชื่อคนที่เราริษยา แล้วปล่อยให้ลอยไป
นั้นเป็นเพราะว่า ความริษยาจะบั่นทอนจิตใจเราให้
ร้อนรุม และอาจเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งได้ เพราะเมื่อเราริษยาใคร จะมีอารมณ์โกรธออกมาด้วย ความโลภก็
มาด้วย ฉะนั้น พุทธศาสนาจึงสอนให้มีมุทิตา พลอยยินดี
เมื่อเห็นผู้อื่นได้ดี เป็นคุณธรรมสำหรับนักปกครองหรือ
นักบริหารด้วย
3. อย่าเสียเวลากับความหลัง
ส่วนใหญ่คนที่ทุกข์ เกิดจากการย้ำคิดย้ำทำ " ปล่อยไม่ลง ปลงไม่เป็น "
มนุษย์ที่สลัดความหลังไม่ออก เหมือนมนุษย์ที่เดินขึ้นเขาพร้อมแบกเครื่องเคราต่างๆ ไว้ที่หลังขึ้นไป
ด้วยความทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้ว จงปล่อยมันเถอะ
" อย่าปล่อยให้คมมีดแห่งอดีต มากรีดปัจจุบัน "
อยู่กับปัจจุบันให้เป็น ให้กายอยู่กับจิต จิตอยู่กับกาย คือมี "สติ" กำกับตลอดเวลา
ประเด็นนี้ จะเห็นได้จากคนที่เคยเป็นอริกันมาก่อน
เมื่อมาเจอกัน ใจก็มีโทสะ เพราะไม่ลืมเรื่องเก่าๆ เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร มีอะไรที่พอจะยอมกันได้ก็ให้อภัย
กันเพราะจะทำให้นำไปสู่ความสงบสุขอย่างแท้จริง จะไม่มี
การบาดหมางกันต่อไป ดังคำว่า “จะได้หมดเวรหมดกรรมกันไป”
การทะเลาะวิวาทของนักศึกษาที่มีข่าวอยู่เสมอสาเหตุหนึ่งก็มาจากการไม่ลืมความหลังนี้แหละ เคยทำผิดใจกันเคยกระทบกระทั้งกันทำให้ไม่สบอารมณ์กันมาก่อนก็ไม่ลืมสักที เวลาเจอกันจึงทำให้บันดาลโทสะอยากจะห้ำหั่นกันให้รู้แล้วรู้รอด ฉะนั้น ต้องลืมบ้างความหลังที่ไม่ดี อดีตแห่งความไม่ดีจงปล่อยไปตามสายลม
4. อย่าพังเพราะไม่รู้จักพอ
"ตัณหา" ความโลภ ความอยากที่เกินพอดี เหมือนทะเลไม่เคยอิ่มด้วยน้ำ ไฟไม่เคยอิ่มด้วยเชื้อ ธรรมชาติของตัณหา คือ "ยิ่งเติมยิ่งไม่เต็ม" ทุกอย่างต้องดูคุณค่าที่แท้ ไม่ใช่ คุณค่าเทียมเช่น คุณค่าที่แท้ของนาฬิกา คืออะไร คือ ไว้ดูเวลา ไม่ใช่มีไว้ใส่เพื่อความโก้หรูคุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์มือถือ คืออะไรคือ ไว้สื่อสาร แต่องค์ประกอบอื่นๆ ที่เสริมมาไม่ใช่คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์ เราต้องถามตัวเองว่า 'เกิดมาทำไม' 'คุณค่าที่แท้จริง ของการเกิดมาเป็นมนุษย์อยู่ตรงไหน ตามหา "แก่น" ของชีวิตให้เจอ คำว่า "พอดี" คือ ถ้า "พอ" แล้วจะ "ดี" รู้จัก "พอ จะมีชีวิต
อย่างมีความสุข
ประเด็นการรู้จักพอ จะขอยกเรื่องความสันโดษหรือความยินดี พอเพียง 3 ประการ ถ้าใครทำได้คนนั้นมีสุขแน่นอน คือ
- ยถาลาภสันโดษ ยินดีตามมีตามได้ หามาได้เท่าไร
- ยถาพลสันโดษ ยินดีตามกำลังความรู้
- ยถาสารุปสันโดษ ยินดีตามความเหมาะสม
ก็ยินดีหรือพอใจเท่านั้น ไม่เดือดร้อน ไม่โลภอยากได้ของคนอื่น
ความสามารถที่เรามีอยู่ ไม่ทำอะไรเกินตัวเรา เพราะถ้า
เราทำอะไรเกินกำลังตนเอง ย่อมจะเจอความทุกข์แน่นอน
กับสภาพที่เป็นอยู่ บริบทที่เราเป็นอยู่เป็นอย่างไร ถ้าจะ
ทำเหมือนคนอื่นที่มีบริบทต่างจากเราและดีกว่าเราหลาย
เท่าย่อมเปรียบเทียบกันไม่ได้ บางอย่างไม่ต้องไปเปรียบ
เทียบกับใครแข่งขันกับตนเอง พอใจในสิ่งที่ตนเอง
ทำได้ นั้นแหละ คือความพอเพียงที่แท้จริง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง

