เที่ยวสงขลาบ้าง

เมื่อวานครับ

ไปเที่ยวสงขลามาครับ

แบบว่า อยู่หาดใหญ่ ไปเที่ยวสงขลาแค่ไม่กี่แห่ง

ไปสวนสัตว์ ไปทะเล กินที่ชายหาด และแวะถนนนางงามเพื่อซื้อขนม กินข้าว ซื้อซาลาเปา กินสตู ซื้อข้างฟ่างกวน กินไอติมยิว ไอติมโอ่ง มีเพียงเท่านี้

จะไปเที่ยวแบบพุ่งเป้าอย่างเมื่อครั้งที่น้องจ้าไปทำรีเสริชที่วัดมัชฌิมแทบไม่มี

เมื่อวานเกิดอยากเที่ยวอย่างที่เห็นในเพจเพื่อนๆ บ้าง จึงควบสะวิ้ฟไปเที่ยว

คราวนี้จิ๋มเลือกที่จะเที่ยวแถบถนนนครนอก นครใน

ช่วงนี้ไปเที่ยวสงขลาต้องทำใจเพราะเขากำลังทำสะพานข้าม ๕ แยกเกาะยอ ผมจึงเลือกที่จะไปทางหลังโรงพยาบาลสงขลาเส้นเลียบคลองวง

ถนนดีมาก น้ำในคลอดเรียบนิ่ง มันดูสวยงามจนแทบจะวิ่งไปหาซื้อเรือแคนูสักลำ มาพายจ้ำบึ๊ด จ้ำบึ๊ด แต่เมื่อครั้นนึกได้ว่าคงเอามันพาดบนสะวิ้ฟไม่ไหว จึงเลิกฝัน

ทางเข้าตัวเมืองสงขลาที่วิ่งเข้ามาจากทางโรงพยาบาลเกาะยอนั้น (อันที่จริง ผมก็งง ว่าทำไมชาวสงขลาจึงเรียกโรงพยาบาลสงขลาว่า โรงพยาบาลเกาะยอ ทั้งๆที่มันอยู่บนบก แต่เอาเหอะ เรื่องของชาวบ้านเขา) มันคดเคี้ยว แต่มีความคลาสสิกเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการขับรถเลียบทะเลสาบจริงๆ เสียดายที่ต้องขับรถเองทุกครั้ง จึงไม่ได้มีโอกาสพินิจมันอย่างจริงจังเสียที ครั้นจะปั่นจักรยานมาเที่ยวแถบนี้ เมียก็คงไม่ยอม (ยกเว้นแอบหนีมา) เพราะรถราขวักไขว่ แต่ละคันล้วนขับอย่างสิงห์คะนองนา คงไม่แคล้วค้องลงไปงมผมขึ้นมาจากทะเลสาบเป็นแน่

ผมลัดเลาะไปมาจนจู่ๆก็มาถึงหัวถนนนครนอกเป็นที่เรียบร้อย

เราเลือกจอดรถที่ด้านหน้าโกดังแดง "หับโห้หิ้น" โกดังในตำนาน แต่ละคนที่มาเที่ยวจะต้องมาที่นี่ เราเดินเข้าไปข้างใน ในยามที่ไม่มีงานสังสรรค์สโมสร มันก็เป็นโกดังรกๆ มีรถโบราณอยู่คันหนึ่ง เรือไฟเก่าๆลำหนึ่ง และแบบจำลองเครื่องบินสมัยสงครามโลกติดอยู่บนเพดานอยู่อีกลำหนึ่ง

แต่นั่นเป็นเพราะโกดังก็คือโกดัง มันจึงยังคงเป็นโกดังอยู่นั่นเอง (เอ๊า!) ไม่ได้น่าสนใจนัก ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจกว่ามันคือท่าเรือที่ต้องเดินทะลุโกดังเข้าไป

ผมอยากจะไปดูเรือเดินสมุทรในตำนาน ฮ่าๆๆ มาที่นี่มีแต่ตำนานเฟ้ย

ผมเห็นใครต่อใครชอบมาถ่ายรูปกับเรือลำนั้น แต่แม่เจ้า ไม่รู้ใครมาจอดรถกะบะอยู่ที่หัวเรือพอดีพอดิบ อีกทั้งเรือประมงที่จอดเทียบท่าอยู่นั้น มีลูกเรือมหาศาลที่นั่งมองนักท่องเที่ยวอยู่ ผมจึงเก็บความอยากเข้าไปถ่ายรูปใกล้ๆหัวเรือไว้ก่อน ไว้บรรดากะลาสีเหล่านั้นออกทะเลเมื่อไหร่ ก็โทรบอกผมก็แล้วกัน

ออกจากโกดังแดง เราเดินย้อนกลับแล้วเลี้ยวเข้าถนนนครใน

บนถนนเส้นนี้ผมคิดว่าเป็นถนนสายศิลปะ เพราะตึกรามบ้านช่องล้วนสวยงาม และมีร้านรวงที่ขายของเก่า รวมถึง "ห้องสมุด ๒ ทะเล" ที่เจ้าของยังยืนยันว่า หนังสือทุกเล่มล้วนให้อ่านฟรี ยืมฟรี

น่าสนใจ ว่าทำยังไงเขาจึงได้อยู่กับตึกเก่าๆโดยที่ไม่ทำให้เสียคอนเซ็ปความดั้งเดิมเอาไว้ได้

แล้วเราก็แวะเข้า "บ้านนครใน" กลุ่มบ้านที่ถูกแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์ ตัวบ้านสามารถเดินทะลุไปยังถนนนครนอกได้

การจัดแต่งภายในแสดงถึงความเป็นเคหะสถานคนจีนที่มั่งคั่ง มีถ้วยโถโอชามลวดลายจีนมากมาย และมันคงมากเสียจนต้องเอามาปะติดบนผนังบ้านเสียบ้าง อันนี้ผมจึงออกอาการงงความสวย

ช่วงนี้มีรูปภาพในหลวงรัชกาลที่ ๙ ที่เป็นภาพวาดสวยงามตั้งแสดงอยู่มากมาย มีคำกล่าวไว้อาลัยจากผู้นำจากประเทศต่างๆ และมีบริเวณที่จัดไว้เพื่อให้เราได้เข้าไปกราบพระรูปท่านด้วย

บ้านหลังนี้มีดีอีกอย่างที่ส้วมสะอาดครับ

เดินไปเดินมาก็ทะลุมายังถนนนางงามอันคุ้นตา ซึ่งในช่วงบ่ายแก่ๆเช่นนี้ คนเริ่มไปกระจุกอยู่ที่ร้านขนมและร้านอาหาร "แต้เฮียงอิ้ว" เราจึงขอบาย เพราะเส้นนี้มาบ่อย

เกือบจะ ๖ โมงเย็น จึงหาร้านทานข้าว

เราเดินกลับมายังนครนอก มองเห็นร้านอาหารร้านหนึ่งซึ่งจัดร้านได้น่ารักและมีเฉลียงยื่นออกไปขิดทะเลสาบ "Cafe Der See"

มันเป็นร้านอาหารที่น่ารักมาก เสียดายที่ในช่วงเวลาบ่ายแก่ๆ มันหันหน้าไปทางทิศของพระอาทิตย์ จึงทำให้แสงมันแยงตาแยงตูด ต้องรอจนเกือบค่ำ ความงามจึงได้ปรากฎ ร้านไม่ติดแอร์เพราะมีลมพัดผ่านอ่อนๆ อาศัยพัดลมเพียงเล็กน้อยก็ทำให้รู้สึกสบาย ไม่อึดอัด

อาหารอร่อย ราคารับได้ไม่แพงนัก และบริการดี

เบียร์มีเฉพาะขวดเล็ก เอาไว้ยกซด หลายยี่ห้อทั้งไทย ลาว และเยอรมันยอดนิยม เสียดายที่ต้องเป็นคนขับรถ เสียดายจริงๆ

จบทริปสั้นๆวันนี้ด้วยความประทับใจ

มันยังมี unseen and never eaten อีกหลายจุด ผมสังเกตเห็นร้านอาหารเก่า ซึ่งน่าจะเป็นตำนานของเมืองแอบอยู่ท่ามกลางการทำร้ายจากกาลเวลาริมถนน ร้านข้าวหมูแดง ร้านก๋วยเตี๋ยว ในย่านนครนอกและนครใน ไว้วันหนึ่งจะมา ever eaten ให้ได้

วันนี้แป้งไม่ได้มาด้วย เพราะติดทริปกับเพื่อนๆในห้อง

น้องจ้าเป็นดีเจตลอดทริป เพราะสะวิ้ฟเสียบกับไอโฟนฟังเสียงได้ เธอจึงเปิดแต่เพลงฝรั่งให้ฟังตลอดทาง

ลูกก็ชอบ พ่อก็เพลิน ร้องไปร้องมาก็นึกเอะใจ ว่าทำไมเพลงมันวิ่งไปเรื่อยๆเหมือนดีเจพักงาน

เหลือบมองในกระตก แม่ดีเจหลับคอพับไปเรียบร้อย

น่าเอ็นดูนัก เธออิ่ม

ธนพันธ์ ชูบุญเป็นคนสงขลามาหลายปีแล้ว

บันทึกไว้ ๕ มีนาคม ๒๕๖๐



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (0)