ยมานั่งนึกว่า จะมานอนไอ นั่งไอ กันอยู่ทำไมว้าหลวงปู่เลยออกจากห้องมานั่งที่โคนต้นโพธิ์ ก็พิจารณาดูจิต (รับ จำ รู้ คิดเราเปลี่ยนใหม่  รู้ คิด เลือกรับ แล้วจึงจะจำ ไอ้รับจำคิดรู้เนี่ย มันเป็นสามัญจิต  รู้  คิด  รู้ตัวนี้คือผู้รู้  แล้วก็เลือกเอามา สิ่งที่เรามีอยู่เอามาวิเคราะห์    มาใคร่ครวญ มาคำนวณ มาพิจารณา แล้วก็จำ  รับ  หรือรับจำมันก็เป็นวิเศษจิต(อ่านว่า วิ-เส-สะ-จิต    ทีนี้ไอ้กระบวนการรับจำ คิดรู้  รู้คิด รับจำเนี่ย  ถ้าฝึกจนกระทั่งมันช่ำชองเชี่ยวชาญ ชำนาญ  แต่ละตัวๆ เนี่ย  มันจะทำให้เราเห็นอาการของจิต(อีก) 6 อย่าง  จะใช้คำว่าอาการได้มั้ย    .. มันไม่ใช่  มันต้องใช้คำว่าวิเศษจิตหรือ  จิตที่วิเศษ  อานุภาพแห่งจิตหลวงปู่เมื่อคืนนี้ ต้องรีบเข้าหอพระกรรมฐาน แล้วหากระดาษ ปากกาจด เอาไว้เนี่ย  ไปคว้าเอาไอ้ใบ  ใบไอ้นี่เค้าอะน๊ะ กลัวมันลืม เอ้าจะเล่าให้ฟัง        “…. หากชนเหล่าใดเพียรพยายาม  ระวังรักษาจิต   ซึ่งมีปกติ แล่นไปไกล ไปเดียว หลวงปู่อธิบายว่า : แล่นไปไกลจิตนี้มันจะแล่นออกไปไกลๆ เสมอ  มันไม่อยู่กับตัวเราใช่มั้ย ใช่หรือเปล่า เอ่อ นั่นน่ะ มันมีปกติที่จะแล่นไปไกล หลวงปู่อธิบาย ไปเดียวว่า: ก์คือไปแต่ผู้เดียวจิตดวงเดียวมันแล่นไป  มันไม่มีพี่ มีน้องไม่มีอะไรไปเพื่อที่จะไปรับเอาอารมณ์กลับมา  ไม่มีรูปร่าง  จิตนี้ไม่มีรูปร่างนะลูกมันเป็นพลังงาน  แต่มันต้องการที่อยู่ มันอยู่ในคูหา อยู่ในถ้ำ  แล้วร่างกายเราเนี่ย คือคูหา  คือถ้ำ ที่อาศัยแห่งจิต              ชนเหล่านั้น ย่อมพ้นจากเครื่องพันธนาการเสียได้ ….”                เอ่อพอดี จบตรงนี้ก็เช้าพอดี  หลวงปู่ก็กลับเข้าห้อง เตรียมจัดรายการวิทยุ ต่อ  เมื่อคืนนี้เขียนเอาไว้ว่า        ลูกรัก  จิตนี้วิเศษ พิสดาร มากนัก  มันวิเศษในการปรุงบางครั้งมันก็ปรุงให้งดงาม ปรุงให้งาม ปรุงให้สวย ปรุงให้ดีปรุงให้พิศวง พิลึกกึกกือ พิสดาร  ปรุงให้พลิกแพลง  มันมีสารพัดตัวปรุงอยู่ในจิตนี้ทั้งหมดให้น่าเกลียด น่าสยดสยองบางทีบางครั้งเนี่ย ก็อยู่บ้านคนเดียวโอ๋ย ดูซิมันมาแล้ว มันมาแล้ว เงา เงามาแล้ว          อ้ฤทธิ์ที่ปรุงอย่างนี้ให้น่าเกลียดน่าสยดสยองนี่แหละ  หลวงตาแกมาบวชอ่ะน๊ะ  เป็นทหารเก่าน๊ะ  ทหารผ่านศึกเก่า มาบวช  บวชเขาก็มาพนันกันน่ะซีว่า กุฏิหลังที่จะอยู่ไม่ค่อยมีใครอยากอยู่หรอกเพราะว่ากระดาน ฝา เซี้ยม อะไรทั้งหลายของทำด้วยฝาโลงทั้งหมดน่ะ  แล้วผีก็ดุ  พอวันพระ วันนี้วันโกน พรุ่งนี้วันพระเดี๋ยวก็จะมา เอ่ เอ้  กล่อมลูก เสียงให้ดัง  หมาก็หอนเยือกเย็นน๊ะ          ลวงตาบวชใหม่ แกก็อยากทดลองวิชาเพราะว่าแกเป็นทหารเก่า  แกก็มา ขออาสาอยู่เลย กุฏิหลังเนี้ย ไอ้หลังตรงนั้นมันก็มีข้างๆ ถัดไป มันก็มีกุฏิของหลวงปู่อยู่  แล้วก็เลยไปอีกหน่อยก็มีกุฏิของหลวงอา แกก็บอกหลวงอา ตาเส็งอยู่ ทีนี้  แกก็มาบวชอยู่ซักสามวัน สี่วันได้ สวดมนต์แกก็สวดเป็นปกติอีะ   วิเศษจิต(วิ-เส-สะ-จิต)       ืนนั้นมันลมแรง ช่วงเข้าพรรษาฝนตกพายุพัดไอ้ต้นข้างๆ กุฏิมันก็จะมีต้นมะพร้าวใหญ่  ลมมันก็พัดครื้ดคราด  ไอ้มะพร้าวแห้งๆมันก็ตกลงมาอ่ะน๊ะ  มันไม่ตกหล่นลงมาหรอก มันหักลงมา  แล้วแกก็กำลังนั่งสวดมนต์อยู่อ่ะน๊ะเสียงลมก็พัดวื๊ดๆไอ้ทางมะพร้าวมันก็ลาก หลังคาเสียงกรากกก... แกสวดมนต์อยู่ อิติปิโส พาหุง เสียงร้องหึได้ยินซิ อยู่ข้างๆ ห้องอ่ะเสียงหึ        ซักพักพอลมพัดมาอีกสักหน่อยไอ้มะพร้าวมันก็มากร๊ากกร๊ากห๊าจากหึมาห๊าเอ้อ แล้วทีนี้ก็ ลมมันก็อู้ใหญ่เลยน๊ะ หมามันก็หอน  แหมมันก็รับกันดีเหลือเกินอ่ะน๊ะ  มันจะหอน หรือมันจะเห่าอะไรกันก็ไม่รู้ซักพักนึงไอ้ลูกมะพร้าวแห้งๆ ซีมันหล่นโพล๊ะลงมาลงมาทะลุหลังคา มาถึงพื้น          ห๊ามึงเอากูแล้วเหรอว๊ะ…” เท่านั้นแหละ แกออกจากห้องไปโดยที่ไม่ต้องเปิดประตู  ไอ้บานเซี้ยมที่เค้าเกาะไว้เป็นสมัยเก่า ซึ่งใช้เกาะเดือยอ่ะน๊ะ หลุดติดตัวแกไปเลยลงไปนอนซี่โครงหักอยู่ข้างล่าง  เห็นมั้ยว่าลูกมะพร้าวกับไอ้ใบมะพร้าวมันทำให้หลวงตาซี่โครงหัก  จิตนี้มันพิสดาร พิลึก กึกกือ มาก  แค่ลูกมะพร้าวกับทางมะพร้าว ทำให้หลวงตาซี่โครงหักใช่มั้ย  โอ่โห มันไม่ใช่เล่นน๊ะ        ่อมาจิตนี้มีความพิเศษ พิสดารน๊ะลูกมันมีความพิเศษ พิสดารในตัวเอง  บางครั้งลูกหลานจะเห็นว่ามันบางที มันฉลาดน๊ะ  จิตเราบางทีมันฉลาดน๊ะลูก ฉลาดมั้ยบางทีบางครั้งมันรอบรู้สารพัดเลยซักประเดี๋ยวใจ มันดันลืมแล้ว  ใช่มั้ย  มันหลงแล้ว  มันโง่ขึ้นมาแล้ว  บางครั้งเฉลียวมากเลย คิดอะไรเป็นเรื่องเป็นราว เป็นตุเป็นต่ะ ไปหมดเลยบางครั้งคิดไม่ออกเลย ดูวิถีจิตเนี่ย มันพิสดารอย่างนี้  แล้วมันจะจดจำน๊ะ  บางทีมันจดจำ กิจกรรมการงานที่ทำ มันจำ แต่ในขณะเดียวกันถ้าเราจะเอามันมาใช้ดันจำไม่ได้ซ๊ะแล้ว ดูซิมันติดอยู่ที่ริมฝีปาก มันจำไม่ได้มันชื่ออะไรน้าไอ้อีตาคนนี้เนี่ย  เนี่ยมันเป็นอย่างนี้น๊ะ  เนี่ยสภาพจิต        ิตนี้นอกจากที่จะเป็นผู้รู้จัก ชาญฉลาดโง่เขลา และพิลึก กึกกือแล้วเนี่ยมันยังทำหน้าที่เป็นผู้กระทำกรรมด้วยลูกจิตเนี่ยมันสร้างกรรมด้วย  บุคคลผู้ทำกรรมไม่มีแต่จิตนี้เป็นผู้สร้างกรรมนั้นมี  เหตุผลก็เพราะว่าทุกอย่างมันมาจากจิตทั้งนั้น  ทำดีก็มาจากการคิดดี  ทำอัปรีย์ทำไม่ดีก็มาจากคิดไม่ดี คิดอัปรีย์เพราะฉะนั้นเรื่องของกรรมเนี่ย มันเกิดแต่จิตจิตเป็นผู้กระทำกรรม  นอกจากมันทำกรรมแล้วมันยังทำหน้าที่เก็บ ทรงจำกรรมนั้นๆ เอาไว้  แล้วมันเป็นเรื่องประหลาด พิสดารมาก  กรรมดีมันไม่ค่อยจำจิตเนี่ยธรรมชาติของมัน  มันจะจำแต่กรรมชั่ว  สังเกตุมั้ย  เค้าทำดีกับเราแทบตาย ไม่เคยจำเค้าเลยแค่เค้าเหยียบตาปลาเราทีเดียวเท่านั้นแหละ จำหน้าเขียวเลย  ยายคนนี้มันเหยียบตาปลาเรา อะไรอย่างนี้เนี่ยบ่อยครั้งมากที่เรารู้สึกจะไม่จำกรรมดีของคนอื่นหรือแม้แต่ตัวเองก็ไม่อยากจำ  แต่กรรมชั่วเนี่ยจำได้ง่ายมากหรือไม่ก็กรรมชั่วของคนอื่น จำได้ง่ายมากนี่คือธรรมชาติของจิตนะลูก  แล้วก็ในขณะเดียวกันเนี่ยมันเก็บข้อมูลของกรรมพวกนี้เอาไว้ไม่ว่าจะกี่อสงไขยกี่แสนกัปป์กี่ภพกี่ชาติมันไม่ลืมเพราะเหตุแห่งจิตที่เก็บเอาผลแห่งกรรมหรือวิบากกรรมนี้ไว้ อย่างไม่ลืมเลือน นี่แหละมันเลยเป็นผลที่มาในการกำหนด ภพ ชาติ  กรรมที่อยู่ในจิต ที่เก็บสั่งสมไว้มันจะเป็นตัวกำหนดภพ ชาติ สุข ทุกข์  คือกุศลก็เป็นสุข  อกุศลก็เป็นทุกข์        ิตนี้เป็นตัวกำหนดภพชาติ แล้วในขณะเดียวกันทำบ่อยๆ ทำเป็นนิตย์  ทำเป็นนิสัย จิตนี้มันก็จะเป็นตัวกำหนดอุปนิสัย เช่นคนที่พูดดี มีกิริยา มารยาทอ่อนน้อมถ่อมตน ก็แสดงว่ามีอุปนิสัยดี เยือกเย็นสงบคนที่โหดร้าย ก้าวร้าว กระด้าง หยาบ รุนแรง  ก็รู้ได้เลยว่า คนๆ นี้อุปนิสัยไม่ดีเพราะงั้นอุปนิสัยไม่ใช่เทพเจ้าบันดาล ไม่ใช่พรหมชี้นำ แต่เป็นตัวกรรมที่อยู่ในจิตเป็นผู้ดลบันดาลให้เป็นอุปนิสัยเช่นนั้น หลวงปู่จึงบอกลูกหลานว่า                มีปากก็อย่าเอาไปว่าคนอื่น  อย่าเอาไปนินทาคนอื่น                 มีหูก็อย่าไปนั่งคอยแส่ฟังคนอื่นว่าเค้านินทาเรามั้ย                 มีตาก็อย่าไปนั่งมองหรือจ้องจับผิดคนอื่น               มีจมูกก็อย่าไปจ้องดมแต่ของหอมคนอื่น  ของเหม็นคนอื่นไม่ยอมดมอะไรอย่างนี้                 หัดที่จะหันเอาสิ่งเหล่านั้นมามองตัวเองบ้างแล้วก็สั่งสมอบรมสิ่งที่เป็นกุศลให้กับจิตบ้าง“   มันจะได้จดจำ  แล้วมันจะได้ไปกำหนดชาติภพดีๆในอนาคต           ระพุทธเจ้า จึงสอนให้เราฝึกจิตยังไงแม้ที่สุดเนี่ยน๊ะ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ดี หรืออารมณ์ชั่วปานใดก็ตาม   จิตนี้มันรับได้หมดเลยน๊ะลูก  ใครจะใส่อารมณ์อะไรให้กับเรามามากขนาดไหน เยอะปานใดจิตนี้มันรับไว้หมด เราจะใส่อารมณ์ไป ออกอารมณ์ไป<