" จิตอาสาของผม "
วันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2560 ผมได้เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครจัดการขยะ - แยกขยะ ณ บริเวณสนามหลวง วันนั้นผมมีหน้าที่ประจำจุดถังขยะประเภทต่างๆ พร้อมทั้งบอกให้ประชาชนที่เข้าร่วมถวายบังคมพระบรมศพทิ้งขยะให้ถูกต้องตามสีประเภทของถังขยะนั้น และคอยรอรับขยะจากเพื่อนๆ อาสาสมัครท่านอื่นที่ร่วมเดินเก็บขยะจากจุดต่างๆ บริเวณลานท้องสนามหลวงมาเทรวมกัน รวมถึงแยกขยะอีกที เมื่อพบว่า ขยะที่ถูกทิ้งใส่ในถังขยะไม่ตรงกับประเภทของถังขยะสีนั้น
สาเหตุที่เลือกไปทำจิตอาสาที่นี่
:
เนื่องจากมีประชาชนเข้าร่วมถวายบังคมพระบรมศพในแต่ละวันเป็นจำนวนมาก
รวมทั้งประชาชนส่วนใหญ่ต่างมีน้ำใจช่วยเหลือบริการน้ำดื่ม
และอาหารแจกฟรีมากมายแก่ประชาชนที่มาร่วม ถวายบังคมพระบรมศพ ทำให้เกิดปัญหาการทิ้งขยะไม่เป็นที่ตามมา
อาจมาจากการจัดขบวนแถวเข้าเฝ้าพระบรมศพเรียบร้อยแล้ว
ทำให้ประชาชนที่มาเข้าเฝ้าไม่มีเวลาเดินออกไปหาถังขยะเพื่อทิ้ง
โดยจากการสอบถามเจ้าหน้าที่ประจำการจัดการขยะ - แยกขยะ ณ บริเวณสนามหลวง พบว่า
ยังคงต้องการอาสาสมัครจำนวนมาก เพราะเพื่อนๆ อาสาสมัครบางวันนั้นมีจำนวนน้อย
ไม่เพียงพอกับงานหรือ ปริมาณขยะที่ต้องจัดการ ณ
บริเวณสนามหลวงในแต่ละวันได้อย่างทั่วถึง
ผมเล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหานี้
จึงอยากทำความดีเพื่อพ่อหลวง เป็นตัวอย่างที่ดีแก่เยาวชนไทย
รวมทั้งเพื่อสืบทอดแนวทางพระราชดำริของพ่อหลวง ที่ท่านทรงเป็นนักอนุรักษ์อย่างแท้จริง
ท่านทรงส่งเสริมให้ประชาชนไทยตระหนักถึงความสำคัญของประโยชน์จากขยะว่า
ขยะนั้นมีคุณค่า และสามารถสร้างเงินได้ จากการแยกขยะ เพื่อนำไปรีไซเคิล
แปรรูปเป็นสิ่งของ หรือเครื่องใช้ต่างๆ และเป็นตัวอย่างที่ดีแก่คนรุ่นใหม่ให้สังคมไทยตื่นตัวตระหนักถึงการใส่ใจสิ่งแวดล้อม
เรื่อง การทิ้งขยะไม่เป็นที่ รวมทั้งเห็นคุณค่าของขยะก่อนทิ้ง ทำให้รู้จักแยกขยะ
เพื่อเพิ่มมูลค่าส่งต่อประโยชน์ผ่านบุคคลอื่นๆ ที่เห็นคุณค่าจากขยะชิ้นนั้น
หรือสร้างประโยชน์จากขยะชิ้นนั้นได้
ความรู้สึกจากการทำจิตอาสานี้ : ตอนแรกผมรู้สึกตื่นเต้น เพราะ ผมเห็นผู้คนมากมายถ่ายภาพตนเองร่วมกันทำความดีเพื่อพ่อหลวงของเราจากสื่อมากมายทั้งทางอินเทอร์เน็ต หรือข่าวต่างๆ ทางโทรทัศน์ เมื่อผมได้เห็นภาพเหล่านี้ ทำให้ผมรู้สึกซาบซึ้งใจในน้ำใจ ความดีงามของประชาชนไทยว่า ประชาชนไทยรักพ่อหลวงของเรามากขนาดไหน ผมจึงอยากมีส่วนร่วมแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพ่อหลวง ริ่เริ่มความคิดอยากไปทำจิตอาสาที่ ณ บริเวณสนามหลวงเหมือนอย่างคนอื่นๆ แต่ผมทำได้เพียงบอกตนเองว่า ผมไม่ว่าง ไม่มีเวลา ไม่มีเพื่อน หรือผู้อื่นไปด้วย ทำให้ผมมีข้ออ้างกับตนเองไม่ได้ไปทำจิตอาสาที่นี่สักที จนกระทั้งได้มีงานมอบหมายจากอาจารย์ป๊อป และอาจารย์เดียร์มาพอดี จึงทำให้ผมได้มีโอกาสเข้ามาทำจิตอาสาที่นี่ ดังที่ตนเคยหวังไว้
เมื่อผมได้ไปถึง ณ บริเวณสนามหลวง ผมคิดว่า สามารถลงพื้นที่เข้าไปช่วยเก็บขยะ ณ บริเวณนั้นได้เลย แต่การมาเป็นจิตอาสาที่นี่ต้องลงทะเบียนขึ้นเป็นจิตอาสาอย่างถูกต้อง พร้อมทั้งฟังวิทยากรบรรยายเรื่องขั้นตอนการทำจิตอาสานี้ก่อน ว่าต้องทำอย่างไรบ้าง ประจำจุดแยกขยะบริเวณใด พร้อมทั้งเข้ารับอุปกรณ์สำหรับการจัดการขยะ - แยกขยะด้วย ซึ่งผม และเพื่อนต้องเดินหาจุดขึ้นทะเบียนเป็นจิตอาสาที่นีนานพอสมควร เนื่องจากผม และเพื่อนๆ ต่างไม่รู้ว่าต้องลงทะเบียนที่ใด อีกทั้งหลังลงทะเบียน และเข้ารับการอบรมก่อนปฏิบัติงานเสร็จแล้ว พวกเราพบอุปสรรค คือ หาจุดที่เราต้องประจำไม่เจอว่าเราต้องประจำที่จุดใด เนื่องจากเพื่อนๆ อาสาสมัคร และวิทยากรอาสาสมัครมีจำนวนน้อย ทุกคนต่างต้องช่วยกันทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด ทำให้พวกเราต้องเดินหาจุดที่เราต้องประจำเองซึ่่งค่อนข้างไกล สภาพอากาศตอนนั้นร้อนมาก มีแดดแรง เพราะเป็นช่วงเวลาประมาณบ่ายโมงครึ่ง พอมาถึงจุดที่พวกเราต้องช่วยกันแยกขยะ และแนะนำผู้มาเข้าร่วมถวายบังคมพระบรมศพให้ทิ้งขยะใส่ถังขยะที่แยกขยะตามถังขยะประเภทนั้นๆ ได้อย่างถูกต้อง
ต่อมาเมื่่อเวลาผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่่ง พวกเรา รู้สึกเบื่อ และเหนื่อยนิดหน่อย ขณะนั้นมีคุณลุงอาสาสมัครท่านหนึ่่งมาร่วมพูดคุยทักทายกับพวกเรา ชื่่นชมพวกเราในการมาเป็นจิตอาสาครั้งนี้ ซึ่่งคุณลุงเล่าว่า ตนมาช่วยเป็นอาสาสมัครที่นี่ติดต่อกันนานถึง 10 วันแล้ว มาทุกวันเลย หลังจากนั้นคุณลุงก็อวยพรพวกเรา ทำให้พวกเราจากที่รู้สึกเบื่อ และเหนื่อยนิดหน่อย กลับมามีกำลังใจที่ดีในการทำงานต่อ และรับรู้เลยว่า ความรู้สึกเบื่อ เหนื่อยแค่เพียงนิดเดียวนั้น ยังเทียบไม่ได้กับผู้มีน้ำใจ หรือเพื่อนๆ พี่ๆ อาสาสมัครที่ต่างช่วยทำงานจิตอาสาด้วยหัวใจ อย่างไม่รู้สึกท้อแท้ เหน็ดเหนื่อย หากเรายกตัวอย่างผู้ที่มีจิตอาสาทำเพื่อผู้อื่นจริงๆ อย่างมหาศาล โดยไม่หวังสิ่งอื่นใดตอบแทน คงต้องยกย่องให้พ่อหลวงของเรา เป็นแบบ อย่าง เพราะท่านทรงงานจิตอาสามากมายแก่ประชาชนไทย ทรงทำงานอย่างหนักเพื่อประชาชนไทยอย่างมิเคยเหน็ดเหนื่อย หรือท้อพระหฤทัย ซึ่งหากท่านอยู่ ท่านก็ยังทรงทำเช่นนี้ เมื่อพวกเราเข้าใจความรู้สึกของการเป็นผู้ให้จริงๆ ทำให้ตัวผมเองรู้สึกดี มีกำลังใจ จนเกิดความสุข ดังนี้
" สุข... จากการได้เห็นรอยยิ้มจากผู้คน
สุข... จากการเห็นบริเวณสนามหลวงสะอาด ทำให้ผู้มาเข้าร่วมถวายบังคมพระบรมศพมีความสุข จากการเก็บภาพบรรยากาศดีๆ ของความสะอาดของบ้านเมือง
สุข... จากการเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ
สุข... จากการรู้สึกรักตนเอง ภูมิใจในตนเอง รู้สึกตนเองมีคุณค่ามากพอที่จะสิ่งดีๆ และเป็นประโยชน์แก่ผู้คน
สุข... จากการทำสิ่งดีงามเพื่อสังคม และประเทศชาติ
สุข... จากการได้ทำความดีตอบแทนคุณแผ่นดิน และพ่อหลวงของประชาชนคนไทย "
จากการไปทำจิตอาสาครั้งนี้ ผมขอให้คะแนนความสุขของผม คือ 70% จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น และจะเพิ่มขึ้นอีกแน่นอนในอนาคต
การปรับตัวหลังทำจิตอาสาที่นี่ : ผมได้เรียนรู้ว่าการทำงานจิตอาสาทุกประเภท ควรทำด้วยหัวใจ ด้วยความตั้งใจดีของเรา ว่าเรามาเป็นผู้ให้ สร้างประโยชน์แก่ผู้คน สังคม หรือประเทศชาติ จงทำงานนั้นด้วยความรัก และหวังดี อดทน ไม่ย่อท้อ คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน ซึ่่งหากเราทำสิ่งดีๆ ส่งมอบสิ่งดีๆ ช่วยเหลือผู้อื่น จะทำให้จิตใจของเรามีความสุข รู้สึกรัก และเคารพในคุณค่าของตนเองเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย สามารถนำหลักการเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ เฉกเช่นนักกิจกรรมบำบัดควรมีความเข้าอกเข้าใจ มีจิตใจเมตตา อยากช่วยเหลือบำบัดรักษาผู้รับบริการให้ดีที่สุด เอื้อเฟื้อ และเข้าใจจิตใจผู้รับบริการอย่างลึกซึ่้ง เป็นต้น
.....การทำจิตอาสาในครั้งนี้ ต้องขอบคุณอาจารย์ป๊อป และอาจารย์เดียร์ที่แนะนำเรื่องการทำจิตอาสา รวมถึงโอกาสที่ให้ผมได้มาทำจิตอาสาในครั้งนี้ นอกจากนี้ยังต้องขอขอบคุณเพื่อนๆ พี่ๆ และวิทยากรอาสาสมัครจิตอาสาทุกท่านที่ให้ข้อมูล ให้กำลังใจ ให้ประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดีจากการทำจิตอาสาในครั้งนี้.....
จัดทำโดย : นาย รุจิกร วัฒนนิเวศ 5823015 เลขที่ 15 PTOT