GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

วิเศษจิต (วิ-เส-สะ-จิต)

ยมานั่งนึกว่า จะมานอนไอ นั่งไอ กันอยู่ทำไมว้า หลวงปู่เลยออกจากห้องมานั่งที่โคนต้นโพธิ์  ก็พิจารณาดูจิต (รับ จำ รู้ คิดเราเปลี่ยนใหม่  รู้ คิด เลือกรับ แล้วจึงจะจำ ไอ้รับจำ คิดรู้เนี่ย มันเป็น " สามัญจิต "   รู้  คิด  รู้ตัวนี้คือ " ผู้รู้ "   แล้วก็เลือกเอามา สิ่งที่เรามีอยู่ เอามาวิเคราะห์    มาใคร่ครวญ มาคำนวณ มาพิจารณา แล้วก็จำ  รับ  หรือรับจำ มันก็เป็นวิเศษจิต(อ่านว่า "วิ-เส-สะ-จิต    ทีนี้ไอ้กระบวนการรับจำ คิดรู้  รู้คิด รับจำเนี่ย  ถ้าฝึกจนกระทั่งมันช่ำชอง เชี่ยวชาญ ชำนาญ  แต่ละตัวๆ เนี่ย  มันจะทำให้เราเห็นอาการของจิต (อีก) 6 อย่าง   จะใช้คำว่าอาการได้มั้ย    .. มันไม่ใช่  มันต้องใช้คำว่า " วิเศษจิต " หรือ  จิตที่วิเศษ   อานุภาพแห่งจิต หลวงปู่ เมื่อคืนนี้ ต้องรีบเข้าหอพระกรรมฐาน แล้วหากระดาษ ปากกาจด เอาไว้เนี่ย  ไปคว้าเอาไอ้ใบ  ใบไอ้นี่เค้าอะน๊ะ กลัวมันลืม เอ้าจะเล่าให้ฟัง         ".... หากชนเหล่าใดเพียรพยายาม  ระวังรักษาจิต   ซึ่งมีปกติ แล่นไปไกล ไปเดียว   หลวงปู่อธิบายว่า : แล่นไปไกล จิตนี้มันจะแล่นออกไปไกลๆ เสมอ   มันไม่อยู่กับตัวเรา ใช่มั้ย ใช่หรือเปล่า เอ่อ นั่นน่ะ มันมีปกติที่จะแล่นไปไกล  หลวงปู่อธิบาย ไปเดียวว่า : ก์คือไปแต่ผู้เดียว จิตดวงเดียวมันแล่นไป   มันไม่มีพี่ มีน้อง ไม่มีอะไร ไปเพื่อที่จะไปรับเอาอารมณ์กลับมา  ไม่มีรูปร่าง  จิตนี้ไม่มีรูปร่างนะลูก มันเป็นพลังงาน  แต่มันต้องการที่อยู่ มันอยู่ในคูหา อยู่ในถ้ำ  แล้วร่างกายเราเนี่ย คือคูหา  คือถ้ำ ที่อาศัยแห่งจิต              ชนเหล่านั้น ย่อมพ้นจากเครื่องพันธนาการเสียได้ ...."                 เอ่อพอดี จบตรงนี้ก็เช้าพอดี  หลวงปู่ก็กลับเข้าห้อง เตรียมจัดรายการวิทยุ ต่อ  เมื่อคืนนี้ เขียนเอาไว้ว่า        "ลูกรัก  จิตนี้วิเศษ พิสดาร มากนัก  มันวิเศษในการปรุง" บางครั้งมันก็ปรุงให้งดงาม ปรุงให้งาม ปรุงให้สวย ปรุงให้ดี ปรุงให้พิศวง พิลึกกึกกือ พิสดาร   ปรุงให้พลิกแพลง   มันมีสารพัดตัวปรุง อยู่ในจิตนี้ทั้งหมด ให้น่าเกลียด น่าสยดสยอง บางทีบางครั้งเนี่ย ก็อยู่บ้านคนเดียว โอ๋ย ดูซิมันมาแล้ว มันมาแล้ว เงา เงามาแล้ว           อ้ ฤทธิ์ที่ปรุงอย่างนี้ ให้น่าเกลียด น่าสยดสยอง นี่แหละ  หลวงตาแกมาบวชอ่ะน๊ะ  เป็นทหารเก่าน๊ะ  ทหารผ่านศึกเก่า มาบวช  บวชเขาก็มาพนันกันน่ะซีว่า กุฏิหลังที่จะอยู่ ไม่ค่อยมีใครอยากอยู่หรอกเพราะว่ากระดาน ฝา เซี้ยม อะไรทั้งหลาย ของทำด้วยฝาโลงทั้งหมดน่ะ  แล้วผีก็ดุ  พอวันพระ วันนี้วันโกน พรุ่งนี้วันพระ เดี๋ยวก็จะมา "เอ่ เอ้  กล่อมลูก เสียงให้ดัง  หมาก็หอนเยือกเย็นน๊ะ           ลวงตาบวชใหม่ แกก็อยากทดลองวิชา เพราะว่าแกเป็นทหารเก่า  แกก็มา ขออาสาอยู่เลย กุฏิหลังเนี้ย ไอ้หลังตรงนั้น มันก็มีข้างๆ ถัดไป มันก็มีกุฏิของหลวงปู่อยู่  แล้วก็ เลยไปอีกหน่อยก็มีกุฏิของหลวงอา แกก็บอกหลวงอา ตาเส็งอยู่ ทีนี้  แกก็มาบวชอยู่ซักสามวัน สี่วันได้ สวดมนต์แกก็สวดเป็นปกติอีะ    วิเศษจิต (วิ-เส-สะ-จิต)        ืนนั้นมันลมแรง ช่วงเข้าพรรษา ฝนตก พายุพัด ไอ้ต้นข้างๆ กุฏิ มันก็จะมีต้นมะพร้าว ใหญ่   ลมมันก็พัดครื้ด คราด  ไอ้มะพร้าวแห้งๆ มันก็ตกลงมาอ่ะน๊ะ   มันไม่ตกหล่นลงมาหรอก มันหักลงมา  แล้วแกก็กำลังนั่งสวดมนต์อยู่อ่ะน๊ะ เสียงลมก็พัดวื๊ดๆ ไอ้ทางมะพร้าวมันก็ลาก หลังคา เสียงกรากกก . .. แกสวดมนต์อยู่ อิติปิโส พาหุง เสียงร้อง "หึ" ได้ยินซิ อยู่ข้างๆ ห้องอ่ะ เสียงหึ          ซั กพักพอลมพัดมาอีกสักหน่อย ไอ้มะพร้าวมันก็มา กร๊าก กร๊าก ห๊า จาก หึ มา ห๊า เอ้อ แล้วทีนี้ก็ ลมมันก็อู้ใหญ่เลยน๊ะ หมามันก็หอน  แหมมันก็รับกันดีเหลือเกินอ่ะน๊ะ  มันจะหอน หรือมันจะเห่าอะไรกันก็ไม่รู้ ซักพักนึงไอ้ลูกมะพร้าวแห้งๆ ซี มันหล่นโพล๊ะลงมา ลงมาทะลุหลังคา มาถึงพื้น            " ห๊า ... มึงเอากูแล้วเหรอว๊ะ ..." เท่านั้นแหละ แกออกจากห้องไปโดยที่ไม่ต้องเปิดประตู  ไอ้บานเซี้ยมที่เค้าเกาะไว้เป็นสมัยเก่า ซึ่งใช้เกาะเดือยอ่ะน๊ะ หลุดติดตัวแกไปเลย ลงไปนอนซี่โครงหักอยู่ข้างล่าง  เห็นมั้ยว่าลูกมะพร้าว กับไอ้ใบมะพร้าวมันทำให้หลวงตาซี่โครงหัก  จิตนี้มันพิสดาร พิลึก กึกกือ มาก  แค่ลูกมะพร้าว กับทางมะพร้าว ทำให้หลวงตาซี่โครงหัก ใช่มั้ย  โอ่โห มันไม่ใช่เล่นน๊ะ          ่อมา จิตนี้มีความพิเศษ พิสดารน๊ะลูก มันมีความพิเศษ พิสดารในตัวเอง   บางครั้งลูกหลานจะเห็นว่า มันบางที มันฉลาดน๊ะ   จิตเราบางทีมันฉลาดน๊ะลูก ฉลาดมั้ย บางทีบางครั้งมันรอบรู้สารพัดเลย ซักประเดี๋ยวใจ มันดันลืมแล้ว   ใช่มั้ย  มันหลงแล้ว  มันโง่ขึ้นมาแล้ว  บางครั้งเฉลียวมากเลย คิดอะไรเป็นเรื่องเป็นราว เป็นตุเป็นต่ะ ไปหมดเลย บางครั้งคิดไม่ออกเลย ดูวิถีจิตเนี่ย มันพิสดารอย่างนี้  แล้วมันจะจดจำน๊ะ  บางทีมันจดจำ กิจกรรมการงานที่ทำ มันจำ แต่ในขณะเดียวกันถ้าเราจะเอามันมาใช้ ดันจำไม่ได้ซ๊ะแล้ว ดูซิมันติดอยู่ที่ริมฝีปาก มันจำไม่ได้ มันชื่ออะไรน้าไอ้อีตาคนนี้เนี่ย  เนี่ยมันเป็นอย่างนี้น๊ะ  เนี่ยสภาพจิต         ิตนี้นอกจากที่จะเป็นผู้รู้จัก ชาญฉลาด โง่เขลา และพิลึก กึกกือแล้วเนี่ย มันยัง ทำหน้าที่เป็นผู้กระทำกรรมด้วยลูก จิตเนี่ยมันสร้างกรรมด้วย  " บุคคลผู้ทำกรรมไม่มี แต่จิตนี้เป็นผู้สร้างกรรมนั้นมี "   เหตุผลก็เพราะว่า ทุกอย่างมันมาจากจิตทั้งนั้น   ทำดีก็มาจากการคิดดี   ทำอัปรีย์ ทำไม่ดีก็มาจาก คิดไม่ดี คิดอัปรีย์ เพราะฉะนั้น เรื่องของกรรมเนี่ย มันเกิดแต่จิต จิตเป็นผู้กระทำกรรม  นอกจากมันทำกรรมแล้ว มันยังทำหน้าที่เก็บ ทรงจำกรรมนั้นๆ เอาไว้   แล้วมันเป็นเรื่องประหลาด พิสดารมาก  กรรมดีมันไม่ค่อยจำ จิตเนี่ย ธรรมชาติของมัน   มันจะจำแต่กรรมชั่ว   สังเกตุมั้ย  เค้าทำดีกับเราแทบตาย ไม่เคยจำเค้าเลย แค่เค้าเหยียบตาปลาเราทีเดียวเท่านั้นแหละ จำหน้าเขียวเลย  ยายคนนี้มันเหยียบตาปลาเรา อะไรอย่างนี้เนี่ย บ่อยครั้งมากที่เรารู้สึกจะไม่จำกรรมดีของคนอื่น หรือ แม้แต่ตัวเองก็ไม่อยากจำ   แต่กรรมชั่วเนี่ยจำได้ง่ายมาก หรือไม่ก็ กรรมชั่วของคนอื่น จำได้ง่ายมาก นี่คือธรรมชาติของจิตนะลูก  แล้วก็ในขณะเดียวกันเนี่ย มันเก็บข้อมูลของกรรมพวกนี้เอาไว้ ไม่ว่าจะ กี่อสงไขย กี่แสนกัปป์ กี่ภพกี่ชาติ มันไม่ลืม เพราะเหตุแห่งจิตที่เก็บเอาผลแห่งกรรม หรือวิบากกรรมนี้ไว้ อย่างไม่ลืมเลือน นี่แหละ มันเลยเป็นผลที่มาในการกำหนด ภพ ชาติ  กรรมที่อยู่ในจิต ที่เก็บสั่งสมไว้ มันจะเป็นตัวกำหนด ภพ ชาติ สุข ทุกข์   คือ กุศลก็เป็นสุข   อกุศลก็เป็นทุกข์           ิตนี้เป็นตัวกำหนดภพชาติ แล้วในขณะเดียวกัน ทำบ่อยๆ ทำเป็นนิตย์  ทำเป็นนิสัย จิตนี้มันก็จะเป็นตัวกำหนดอุปนิสัย เช่น คนที่พูดดี มีกิริยา มารยาทอ่อนน้อมถ่อมตน ก็แสดงว่ามีอุปนิสัยดี เยือกเย็นสงบ คนที่โหดร้าย ก้าวร้าว กระด้าง หยาบ รุนแรง  ก็รู้ได้เลยว่า คนๆ นี้อุปนิสัยไม่ดี เพราะงั้นอุปนิสัยไม่ใช่เทพเจ้าบันดาล ไม่ใช่พรหมชี้นำ แต่เป็นตัวกรรมที่อยู่ในจิต เป็นผู้ดลบันดาลให้เป็นอุปนิสัยเช่นนั้น หลวงปู่จึงบอกลูกหลานว่า                 " มีปากก็อย่าเอาไปว่าคนอื่น   อย่าเอาไปนินทาคนอื่น                  มีหูก็อย่าไปนั่งคอยแส่ฟังคนอื่น ว่าเค้านินทาเรามั้ย                  มีตาก็อย่าไปนั่งมอง หรือจ้องจับผิดคนอื่น                 มีจมูกก็อย่าไปจ้องดมแต่ของหอมคนอื่น   ของเหม็นคนอื่นไม่ยอมดมอะไรอย่างนี้                  หัดที่จะหันเอาสิ่งเหล่านั้นมามองตัวเองบ้าง แล้วก็สั่งสม อบรมสิ่งที่เป็นกุศลให้กับจิตบ้าง"   มันจะได้จดจำ  แล้วมันจะได้ไปกำหนดชาติภพดีๆ ในอนาคต            ระพุทธเจ้า จึงสอนให้เราฝึกจิตยังไง แม้ที่สุดเนี่ยน๊ะ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ดี หรืออารมณ์ชั่วปานใดก็ตาม   จิตนี้มันรับได้หมดเลยน๊ะลูก  ใครจะใส่อารมณ์อะไรให้กับเรามามากขนาดไหน เยอะปานใด จิตนี้มันรับไว้หมด เราจะใส่อารมณ์ไป ออกอารมณ์ไป

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): ธรรมะ
หมายเลขบันทึก: 62445
เขียน:
แก้ไข:
ดอกไม้: 1
ความเห็น: 1
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (1)

  • ผมเพิ่งได้เข้ามาอ่าน
  • ได้ความรู้ และได้รู้จักตัวเองเพิ่มขึ้นครับ
  • ขอน้อมนำพระธรรมมาสู่ใจ
  • จะติดตามอ่านตลอดไปครับ
  • ขอบพระคุณมากครับผม