(วัดเก่ากลางทุ่ง ชานอำเภอแม่แตง เชียงใหม่ ราวยี่สิบห้าปีที่แล้ว)

นักธรณีเก่าปลายวัยเช่นผมว่าไปก็คุ้นเคยกับถิ่น “ลานนา” หรือ “ล้านนา” อยู่พอควร ตั้งแต่สมัยวงแหวนรอบเมืองเชียงใหม่กำลังก่อสร้างฝุ่นตลบราวยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ในฐานะนายช่างหนุ่มละอ่อนเชิง สดและโสดใหม่ ส่งตรงหอมกรุ่นจากย่านดงจามจุรีกลางเมืองหลวง ควบขับโฟร์วีลดร้ายฟ์แล่นขึ้นไปเร่ร่อนสำรวจตรวจหา วนเวียนไม่ห่างเมือง ทั้งแม่สอด แม่สะเรียง เข้าแม่ฮ่องสอน ขึ้นเมืองปาย วกลงเชียงใหม่ แม่แตง แม่ริม ลำพูน ลี้ ข้ามเขาเถินมาลำปาง ต่อด้วยพะเยา ยันเชียงรายเมืองปลายทาง เป็นช่วงชีวิตวัยเริ่มต้นทำงานสั้นๆ ช่วงหนึ่งที่ได้ทั้งเนื้อหาสาระ และความรัญจวนใจตามประสาชายหนุ่ม ผู้หลงเสน่ห์ความเป็นวังเวียงและผืนนาในอ้อมกอดของขุนเขา

หากพึ่งได้มีโอกาสอ่านบทความของอาจารย์ เพ็ญสุภา สุขคตะ เรื่อง “ลานนา – ล้านนา มหาวิวาทะ ห้าทศวรรษ” ด้วยความตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง เป็นข้อเขียนที่เคยลงในมติชนสุดสัปดาห์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 และได้นำมาลงไว้ในหน้าเพจเฟสบุ๊ค Pensupa Sukkata อีกครั้งเมื่อ วันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 ซึ่งต้องถือว่าเป็นบทความที่มีคุณค่าในเชิงความรู้เชิงวิชาการเป็นอย่างมาก เพราะสรุปเรียบเรียงเสียงประสานจากบรรดาหนังสือต่างๆ กว่า 50 เล่ม ถ้าเป็นใครอื่นก็คงยากที่จะมีความสามารถค้นคว้าหาอ่าน และเขียนประมวลความออกมาได้ดีถึงขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญผ่านการศึกษาอย่างลึกซึ้งในเรื่องดังกล่าวมาก่อน และอาจารย์ได้เขียนคอมเม้นท์ไว้ด้วยว่า

“เป็นบทความที่ภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตชิ้นหนึ่ง ทุ่มเทมาก จำได้ว่าต้องอ่านหนังสือไม่ต่ำกว่า 50 เล่ม เป็นเวลา 3 สัปดาห์ เพื่อบทความชิ้นนี้ชิ้นเดียว”

บทความชิ้นสำคัญนี้ ทำให้ผู้อ่านทั่วไปเช่นตัวผม สามารถมองเห็นภาพโดยรวมของเรื่องราวความเป็นมาของคำว่า “ลานนา” และ “ล้านนา” ที่มีการถกเถียงยกข้อมูลทางประวัติศาสตร์เข้าโต้แย้งกันมาถึงห้าสิบปีแล้ว แม้ว่าฝ่ายคำ “ล้านนา” จะได้ข้อสรุปเป็นที่ยอมรับในแวดวงสนทนา จนนำไปประกาศใช้กันทั่วไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 แล้วก็ตาม

สาระสำคัญของฝ่ายคำ “ล้านนา” ที่ถูกนักวิชาการชั้นบรมครู เช่น ศ. ดร. ประเสริฐ ณ นคร, ศ. ม.จ. สุภัทรดิศ ดิศกุล, ศ. ไกรศรี นิมมานเหมินท์ และ ศ. ดร. อุดม รุ่งเรืองศรี เป็นต้น ยกขึ้นเป็นเหตุผล เพื่อหักล้างคำเก่า “ลานนา” พื้นถิ่นที่เรียกกันมาแต่เดิม คือ

คำว่า “ลาน” ซึ่งแปลว่าที่ราบเปิดโล่ง หรือสนามกว้าง ไม่ใช่ภาษาถิ่น หากเป็นคำที่นำเข้าจากพวกลุ่มเจ้าพระยา เพราะภาษาคำเมืองจะเรียกสนามเปิดโล่งว่า “ข่วง” เช่น ข่วงบ้าน ข่วงเมือง

ในคำจารึกวัดเชียงสา ที่จารไว้เมื่อปี พ.ศ. 2096 โดยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ระบุว่าพระองค์ทรงปกครองสองอาณาจักร ทั้ง “ล้านช้าง” และ “ล้านนา” เคียงคู่กัน

คำว่า “ล้านช้าง” พบว่าเขียนเป็นภาษาสันสกฤตว่า “ศรีสตนาคนหุต” แปลว่าช้างร้อยหมื่น และ “ล้านนา” เขียนว่า “ศรีทศลักษเกษตร” แปลว่าสิบแสนนา ดังคัดข้อความส่วนหนึ่งว่า

“ในเมื่อ “ล้านช้าง” หมายถึง “ช้างล้านเชือก” หรือ “ศรีสตนาคนหุต” (สต-ร้อย, นาค-ช้าง, นหุต– หมื่น) แปลว่า ดินแดนแห่งช้างร้อยหมื่นเชือก

ฉันใดก็ฉันนั้น “ล้านนา” หรือ “นาล้านไร่” ก็สามารถแปลเป็นภาษาสันสกฤต-บาลีได้ว่า “ศรีทศลักษเกษตร” หรือ “เขตฺตทสฺลกฺข” ทั้งสองคำนี้แปลว่า “สิบแสนนา” หรือ ล้านนา (ทศ=สิบ, ลักษ/ลักข=แสน, เกษตร/เขต=นา)”

และอีกเหตุผลคือความเป็นล้านนาสอดรับกับระบบการปกครองแบบปันผืนนาของทางแถบถิ่นเหนือในยุคสมัยนั้น

ในขณะที่ฝ่ายคำ “ลานนา” ของเก่าเดิมที่เรียกสืบเนื่องกันมาแต่ครั้งปู่ย่าตายายถึงเป็นฝ่ายน้อยเสียงกว่า นำโดย เช่น อ. ศักดิ์ (สักเสริญ) รัตนชัย, เสรี ชมภูมิ่ง และบาทหลวงส่านูพอ บิโข่ เป็นต้น ได้ตั้งคำถาม อาทิ

ทำไมจึงไม่ปรากฏคำเรียก “ล้านนา” ในหมู่คนเมืองมาก่อนหน้า จะไม่มีใครรู้เลยสักคนหรือ แม้แต่พวกเพื่อนบ้านข้างเคียงที่อพยพเข้ามาอยู่ภายหลัง

หรือการตั้งคำถามถึงการเรียกขาน “ล้านนา” ในครั้งแรกว่าเริ่มในยุคสมัยใด เพราะการเรียก “ลานนา” นั้นมีมาแต่รุ่นโบราณยุคตำนานสุวรรณคำแดง ก่อนการสร้างเมืองเชียงใหม่ของพรญามังรายเป็นร้อยปี คัดความมาว่า

“เพราะในตำนานสุวรรณคำแดง หรือตำนานเสาอินทขีล ปรากฏคำว่า “ลานนา” มานานนมแล้ว เป็นเหตุการณ์ที่ระบุว่า พ.ศ.๑๖๙๐ สุวรรณคำแดง (อารักษ์เมืองเชียงใหม่ สถิตอยู่ที่ดอยหลวงเชียงดาว) ได้ตั้งชื่อเมืองแห่งนี้ตามน้ำหนักของบัลลังก์หินที่ประทับว่าหนัก “ลาน ๑ นา” “ลาน” คำนี้หมายถึง หน่วยตวงข้าวเปลือกจากไร่ (หนักประมาณ ๘๕ กระบุง) ทำให้เจ้าสุวรรณคำแดงตัดสินใจเรียกชื่อเมืองนี้ว่า “ลานนา” (เอกสารยุคหลังคำว่า ลาน ๑ นา ก็ถูกแก้เป็นล้านไปเรียบร้อยแล้ว)”

ซึ่งอาจารย์กล่าวว่า นั่นหมายถึง “ลาน” ในความรับรู้ของปราชญ์พื้นเมืองฝ่ายคำ “ลานนา” เป็นคนละนิยามกับ “ลาน” ของทางฝ่ายคำ “ล้านนา”

และกับข้อโต้แย้งสำคัญคือว่า คำเรียก “ล้านช้าง” ที่ถือกันว่าเป็นเมืองคู่ “ล้านนา” นั้นแท้จริงแล้วเปลี่ยนมาจากคำว่า “ลานช้าง” ในสมัยพระเจ้าฟ้างุ้ม ปี พ.ศ. 1896 โดยคำนี้เป็นคำเก่าที่ขุนลอได้ตั้งชื่อไว้ตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ 13 ซึ่งขุนลอได้นำมาจากชื่อ “หลานชางเกียง” อีกทีหนึ่ง

คำว่า “หลานชางเกียง” (“เกียง” แปลว่าแม่น้ำ) เป็นชื่อเรียกแม่น้ำโขงของชาวจีนมาสองพันกว่าปีแล้ว เมื่อบวกกับนิมิตตอนตั้งเมืองเห็นภูเขารูปช้างและนาคเจ็ดเศียร จึงผสานเป็น “ลานช้าง” เขียนในภาษาสันสกฤตว่า “ศรีสัตตนาค” แล้วจึงกลายเป็น “ล้านช้าง” ในภายหลัง ดังคัดมาในอีกท่อนว่า

“ต่อมา ลานช้าง ถูกเปลี่ยนเป็นล้านช้าง พร้อมกับ ศรีสัตตนาค ถูกตัด “ต” ทิ้งไปหนึ่งตัว เพื่อทำให้ “สัตต” ซึ่งหมายถึงเจ็ด กลายเป็น “สัต” หมายถึง “ร้อย” นำ “นหุต” ที่แปลว่า “หมื่น” ไปสังขยาต่อท้ายได้ “ร้อยหมื่น = ล้าน” กลายเป็นศรีสัตนาคนหุต

คำที่เราต้องสะดุดทุกครั้ง เพราะเวลาอ่านแล้วถูกบังคับให้หยุดที่ สัต-ตะ-นา, คะ-นะ-หุต ทั้งๆ ที่คำว่า นา เต็มๆ คือ “นาค” อาจหมายถึงงูใหญ่หรือช้างก็ได้แล้วแต่บริบท สิ่งที่พิสดารพันลึกก็คือ การแยกเลขสองหลักออกจากกันคือ “สัต” และ “นหุต” จัดวางแบบหน้า-หลัง โดยมีคำนามคือ “นาค” แทรกอยู่ตรงกลาง”

อาจารย์ยังระบุไว้ด้วยว่า ฝ่ายคำ “ลานนา” มิได้ปฏิเสธการมีอยู่ของคำว่า “ล้านนา” หากถือว่าเป็นคำที่เกิดชั้นหลังและแฝงไปด้วยนัยยะทางการเมือง คือเป็นคำที่พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชเจ้าสร้างขึ้น เพื่อประกาศอำนาจการปกครองที่อยู่เหนือเมืองคู่พี่น้องอันแยกขาดจากกันมิได้ โดยจัดให้ “ล้านช้าง” อยู่ในฐานะเมืองเอก และ “ล้านนา” อยู่ในฐานะเมืองรอง เป็นโองการที่ต้องการสื่อให้คนทั้งหลายได้รับรู้โดยถ้วนหน้ากัน

และควรบันทึกคอมเม้นท์หนึ่งของอาจารย์ไว้เป็นข้อสังเกตด้วยว่า

“และในที่สุดข้อมูลของ “จารึกเวียงสา” (เก็บรักษาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่) อ. เกริก อัครชิโนเรศ ทายาทวิชาการคนสำคัญของ ดร. อุดม ได้บอกดิฉันว่า เขากับ ดร. ได้ตรวจสอบหาไม้โท บนคำว่า ลานนา ในจารึกหลักนั้นอีกครั้ง ตามคำอ้างของ ดร. เพนธ์ แต่พบว่าไม่ใช่ไม้โท เป็นแค่รอยบากของผิวศิลา แต่การไม่พบไม้โทของจารึกเวียงสามิได้หมายความว่า อ. เกริก กับ ดร. อุดม จะเห็นด้วยกับคำว่า ลานนา”

พอผมอ่านบทความนี้จบ ความคิดก็แล่นเกือบโดยพลัน ด้วยความสนใจใคร่อยากรู้เป็นอันดับต้น ว่าคำ “ลานนา” เน้นตรงส่วนที่เรียก “ลาน” นั้น เป็นคำต่างถิ่นจากลุ่มเจ้าพระยา หรือเป็นคำเก่าเดิมของคนเมืองกันแน่

หันไปเปิดพจนานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 หมวดอักษร ล.ลิง ได้คำจำกัดความร่วมสมัยสองสามนัยยะที่น่าสนใจว่า

“น. บริเวณที่ว่าง, สนาม, เช่น ลานจอดรถ, ที่สำหรับนวดข้าว; ในทางกีฬาหมายถึง สนามที่เล่นกีฬา, คู่กับลู่. น. เหล็กแบนที่ม้วนไว้แล้วคลายตัวออก เกิดกำลังดันให้ตัวจักรหมุน เช่น ลานตะเกียง ลานนาฬิกา, เรียกตะเกียงตั้งชนิดไขลานให้ใบพักหมุนเป่าลมไล่ควัน และช่วยให้ไฟสว่างนวลว่า ตะเกียงลาน.”

หรือลานในฐานะ “ลนลาน” มีคำจำกัดความว่า

“ว. อาการที่กลัวตกใจ หรือรีบร้อนเป็นต้นจนทำอะไรไม่ถูก เช่น ไฟไหม้ข้างบ้าน เขาวิ่งหนีไฟลนลานเลยไม่ได้หยิบอะไรมา.”

เป็นคำที่แสดงความหมายพื้นฐานเหลื่อมซ้อนเข้ากันเป็นอย่างดี ทั้งพื้นที่ว่างๆ สนามโล่งๆ กับความยาวของลู่ไว้วิ่งแล่น กับความแบนยาวของแผ่นเหล็กที่ใช้ม้วนทำตัวลานเพื่อให้เคลื่อนตัวได้ และกับอาการลนลานอยากขยับเนื้อขยับตัวเสียเต็มประดา อาจถอดสูตรได้ว่า พื้นที่+แบนยาว+วิ่งขยับตัว

ลักษณะร่วมของคำว่า “ลาน” เช่นที่ถอดได้ข้างต้น สามารถโยงถึงอะไรได้บ้าง เช่น ใบลาน และลานหู

“ใบลาน” คือใบของต้นลานที่คลี่กางเป็นแฉกแบบพัด มีคำจำกัดความตามพจนานุกรมไทยฯ ว่า

“น. ชื่อต้นไม้หลายชนิดในสกุล Corypha วงศ์ Palmae คล้ายต้นตาล ใบใช้จารหนังสือ ทำหมวก เป็นต้น เช่น ชนิด C. umbraculifera L. ปลูกตามวัด ชนิด C. lecomtei Becc. ขึ้นในป่าดิบ. ว. สีเหลืองนวลอย่างใบลาน เรียกว่า สีลาน.”

ใบลานที่ตากแห้งและรีดตกแต่งสำเร็จพร้อมใช้งานจารหนังสือสมัยโบราณ ล้วนมีรูปร่างเป็นแถบแบนยาว ให้พอพานได้ถนัดมือทั้งสองข้าง ถูกสรรสร้างขึ้นมาเป็นพื้นที่ สำหรับการโลดแล่นของตัวหนังสือบนลู่ลานนั้นเป็นการเฉพาะ ซึ่งเป็นความหมายร่วมของ “ลาน” โดยแท้จริง

และเช่นเดียวกับ “ลานหู” ซึ่งเป็นคำของคนเมือง หมายถึงม้วนใบลานที่ผู้สาวสมัยโบราณจะใช้สอดเข้าไปในรูติ่งหูที่เจาะไว้ เพื่อถ่างไว้แบบนั้น เป็นคำที่แทบจะใช้ร่วมกับ “ลานตะเกียง” หรือ “ลานนาฬิกา” ได้เลย ถ้าใบลานนั้นแข็งแรงเช่นแผ่นโลหะ

จะเห็นว่า “ลาน” ที่ถูกใช้งานในหน้าที่ต่างๆ ทั้งหมดที่ยกมานั้น คือคำเดียวกันในระดับพื้นฐาน อันเป็นสิ่งที่ชี้อย่างชัดเจนว่า “ลาน” ไม่ได้หมายถึงลานเปิดโล่งหรือทุ่งกว้างแต่เพียงเท่านั้น หากเป็นคำที่กินความในเชิงลึกและแผ่ตัวออกไปแบบเหง้ากอพืชพันธุ์ทั้งหลาย

ซึ่งอาจพอได้คำตอบในชั้นหนึ่งว่า “ลาน” ควรเป็นคำต่างถิ่นหรือคำเมือง ถ้าถือว่า “ใบลาน” และ “ลานหู” คือคำเมือง “ลาน” ก็ต้องเป็นคำเมืองไปด้วย อย่างชนิดเลี่ยงรากเหง้าเดิมได้ยาก แต่ถ้าถือว่าทั้งสองคำนั้นไม่ใช่คำเมือง “ลาน” ก็ต้องเป็นคำต่างถิ่นตามไปด้วยเช่นกัน

ถึงบรรทัดนี้จึงต้องทำการตรวจสอบให้แน่ชัดลงไปอีกชั้นว่า “ลาน” เป็นคำเก่ารากร่วมของคนเมืองและพวกลุ่มเจ้าพระยาในระดับโคตรเหง้า “คนพูดไท” หรือไม่

ถ้าอ้างอิงจากคำศัพท์ไท-ไตพื้นฐานของอาจารย์ พิทยาวัฒน์ พิทยาภรณ์ ค.ศ. 2009 อาจไม่พบว่าคำนี้ถูกใช้ในหมู่พวกไท-ไตแต่อย่างใด เพราะในฐานความหมายแบบแคบเช่นพื้นที่เปิดโล่งนั้น พวกเขาต่างใช้คำอื่นกันอยู่แล้ว เช่นคำว่า “ทุ่ง” (open field) และ “ไร่” (dry field) แต่หากสืบค้นบนความหมายพื้นฐานแบบลึกและกว้างว่า พื้นที่+แบนยาว+วิ่งขยับตัว จะพบความน่าสนใจตามมาอย่างมากมายและขยายขอบเขตออกไปอย่างกว้างขวาง

อาจถือว่า “ลาน” เป็นหนึ่งในภาษากลุ่มเดียวกับ “เล่น/แล่น” ของพวก “คนพูดไท” ทั้งตระกูล ตั้งแต่พวก Hlai, Kam-Sui, Tai และพวก Kra และยังพัวพันสอบยันกับพวก “คนพูดออสโตรนีเซียน” อีกทางหนึ่งต่างหาก

เพราะคำว่า “เล่น” และ “แล่น” ต่างมีความหมายเหมือนกัน หากคนละหน้าที่ คือ “เล่น” (play) เป็นคำของพวกเด็กๆ เช่นการวิ่งเล่นซุกซนไม่เคยอยู่นิ่งเฉย หรือพวกรักสนุกขี้เล่นมืออยู่ไม่เป็นสุขแบบหนวดปลาหมึก ส่วน “แล่น” (road, path) เป็นเรื่องของการวิ่ง รวมเอาทางที่ใช้วิ่งเข้าไว้ในความหมาย เห็นใช้กันทั่วไปในหมู่ไทยลุ่มเจ้าพระยา และถิ่นอีสาน ที่รู้จักกันดี เช่น “เล่นสาว” และ “แล่นไม้” อีกทั้งยังสามารถตามร่องขึ้นไปถึงพวกไท-ไต สาขาเหนือ และพวก Kra และตามรอยโยงใยข้ามทะเลไปจนถึงพวกออสโตรนีเซียน เช่น

พวก Yay ซึ่งเป็นไท-ไต สาขาเหนือ เรียก “ranA1” และสืบสร้างเป็นคำ Proto-Tai ว่า “*hrwɤnA” (พิทยาวัฒน์ พิทยาภรณ์ ค.ศ. 2009)

พวก Kra สาขาตะวันตก เช่น พวก Gelao (Judu) เรียก “qə0 ʔlan31”, พวก Gelao (Niupo) เรียก “qə33 ʔlan31” Gelao (Wantao) เรียก “ka0 ʔlan31” และ “ka0 ʔla31”, Gelao (Moji) เรียก “ka31 lan31” (Austronesian Basic Vocabulary Database ค.ศ. 2008)

และพวกออสโตรนีเซียน สืบสร้างเป็นคำดั้งเดิมระดับ Proto-Austronesian ได้ว่า “*zalan”

ดังนั้นคำว่า “แล่น” จึงเป็นคำเก่าแก่ของพวกไท-กะได หรือ “คนพูดไท” และออสโตรนีเซียนอย่างค่อนข้างชัดเจน

และยิ่งตอกย้ำความเป็นคำร่วมเชื้อสาย เมื่อสอบค้นคำที่เกี่ยวข้องทั้งสองตระกูลภาษา โดยทางฝั่งออสโตรนีเซียนได้ตรวจสอบผ่านภาษามาลายู-อินโดนีเซียเป็นหลัก พบกลุ่มคำยาวจำนวนมากร่วมร้อยคำ ที่แตกตัวออกไปจากคำแกนกลาง คือ “lan/ran” เช่นกลุ่มคำย่อยว่า

[“balan” – กีดขวางทางน้ำ, “belan” – ขัดขวาง, “curan” –ขัดแย้ง ต่อสู้, “keran” – จุกกลั้น, “rantas” –บั่น ทำให้สั้นลง และ “rancak” –โค่น ฟัน],

[“garan” – ด้าม หรือก้านยาว, “gelanting” – แขวนห้อย, “jaran” – ม้า, “landing” หรือ “landur” – โค้งห้อย ย้วยยาว, “lanjang” – เรียวยาว, “lanjung” – สูงเรียวปลาย, “lantar” – ม้านั่งยาว, “lentur” – โค้งงอ, “paran” – คาน, ขื่อ, อเส,“peran” – เครื่องโครงหลังคาบ้าน, “rancang” – ไม้เรียวแหลม, “ranjang” – ที่นอน, “ranjau” – ซี่เล็กๆ และ “seran” – รอยขีดข่วนเป็นทางยาว],

[“delan” – ริ้วรอยบนผิวน้ำที่เกิดจากการสั่นไหว, “deran” – สั่นไหว, “lanyak” และ “lenyak” – หน้าดินแห้งจับตัวแข็ง จึงต้องพรวนดินให้ร่วนซุยก่อนการเพาะปลูก,“lanyau” – ดินโคลนระเหยแห้งตัว,“ranyau” – เร่ร่อน, ไม่อยู่เป็นที่, หลงลืม],

[“delan” – คลื่น ริ้วรอย, “deran” – การสั่นไหว, “kelanjar” – เด้งขึ้นลง ย้อนกลับคืน, “lancap” – ลื่น เรียบ, “lantun” – ยกขึ้น ย้อนกลับคืน, “lenja” – ไหลย้อย ไม่เป็นระเบียบ, “telan” – กลืน],

[“elan” – มุ่งไปข้างหน้า, “gelandang” – วิ่งไปทางนั้นทางนี้, “jalan” – ทางวิ่ง ถนน, “lancang” – วิ่งเร็วแรง มุทะลุ, “lancar” – คล่องตัว ไม่ติดขัด, “lancut” – ไหลพุ่งไปข้างหน้า, “landa” – ไหลลงไปทางที่ต่ำ, “landai” – ที่ราบเอียงเทน้อยๆ , “lanja” – ไปนั่นไปนี่, “lanjar” – ยืดยาว คล่องตัว, “lantai” – ชั้น ขั้นบันใด, “lantam” – หุนหัน พลันแล่น, “lantas” – ทางด่วน สายตรง, “pelan” – ทำให้ช้าลง วิ่งช้าๆ , “randah” – ไม่อยู่นิ่ง เคลื่อนตัวไปเรื่อยๆ , “randai” – ลุยผ่านไป, “rendah” – ต่ำเรี่ยดิน, “rantau” – ชายหาด ชายทะเล, “randak” – เคลื่อนตัวช้าๆ , “randuk” – ข้ามน้ำข้ามทุ่ง, “randung” – วิ่งชน และ “saran” – ชี้แนวทาง],

[“pulen” – บางเบา, ล่องลอย, นุ่มนวล, “pulan” – ข้าวสุกนุ่มกำลังดี และ “*bulaN” – ผู้ผุดโผล่ขึ้นท่ามกลางทะเลแห่งความมืด และล่องลอยออกไปอย่างอ่อนละมุน ซึ่งเป็นคำเดียวกับ “เบลือน” และ “เดือน”] เป็นต้น

ซึ่งคำเหล่านี้ทั้งที่ใช้เสียงตัว ล.ลิง ของรูปคำ “lan” และเสียงตัว ร.เรือ ของรูปคำ “ran” เป็นแก่นแกน ต่างมีความหมายพื้นฐานร่วมกันว่า “บางสิ่งแสดงลักษณะเป็นทาง เป็นเส้น เป็นความยาว เป็นช่วงระยะ มีการเชื่อมต่อถึงกันและกัน มีส่วนหัวและส่วนหาง มีทิศทาง มีพื้นที่ประกอบ และมีการเคลื่อนตัวไปมาไม่หยุดอยู่นิ่งเฉย” อันเป็นความหมายที่แทบจะถอดแบบกันออกมากับความหมายของคำว่า “เล่น”, “แล่น” และ “ลาน”

แล้วพอสืบสาวคำของพวก “คนพูดไท” ผ่านคำของไทยลุ่มเจ้าพระยาเป็นส่วนใหญ่ บนความหมายนามธรรมแบบเดียวกัน (ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของทางวิ่ง) ก็พบกลุ่มคำจำนวนมากที่เกี่ยวโยงกับคำแกน “เล่น/แล่น” อยู่ในรูปของคำควบกล้ำและคำโดดตามนิสัยสันดานของปาก “คนพูดไท” ที่มักชอบควบรวมหดสั้น ถึงหลากหลายคำจะเป็นคำโดด ที่เรียกขานด้วยเสียงอักษรนำฟังแล้วไม่น่าใช่ แต่หากมองที่รูปคำและความหมายเบื้องหลัง จะสังเกตได้ถึงความสัมพันธ์เป็นอย่างดี เป็นรูปคำที่ผ่านการยุบตัวควบรวมปรุงจนสุกได้ที่แล้ว โดยสามารถจัดแบ่งตามบทบาทหน้าที่ได้ถึง 6 กลุ่มคำย่อย เช่น

กลุ่มคำย่อย กาน, กัน, กั้น, กลั้น, ขั้น, คัน, คั่น, คร้าน, ค้าน, ชาน, ชั้น, บั่น, บั้น, ปัน, พาน, พัน, ฟัน, ราน, ลั่น, สั้น, หั่น, หลั่น เป็นกลุ่มคำย่อยที่แสดงบทบาทในเชิงสกัดขัดขวางเส้นทางให้เชื่องช้าลง เคลื่อนตัวได้ไม่สะดวก หรือทำให้ขาดสะบั้นออกจากกัน

กลุ่มคำย่อย ก้าน, คาน, คัน, ป่าน, ป้าน, ยาน, ย่าน, สาน, อาน เป็นกลุ่มคำที่แสดงบทบาทขยายรูปร่างยาวเดิมให้เป็นรูปธรรมชัดเจนมากยิ่งขึ้น

กลุ่มคำย่อย กร้าน, คัน, ครั่น, พรั่น, ยั่น, ราน, ลั่น, สั่น, หวั่น เป็นกลุ่มคำที่เน้นบทบาทของอาการแตกระแหงแห้งเป็นริ้วรอยของผิวหนังใดๆ

กลุ่มคำย่อย กลืน, คลื่น, คืน, ลื่น เป็นกลุ่มคำที่แสดงบทบาทของการลื่นไหล ไม่ติดขัด ซึ่งแตกต่างจากบทบาทของกลุ่มคำในข้อย่อยแรก ที่เน้นการขัดขวางเส้นทางมากกว่า

กลุ่มคำย่อย คลาน, ถลัน, ป่าน, ผ่าน, พล่าน, พลัน, ย่าน, ร่าน, ลาน, ลั่น, เล่น, แล่น, หว่าน เป็นกลุ่มคำที่แสดงบทบาทของการวิ่งไปวิ่งมาในแบบคล่องตัวว่องไว ยิ่งกว่าคำในกลุ่มลื่นไหล เปรียบเทียบให้เห็นภาพเช่นการเคลื่อนที่บนพื้นดินกับการเคลื่อนที่บนผืนน้ำ

และกลุ่มคำย่อย เขยื้อน, เคลื่อน, เดือน, เบือน, เพลิน, เยือน, เลือน, เลื่อน เป็นกลุ่มคำที่แสดงบทบาทของอาการเคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้า ค่อยเป็นค่อยไป ล่องลอยเบามือนุ่มละมุน

ซึ่งหลายๆ คำสามารถสืบย้อนโยงขึ้นไปถึงชั้นไท-กะได เหมือนคำว่า “แล่น” เช่นคำว่า

“กลั้น” (hold the breath) พบว่าพวก Bao Yen และ Yay เรียกแบบคำโดดแต่เสียงต่างว่า “canC1” สืบสร้างเป็นคำ Proto-Tai ว่า “*klanC

“กัน” (each other, together) พบว่าในคำศัพท์พื้นฐานไท-ไต ใช้เหมือนกันหลายพวก เช่น Sapa, Bao Yen, Cao Bang และ Lungchow เรียก “kanA1” ส่วนพวก Saek เรียก “kinA1-v” และสืบสร้างเป็นคำ Proto-Tai ว่า “*kanA

“คั่น” (intervene between) และ “คัน” (dike between rice fields) เทียบกับพวกไท-ไตเรียกใช้ดังนี้คือ พวก Bao Yen เรียกเหมือนไทยสยามว่า “khanA2”, พวก Cao Bang เรียกว่า “ǥ̈anA2”, พวก Lungchow เรียก “kanA2”, พวก Shangsi และ Yay เรียกเหมือนกันว่า “hanA2”, พวก Saek เรียก “ɣalA2” และสืบสร้างเป็นคำ Proto-Tai ได้ว่า “*ɣalA

“คร้าน” (lazy) คำที่ฟังแล้วไม่เข้าท่าเข้ากลุ่ม เพราะความเกียจคร้านจะหมายถึงการขีดคั่นได้อย่างไร แต่หากมองในมุมของการชอบอยู่นิ่งเฉยขี้เกียจเคลื่อนไหว ก็กลายเป็นสิ่งเดียวกับการขัดขวางตั้งแง่ให้การไหลเวียนนั้นสะดุดหยุดลง ในคำศัพท์พื้นฐานของพวกไท-ไตโดยอาจารย์พิทยาวัฒน์ พิทยาภรณ์ ไม่ปรากฏคำนี้ แต่กลับพบในบทความของอาจารย์ชื่อ “Layers of Chinese Loanwords in Proto-Southwestern Tai as Evidence for the Dating of the Spread of Southwestern Tai” ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร MANUSYA: Journal of Humanities, special issue No 20 ปี ค.ศ. 2014 โดยถือเป็นหนึ่งในคำหยิบยืมจากภาษาจีนโบราณก่อนยุคฮั่นตอนปลาย เข้าคริสตกาลไม่นานว่า “*N-kə.rʕanʔ” เทียบกับคำสืบสร้าง Proto-Southwestern Tai ว่า “*ɡra:nC” และภาษาจีนชั้นหลังต่อมาได้กลายเป็นคำโดดไปทั้งแผง ไม่ว่าจะเป็นในช่วงยุคจีนกลาง (Middle Chinese) ว่า “lanB” จนเข้ายุคจีนแมนดาริน (Early Mandarin) ว่า “lăn”

หากสิ่งที่น่าสนใจติดปลายนิ้วคือว่า คำเรียกความเกียจคร้าน กลับไปปรากฏในคำพูดของพวก Hlai ที่สืบค้นไว้โดย Peter Norquest ในงานวิจัยเสนอจบปริญญาเอก เมื่อปี ค.ศ. 2007 เช่น พวก Bouhin, Ha Em, Lauhut, Tongzha, Baoting และ Nadouhua เรียกว่า “la:n3”, ส่วน Cunhua เรียก “lɔn[5]”, Changjiang และ Moyfaw เรียก “la:ŋ3” และสืบสร้างเป็นคำ Proto-Hlai ว่า “*C-la:nʔ”

ซึ่งสังเกตว่ารูปคำนั้นเป็นไปในแนวเดียวกับคำต้นรากภาษา “เล่น/แล่น” อย่างชนิดยากหลีกเลี่ยง และเป็นคำเก่าแบบ prototype ที่แก่กว่า Proto-Tai ผู้เป็นสาแหรกบรรพชนของ Proto-Southwestern Tai จนอาจตีความในอีกด้านว่า นี่อาจเป็นคำของพวก “คนพูดไท” แท้ๆ ที่ได้เผื่อแผ่ภาษาเกียจคร้านให้กับภาษาจีนในชั้นหลังมากกว่า

“ปัน” (divide) คำที่เป็นที่รู้จักกันดีตั้งแต่พวกลุ่มเจ้าพระยา ขึ้นไปถึงถิ่นเหนือและสิบสองปันนา ในพวกไท-ไต เช่น ไทยสยาม, Sapa, Lungchow และ Saek ใช้เหมือนๆ กันว่า “panA1” อาจารย์พิทยาวัฒน์ พิทยาภรณ์ สืบสร้างเป็นคำ Proto-Tai ไว้ว่า “*panA”คำนี้เกี่ยวข้องใกล้ชิดอย่างมากกับคำว่า “พัน” ซึ่งถูกเรียกขานในหมู่พวก “คนพูดไท” หลายกลุ่ม ทั้งการแสดงบทบาทของจำนวนนับตามลำดับขั้นว่าหนึ่งพัน (one thousand) เช่น พวก Saek เรียก “phan4”, ไทยสยาม เรียก “phan1”, ลาว เรียก “phán”, พวก Dehong เรียกต่างไปนิดว่า “pan2” (คล้ายกับการเรียก “ปัน” มากกว่า “พัน”) และแม้แต่พวก Laha ก็เรียก “cạm6 phạn1” (อ้างจาก Austronesian Basic Vocabulary Database ค.ศ. 2008)

และบทบาทของการเข้าพัวพันอย่างลึกซึ้ง เช่น พวก Hlai ส่วนใหญ่เรียกในฐานะของ “braid” ว่า “phan1” และสืบสร้างเป็นคำ Proto-Hlai ว่า “*phən” (อ้างจาก Peter K. Norquest ค.ศ. 2007) และพวกไทยสยาม

ถ้าพยายามมองหาความหมายร่วมของการพัวพันและจำนวนนับหลักพัน อาจพานพบความแปลกใจว่า ทั้งสองต่างประกอบขึ้นจากส่วนย่อยๆ จำนวนมากเหมือนกัน อธิบายขยายความได้ว่า การพัวพันเกิดจากการแบ่งแยกตัวและควบรวมแบบธารน้ำประสานสาย “braided rivers” และจำนวนหลักพันเกิดจากการบั่นแบ่งปันถึง 10 ร้อยหน่วย ซึ่งหมายถึงโดยพื้นฐานแล้ว “พัน” คือพวกเดียวกับคำว่า “ปัน” และคำอื่นๆ ในกลุ่มนี้ ทั้งยังไม่ใช่คำที่มาจากต่างถิ่นต่างพวกแต่อย่างใด

แล้วยังพบคำเรียกคล้ายในพวก Hlai ในรูปของ “break” เช่น Bouhin และ Cunhua เรียก “phan3”, Ha Em, Lauhut และ Tongzha เรียก “pho:n3”, Zandui และ Baoting เรียก “phɔ:n3”, Nadouhua เรียก “phɔn3” และ Yuanmen เรียก “phu:n3, ส่วน Changjiang และ Moyfaw เรียกต่างไปว่า “pho:ŋ3” และ Baisha เรียก “phuaŋ3” และสืบสร้างคำ Proto-Hlai ว่า “*phə:nʔ”

หรือในรูปของ “separate” ที่ออกเสียงไปทางต้นคำ “เล่น/แล่น” อย่างเห็นๆ เช่นBouhin, Ha Em, Tongzha, Baoting, Moyfaw และ Baisha เรียกเหมือนๆ กันว่า “lan3”, Yuanmen เรียกว่า “lan6”, ส่วน Lauhut เรียกเพี้ยนไปนิดว่า “laɲ3” และ Zandui เรียก “lum6” สืบสร้างเป็นคำ Proto-Hlai ว่า “*C-ləɲʔ”

“ฟัน” ทั้งฟันในปาก ซึ่งเป็นอวัยวะสำหรับการขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน และการเงื้อมีดหรือดาบฟันชู้รักให้ขาดสะบั้นออกจากกัน โดย “ฟัน” (tooth) ในแบบแรกมีการใช้ใน “คนพูดไท” หลากหลายกลุ่ม เช่น

ในกลุ่ม Hlai (Baoding) เรียกแบบชัดเจนว่า “fan1” และสืบสร้างเป็นคำ Proto-Hlai โดย Peter Norquest ว่า “*fjən” ซึ่งแตกต่างจากคำสืบสร้างของอาจารย์ วีระ โอสถาภิรัตน์ ว่า “*ipan A”

ในกลุ่ม Kam-Sui เช่น พวก Mulam เรียก “fan1”, หรือออกเสียงใกล้เคียงในพวก Then เรียก “vən2”, พวก Sui เรียก “vjən1” และสืบสร้างคำ Proto-Kam-Sui ว่า “*pjwan1”

ในกลุ่ม Lakkja เรียก “wan2” และสืบสร้างเป็นคำ Proto-Lakkja ว่า “*wan A2”

ในกลุ่ม ไท-ไต สาขาเหนือบางพวก เช่น พวก Zhuang (Wuming), Laibin, Yongnan และ Long’an เรียกเหมือนกันว่า “fan2” และในกลุ่ม ไท-ไต สาขาตะวันตกเฉียงใต้ เช่น ไทยสยาม เรียก “fan2” สืบสร้างเป็นคำ Proto-Southwestern Tai ว่า “*van A2” และสืบสร้างเป็นคำ Proto-Tai ว่า “*wan A”

ส่วนพวกอื่นๆ นั้นเรียกแตกต่างออกไป เช่น คล้ายกับคำว่า “เขี้ยว” หรือคำว่า “*l-pən A” ของ Proto-Kra ซึ่งไปคล้ายกับคำของทาง “คนพูดออสโตรนีเซียน” ที่สืบสร้างไว้ว่า “*nipen” หรือ “*lipen” (Zorc) เป็นต้น (อ้างจาก Austronesian Basic Vocabulary Database ค.ศ. 2008)

ส่วน “ฟัน” (slash) ในแบบที่สอง เท่าที่ค้นจากคำศัพท์พื้นฐานของอาจารย์ พิทยาวัฒน์ พิทยาภรณ์ ค.ศ. 2009 พบว่าพวกไทยสยาม, Sapa และ Yay เรียกเหมือนกันว่า “fanA2”, พวก Bao Yen เรียก “phanA2” (คล้ายกับคำเรียก “พัน”), Cao Bang เรียก “vanA2” และ Saek เรียก “valA1 -t” และสืบสร้างเป็นคำ Proto-Tai ว่า “*walA” (ใกล้เคียงกับ “ฟัน” ที่ใช้ขบเคี้ยว)

เช่นเดียวกับคำว่า “พัน” ทั้งสองความหมายนั้นต่างมีพื้นฐานร่วมรากคือ ทำให้บางสิ่งแยกขาดออกจากกันไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งบ่งชี้นัยยะว่า “ฟัน” ที่ใช้ในแบบข้างต้น บางทีอาจพัฒนามาจากกลุ่มคำเก่าเหมือนๆ กัน และบางอารมณ์อาจเป็นกลุ่มที่เหินห่างจากความสัมพันธ์ดั้งเดิมกับคำออสโตรนีเซียนว่า “*nipen” หรือ “*lipen” (Zorc) ตามที่นักภาษาศาสตร์เชิงประวัติหลายท่านได้สืบสาวเรื่องราวไว้

คำว่า “ก้าน” (stem) รูปร่างยาวๆ เป็นคำควบรวมหดสั้นได้ที่ ซึ่งพวกไท-ไตเรียกกันอยู่สามสี่พวก ได้แก่ ไทยสยาม, Sapa, Yay และ Saek ว่า “ka:nC1” และสืบสร้างเป็นคำ Proto-Tai ว่า “*ka:nC

ตรงกับคำของพวก Kam-Sui ที่รวบรวมไว้โดย Ilya Peiros ค.ศ. 1998 เช่น พวก Yanghuang เรียก “kan.3” และ Maonan เรียก “kan.6 [*v] และสืบสร้างเป็นคำ Proto-Kam-Sui ว่า “*ka:n.C”

ถ้าก้านนั้นแข็งแรงและใหญ่โตเพียงพอ ก็อาจใช้เป็น “คาน” (beam) อีกหนึ่งคำรวมหดสั้น เพื่อเอาไว้แบกหาม ตั้งแต่ไม้คานหาบสาแหรก คานกระดก ครกกระเดื่อง จนถึงคานบ้านคานเรือน ที่แปรเปลี่ยนคำเรียกไปเป็น “ขื่อ” สำหรับรองรับโครงหลังคาบ้าน และคานอำนาจเพื่อการถ่วงดุลใดๆ คำศัพท์ไท-ไตพื้นฐานสืบค้นคำว่า “คาน” (carrying pole) ไว้ดังนี้ ไทยสยาม เรียก “kha:nA2”, พวก Sapa, Bao Yen และ Lungchow เรียกว่า “ka:nA2”, Shangsi กับ Yay เรียก “ha:nA2” และ Saek เรียก “ɣa:nA2” และสืบสร้างเป็นคำ Proto-Tai ว่า “*ԍa:nA

คำของพวก Kam-Sui ที่สืบค้นไว้โดย Ilya Peiros ก็เรียกไม่แตกต่าง เช่น Kam (Southern Dong) เรียก “la:n.2”, Then เรียก “ʔa:n.1”, Yanghuang เรียก “ɣan.1”, Maonan เรียก “ŋga:n.1”, Standard Sui และ Lingam Sui เรียก “Ra:n.1”, Mak และ Jinhua เรียก “ga:n.1” และสืบสร้างเป็นคำ Proto-Kam-Sui ว่า “*Ra:n.A”

หากถ้าเรียวเล็กไม่พอใช้ค้ำยัน ก็อาจทำเป็น “คัน” (handle, rod) ไม้หวายยาวเรียว หรือด้ามจับ เช่น คันเบ็ดตกปลา คันร่ม พวกไท-ไต เช่น ไทยสยาม เรียก “khanA2”, Shangsi เรียก “khanA1”, Yay เรียก “kanA2” และ Saek เรียก “khalA2” และสืบสร้างคำ Proto-Tai ว่า “*galA

หรือนำมาเป็นคันว่าวผูกสาย “ป่าน” (hemp) ผู้มีความหมายในสองสามนัยยะ ทั้งชื่อของต้นปอป่าน, สายป่าน และการเดินทางของเวลา โดยความหมายว่าปอป่านและสายป่านนั้น พวกไท-ไต เช่น ไทยสยาม, Sapa, Bao Yen, Cao Bang และ Lungchowเรียกเหมือนกันว่า “pa:nB1” และสืบสร้างเป็นคำ Proto-Tai ว่า “*pa:nB

คำพวก Kam-Sui ของ Ilya Peiros ก็เรียกใช้คล้ายๆ กัน เช่น Mulam เรียก “ŋha:n.1”, Kam (Southern Dong) เรียก “ʔa:n.1”, Yanghuang เรียก “ɣan.1”, Maonan เรียก “ŋga:n.1”, Standard Sui เรียก “Ra:n.1”, Mak และ Jinhua เรียก “ga:n.1”

“สาน” (weave) ส่วนใหญ่ใช้กับเครื่องจักสานต่างๆ แต่ในอดีต เช่น กระบุง, กระจาด, เสื่อสาด และฝาบ้าน สืบต่อลงมายังการสอดประสานงานเช่นในปัจจุบัน เป็นคำเก่าของพวกไท-ไตทั้งหลาย เช่น ไทยสยาม, Sapa และ Saek เรียก “sa:nA1”, พวก Bao Yen เรียก “tha:nA1”, พวก Cao Bang, Lungchow และ Shangsi เรียก “ɬa:nA1” และ Yay เรียก “θa:nA1” และสืบสร้างเป็นคำ Proto-Tai ได้ว่า “*sa:n”

พวก Kam-Sui เรียก “สาน” (weave, plait) คล้ายกับพวกไท-ไต เช่น พวก Kam (Southern Dong), Mak และ Jinhua เรียก “sa:n.1”, Then เรียก “tha:n.1”, Maonan เรียก “ta:n.1” และ Standard Sui เรียก “ha:n.1” และสืบสร้างเป็นคำ Proto-Kam-Sui ว่า “*s(r)a:n.1”

และพวก Hlai บนเกาะไหหลำหลายกลุ่ม เช่น Bouhin, Ha Em, Lauhut, Tongzha, Zandui และ Baoting มีคำเรียกที่หลับที่นอน (mattress) ซึ่งสืบค้นไว้โดย Peter Norquest ในท่วงทำนองไม่ต่างมากนักว่า “ka:n1” และสืบสร้างเป็นคำ Proto-Hlai ว่า “*ka:n”

“อาน” (saddle) แสดงนัยยะของความยาวและมีการแอ่นตัวตรงกลางลงไปอย่างชัดเจน เช่น หลังอาน, อานม้า หรืออานนั่ง คำศัพท์พื้นฐานไท-ไตของอาจารย์ พิทยาวัฒน์ พิทยาภรณ์ ได้สืบค้นไว้ดังนี้ ไทยสยาม, Cao Bang, Shangsi, Yay, Saek เรียกเหมือนกันว่า “ʔa:nA1” และ Sapa เรียก “ʔa:nA” และคำสืบสร้าง Proto-Tai คือ “*ʔa:nA

อาจารย์พิทยาวัฒน์ พิทยาภรณ์ ได้ตีความในภายหลังว่า คำนี้เป็นคำหยิบยืมมาจากภาษาจีน โดยไม่สามารถระบุช่วงเวลาที่แน่ชัดได้ ซึ่งภาษาจีนโบราณ (Old Chinese) สืบสร้างไว้ว่า “*[ʔ]ʕan”, ปลายยุคฮั่น (Late Han) เรียก “ʔɑn” และยุคกลาง (Middle Chinese) เรียก “ʔan” (อ้างจากเรื่อง “Layers of Chinese Loanwords in Proto-Southwestern Tai as Evidence for the Dating of the Spread of Southwestern Tai”)

อย่างไรก็ตาม ถ้ามองจากมุมของรูปร่างลักษณะแล้ว จะเห็นว่าโน้มเอียงมาทางคำว่า “สาน” และ “ยาน” และเมื่อผสานเข้ากับคำว่า “แอ่น” ที่ใกล้เคียงทั้งในเชิงรูปและความหมายว่าโค้งตัว หรือโอนไปเอนมา ก็ยิ่งให้น้ำหนักว่าเป็นคำของ “คนพูดไท” ดั้งเดิมมากกว่าที่จะเป็นคำหยิบยืมจากภาษาจีนเก่า และกลับกลายเป็นว่า “คนพูดจีน” ต่างหาก ที่อาจมาขอหยิบยืมคำพูดไปจาก “คนพูดไท”

“คัน” (itch) ในความหมายของการคันคะเยอ แบบเมื่อเข้าหน้าหนาว เพราะผิวหนังช่างแห้งแล้ง หรืออาการคันในแบบทั่วไป ซึ่งตรงกับคำศัพท์ไท-ไตในหลายพวก เช่น ไทยสยาม และ Bao Yen เรียก “khanA2”, Sapa เรียก “xanA2” และ Saek รียก “ɣalA2” และสืบสร้างเป็นคำ Proto-Tai ได้ว่า “*ɣalA

“ยั่น” (fear) หรือ “ย่าน” ก็ใช้ ในความหมายว่าหวั่นกลัวตัวสั่นไหว เป็นคำหดสั้นที่พบในคำพูดพื้นฐานของไท-ไต เช่น ไทยสยาม เรียก “janC1 –v”, พวกSapa, Bao Yen และ Lungchow เรียกเหมือนกันว่า “ja:nC1” และ Cao Bang เรียก “ja:nC2” และสืบสร้างเป็นคำ Proto-Tai ว่า “*ja:nC

“ราน” (cracked) กับอีกสถานะความหมายของการปริแตกเป็นลายทางว่า ในภาษาของทาง Hlai มีคำหนึ่งที่เขียนในภาษาอังกฤษว่า “dry” ซึ่ง Peter Norquest ได้ทำการสืบค้นไว้ เรียกขานคล้ายกับคำเรียกผิวหนังที่แตกระแหงเพราะความแห้งแล้งในภาษา “เล่น/แล่น” หลายพวก เช่น Bouhin, Ha Em, Lauhut และ Tongzha ใช้ว่า “ra:n2” ส่วน Zandui และ Baoting ใช้ว่า “la:n2” และสืบสร้างเป็นคำ Proto-Hlai ว่า “*ɾa:nɦ”

“กลืน” (swallow) เป็นหนึ่งในคำพูดพื้นฐานของผู้คนที่จำเป็นต้องมี และใช้คู่กับคำพูดเคี้ยวดื่มกินทั้งหลาย เป็นการกลืนบรรดาสิ่งที่กลั้วเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อยแล้วนั้นให้ไหลลื่นลงท้องไป ยกเว้นในบางความกระหายหิวมากล้นเกินกว่าความอยากในการละเลียดลิ้นชิมรสชาติของอาหาร จนถึงต้องบายพาสขั้นตอนการเคี้ยวในแก้มกระพุ้งปากไปอย่างรวดเร็ว ในแบบของการเขมือบและกลืนกิน ซึ่งสุ่มเสี่ยงถึงตายเพราะอาหารติดคาคอมานักต่อนักแล้ว

Yongxian Luo แห่งมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ออสเตรเลีย ได้เคยลงบทความเรื่อง “Sino-Tai Words for to Eat” ในวารสารภาษาและภาษาศาสตร์ ปีที่ 28 ฉบับที่ 2 มกราคม – มิถุนายน พ.ศ. 2553, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สืบสาวความสัมพันธ์ของกลุ่มคำที่เกี่ยวข้องกับการดื่มกินของไท-ไตและจีนโบราณ ซึ่งปรากฏว่าคำ “กลืน” เป็นหนึ่งในหลายคำที่แสดงความเชื่อมโยงกันมาแต่หนหลัง และอาจถึงขั้นเป็นคำร่วม Sino-Tai เลยทีเดียว ดังที่ได้อ้างถึง Gongwan Xing ค.ศ. 1999 จากเรื่อง “A Handbook of Comparative Sino-Tai” โดยคำจีนยุคโบราณ (Old Chinese) เขียนว่า “˙ienh” และยุคกลาง (Early Middle Chinese) เขียนว่า “ʔɛnʰ” เทียบกับคำสืบสร้างไท-ไตโบราณว่า “*klïïn A1”

เนื่องจากคำนี้ไม่ปรากฏในคำศัพท์พื้นฐานของพวกไท-ไต ที่อาจารย์ พิทยาวัฒน์ พิทยาภรณ์ ได้ทำการสืบสาวไว้ จึงต้องพึ่งพาทางพวก Hlai ที่ถูกสืบค้นไว้โดย Peter Norquest ซึ่งพบคำหนึ่งเขียนว่า “gluttonous” แปลว่าเขมือบ, กินอย่างตะกรุมตะกราม, หิวกระหายคงพอได้ เช่น พวก Bouhin, Ha Em, Tongzha, Baoting, Cunhua, Changjiang, Moyfaw และ Baisha ต่างเรียกเหมือนกันว่า “la:n1”, ส่วนพวก Lauhut เรียก “la:ɲ1”, พวก Zandui เรียก “la:n4”, Nadouhua เรียก “lɔn1” และพวก Yuanmen เรียก “lan4” และสืบสร้างเป็นคำ Proto-Hlai ว่า “*C-la:ɲ” เป็นการเรียกการกินอย่างมูมมามที่ต้องบอกว่าคล้ายกับคำควบกล้ำ “กลืน” ของทางลุ่มเจ้าพระยา และกลุ่มภาษา “เล่น/แล่น” ต้นทางเสียจริงๆ

นอกจากนั้นในคำศัพท์พื้นฐานของพวก Kam-Sui ซึ่งรวบรวมไว้โดย Ilya Peiros พบว่า “swallow” ที่แปลว่ากลืน ก็ยังเรียกใกล้เคียง ดังนี้ พวก Mulam เรียก “hlan.1”, Kam (Southern Dong) เรียก “han.1”, Then เรียก “len.1”, Maonan เรียก “dan.2”, Standard Sui เรียก “dan.1”, Mak เรียก “ʔdun.3”

“ลื่น” (slippery) นั้นเห็นชัดว่า เข้าคู่ควบหดสั้นกับคำควบกล้ำ เช่นคำว่า “กลืน” มากกว่าใคร โดยละทิ้งกระพี้เหลือแต่แก่น เป็นคำที่ใช้กันแพร่หลายในพวกไท-ไต เช่น ไทยสยาม เรียก “lɯ:nB2”, Sapa เรียก “munB2”, Bao Yen เรียก “mjɯ:nB2”, Lungchow เรียก “lɤ:nB1 –t”, Saek เรียก “mlɯ:lB2” และสืบสร้างเป็นคำ Proto-Tai ว่า “*m.lɯ:lB

พวก Kam-Sui ก็ยังคงใช้ไม่ห่างกันมากนัก อ้างจาก Ilya Peiros เช่น พวก Kam (Southern Dong) เรียก “kan.1”, Standard Sui เรียก “djan.1” และพวก Jinhua เรียก “ljan.1”

“คืน” (night) ซึ่งผมตีความว่าอยู่ในกลุ่มเดียวกับ “กลืน” เป็นหนึ่งในคำพูดสองคำของ “คนพูดไท” ที่มักถูกเรียกใช้ในช่วงโมงยาม ที่อยู่ฟากตรงข้ามกับฟ้ารุ่งสาง เช่น

พวก Kam-Sui ส่วนใหญ่ ใช้คำใกล้เคียงกับ “ค่ำ” เช่น พวก Dong, Southern เรียก “ȵɐm53”, พวก Chadong เรียก “ȵam5 lap7”, พวก Then, Sui และ Maonan เรียก “ʔȵam5”, พวก Biao (Shidong) เรียก “ha:m5”, พวก Mak (Laliu) และ Ai-Cham (Taiyang) เรียก “ȵam5” และ Dong, Northern เรียก “ȵɐm55” และสืบสร้างคำ Proto-Kam-Sui ว่า “*ʔȵam5” และเป็นคำที่หมายถึงตอนพลบค่ำเท่านั้น

พวกไท-ไตใช้ “ค่ำ” และ “คืน” ปะปนกันไป บางพวกใช้คำเดียวแทนทั้งพลบค่ำและค่ำคืน บางพวกใช้แยกกัน เช่น ไท-ไตสาขาเหนือ ส่วนใหญ่เรียก “ham6” คำเดียว, พวก Saek เรียก “ɣam5” แทนพลบค่ำ และ “ɣɯn4” แทนค่ำคืน, Zhuang (Wuming) เรียก “toŋ2 ham6” แทนพลบค่ำ และ “kja:ŋ1 ŋɯn2” แทนค่ำคืน

ไท-ไตสาขากลาง เรียกต่างๆ กัน ที่คล้าย “ค่ำ” และ “คืน” เช่น Longzhou เรียก “kam6”, Daxin เรียก “hɯn2”, Debao เรียก “jam6”, Guangnan Nong เรียก “ham6”, Yanshan Nong เรียก “xɯn2” เป็นต้น

ไท-ไตสาขาตะวันตกเฉียงใต้ มักเรียกคู่กัน เช่น Dehong เรียก “xam6” และ “xɨ n2”, Tai Phake เรียก “khü:n2” และ “kham5”, Tai Aiton เรียก “khɯn2” และ “kham2” และไทยสยาม เรียก “ค่ำ” และ “คืน”

อาจารย์พิทยาวัฒน์ พิทยาภรณ์ ได้สืบสร้างคำ Proto-Tai สำหรับ “ค่ำ” และ “คืน” ไว้ว่า “ɣamB” และ “ɣɯ:nA” ตามลำดับ

ส่วนพวก Hlai และ Kra เรียกผิดแผกแตกต่างออกไปค่อนข้างมาก (อ้างจากพจนานุกรม Austronesian Basic Vocabulary Database ค.ศ. 2008)

คำว่า “ค่ำ” ได้เคยถูกกล่าวถึงตีความไว้ในเรื่อง “ค่ำแล้ว แฮ เดือนเจอค่ำ” เป็นคำโดดที่ก่อเกิดจากคำควบกล้ำว่า “คล้ำ” (ถอดเสียงจากสำเนียงจีนโบราณว่า “ɦgraams”) ที่แปลว่าหม่นหมองในสมัยปัจจุบัน หากในสมัยขับขานบทเพลงชู้รักอันอื้อฉาว “Song of the Yue boatman” เมื่อกว่าสองพันห้าร้อยปีมาแล้ว บนที่ราบลุ่มแม่น้ำแยงซีตอนล่าง คำนี้หมายถึงความมืดค่ำยามตะวันชิงพลบ เป็นคำควบกล้ำที่อยู่ในหมู่เดียวกับภาษา “น้ำ” ของไท-กะไดและออสโตรนีเซียน จากคำว่า “dalam” ที่แปลว่าภายใน ข้างใน หรือคำใกล้เคียงเช่น “ malam” ที่แปลว่ากลางคืน คำเดียวกับ “ล้ำ”, “ลำ” และ “แรม” เป็นต้น

คำว่า “คืน” โดยทั่วไปแปลนัยยะได้สองแบบว่ากลางคืนและการกลับคืน ในกรณีกลางคืน สามารถตีความได้ว่าหมายถึงดวงตาวัน ผู้เป็นต้นแสงแห่งการมองเห็น ยามถูกกลืนกินมืดลับเข้าไปสู่ปากและท้องอันกว้างขวางใหญ่โตของพญาคันคาก และในกรณีของการกลับคืน เช่นยามรุ่งเช้า ก็เป็นการ “คลาย” หรือ “คาย” (หนึ่งในภาษา “ร้อย”) ดวงตาวันออกมาจากท้องของพญาคันคาก กลับคืนสู่อ้อมอกของผืนโลกดังเดิม สอดคล้องกับความหมายสองลักษณะตามพจนานุกรมไทยฯ ที่ยังรักษาความหมายดั้งเดิมไว้ได้ดีว่า “น. ระยะเวลาตั้งแต่ย่ำค่ำถึงย่ำรุ่ง, เวลากลางคืน. คืนยังรุ่ง ว. ตลอดคืน.” และ “ก. กลับเข้าสู่ภาวะหรือฐานะเดิม. ว. กลับดังเดิม เช่น ได้คืน กลับคืน ส่งคืน.”

“คลาน” (crawl) เป็นคำควบกล้ำเก่าแก่ที่ยังคงรูปร่างและสืบต่อความหมายมาจนถึงทุกวันนี้ ในอาการของการคืบตัวไปข้างหน้าแบบสัตว์สี่ขา และเลื้อยตัวตวัดไปมาแบบสัตว์ไร้ขา คำศัพท์พื้นฐานไท-ไตปรากฏดังนี้ ไทยสยาม เรียก “khla:nA2”, Sapa เรียกโดดว่า “ca:nA2”, Cao Bang เรียก “za:nA2”, Lungchow เรียก “kja:nA2”, Shangsi เรียก “lunA2” และที่น่าสนใจคือพวก Yay และ Saek ใช้คำคล้ายกับ “เลื่อน” ว่า “rɯǝnA2” และ “luǝnA2” ตามลำดับ แล้วสืบสร้างเป็นคำ Proto-Tai ว่า “*g.lwɤ:nA

คำว่า “ผ่าน” (past, pass, cross) เป็นคำที่มีความใกล้ชิดกับคำว่า “ป่าน” แบบการเดินทางของเวลา เช่น ป่านฉะนี้ ถึงป่านนี้ คำนี้น่าจะเป็นคำเก่าแก่ ถึงแม้ว่าไม่พบในคำศัพท์พื้นฐานไท-ไตของอาจารย์ พิทยาวัฒน์ พิทยาภรณ์ แต่ร่องรอยของคำนี้ได้ปรากฏอย่างชัดเจนในคำเรียก “วันวาน” (yesterday) และ “ปีวาน” (last year) ของพวก Hlai เช่นที่ Peter Norquest ได้สืบสาวไว้ว่า

โดยส่วนใหญ่ ไม่ว่าพวก Ha Em, Lauhut, Tongzha, Zandui, Baoting, Cunhua, Nadouhua และ Yuanmen ต่างเรียกทั้ง “วันวาน” และ “ปีวาน” ในคำเดียวเหมือนกันว่า “phan3” ส่วนที่เหลือ เช่น พวก Changjiang, Moyfaw และ Baisha เรียกด้วยคำเดียว หากรูปคำต่างไปนิดว่า “ph3” และพวก Bouhin เรียกด้วยคำเดียวเช่นกันว่า “phen3” แม้แต่พวก Jiamao ก็เรียก “วันวาน” ไม่ต่างนักว่า “phɔ:n1” หากเรียก “ปีวาน” ต่างออกไป และสืบสร้างคำ Proto-Hlai สำหรับ “วันวาน” และ “ปีวาน” ว่า “*phǝnʔ” และ “*pǝnʔ” ตามลำดับ

“หว่าน” (sow) คำนี้มักใช้คู่กับการหว่านไถเพื่อปลูกพืชพันธุ์แต่เดิมมา เป็นการขว้างเม็ดข้าวเม็ดพืชออกไปจากกำมือ ให้ตกกระจายทั่วผืนนาและผืนไร่ จนกลายเป็นคำสมัยใหม่ถูกนำไปใช้กับการหว่านโปรยสิ่งล่อใจต่างๆ เพื่อหวังผลที่จะได้กลับคืนในปริมาณมากกว่า พวกไท-ไตใช้คำนี้กันแพร่หลาย เช่น ไทยสยาม, Bao Yen และ Shangsi เรียก “wa:nB1”, พวก Sapa และ Lungchow เรียกแทบไม่ต่างว่า “va:nB1”, Cao Bang เรียกโทนสามัญว่า “wa:nA1” และ Saek เรียก “va:lB1” และสืบสร้างได้คำเก่าว่า “*C̥.wa:lB

“เดือน” ซึ่งผันแปรมาจากรูปเก่าคำเดิม เขียนในภาษาออสโตรนีเซียนว่า “*bulaN” และอินโดนีเซียเรียกขานว่า “bulan อ่านว่า บุลัน/บุหลัน” แปลกันแบบชัดถ้อยคำว่า “พระจันทร์” (moon) หรือผู้ผุดโผล่ขึ้นท่ามกลางทะเลแห่งความมืดมิด และล่องลอยออกไปอย่างอ่อนละมุน หากคำนี้ไม่ควรสับสนกับคำที่พึ่งหยิบยืมเข้ามาใช้ เช่น “บุหลัน” คำเรียกพระจันทร์ ได้ถูกนักภาษาศาสตร์เชิงประวัติสืบสาวกันค่อนข้างแน่ชัดแล้วว่า เป็นคำร่วมรากเดียวกันระหว่างคำเรียกของทาง “คนพูดไท” และ “คนพูดออสโตรนีเซียน” เป็นคำเรียกที่ถูกใช้อย่างกว้างขวางในภาษาของทั้งสองพวกจนถึงทุกวันนี้

ในหมู่ “คนพูดไท” โดยเฉพาะพวก Proto-Tai ได้แปรเปลี่ยนโครงสร้างต้นทางสองพยางค์ “*bulaN” ไปอยู่ในโครงสร้างคำควบกล้ำภายใต้สระ “เอือ” เรียก “*ɓlɯǝn A” อย่างชัดถ้อยชัดคำ และยังคงสภาพเสียงตัว บ.ใบไม้ และตัวกล้ำ ล.ลิง ไว้ได้ดีกว่าพวกอื่นๆ แม้สืบต่อลงมายังชั้นลูก เช่นสาย Proto-Southwestern Tai ก็ยังเรียกได้ใกล้เคียงคือ “*ʔblɯan A3” จนภายหลังเช่นในชั้นลุ่มเจ้าพระยาจึงได้นำเสียง ด.เด็ก มาเป็นตัวนำแทนเสียง บ.ใบไม้ ในคำ “เบลือน” รวมถึงหดสั้นกลายเป็น “เดือน” ในที่สุด

ส่วนคำเรียกพระจันทร์ของไท-กะไดสายอื่นๆ เป็นดังเช่น

คำสืบสร้างของ Proto-Hlai ฉบับ Peter Norquest เรียก “*C-ɲa:n”

และฉบับของอาจารย์ วีระ โอสถาภิรัตน์ เรียก “*ɲa:n A”

คำสืบสร้างของ Proto-Kra คำหนึ่งเรียก “*m-ɖjan A”

และคำสืบสร้างของ Proto-Kam-Sui เรียก “*nüa:n1”

(อ้างจาก Austronesian Basic Vocabulary Database ค.ศ. 2008)

ที่สำคัญคือ ยังสามารถเทียงเคียงบทบาทหน้าที่ของแต่ละกลุ่มย่อยกับกลุ่มคำของอินโดนีเซียได้เป็นอย่างดี โดยไม่จำเป็นต้องสืบสร้างขึ้นไปจนถึงคำชั้นโบราณทั้งหมด เพราะเป็นการเทียบในลักษณะกลุ่มคำที่โยงใยกับคำแกนและความหมายพื้นฐานเป็นหลัก

ยังเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการแตกตัวของคำในกลุ่มภาษา “เล่น/แล่น” ที่ไม่ได้จำกัดวงแต่เพียงเรื่องของพื้นที่ว่างหรือสนาม หรือพื้นที่แบนยาวมีการขยับตัว หากกินความมากมายถึง 6 ประเภท ตั้งแต่เรื่องของการกีดกั้นขัดขวางเส้นทางเดิน การบั่นแบ่งหั่นซอยของยาวออกเป็นชิ้นสั้นๆ การเป็นก้านคันและคานรับน้ำหนัก การแห้งแตกระแหงและลั่นสั่นไหว การกลืนกินและไหลลื่นเป็นทางยาว การเคลื่อนที่ขยับตัววิ่งออกไปตามเส้นทางอย่างวุ่นวาย และการล่องลอยเลื่อนเลือนแบบดวงจันทร์

ยังสืบสาวบ่งชี้ด้วยว่า คำที่ตีความคาดกันว่าเป็นคำเก่าหยิบยืมจากภาษาจีนโบราณนั้น เดิมแท้แล้วอาจเป็นความจริงที่สลับด้านก็เป็นได้

และยังเป็นเรื่องที่แสดงนัยยะอย่างตรงไปตรงมาว่า กลุ่มภาษา “เล่น/แล่น” ที่คำว่า “ลาน” เป็นหนึ่งในสมาชิก เป็นภาษาอันเก่าแก่ที่หยั่งรากลึกถึงโคตรเหง้าของ “คนพูดไท” ทั้งหมด และทะลักล้นข้ามน้ำข้ามทะเลขึ้นไปพัวพันยัง “คนพูดออสโตรนีเซียน” อย่างเพื่อนสนิท (อ้างจากเรื่อง “ล้อ “เล่น” ให้ถึงใจ โลด “แล่น” ให้ถึงชีวิต”, สุพัฒน์ เจริญสรรพพืช พ.ศ. 2560)

จึงได้ข้อสรุปชั้นที่สองตอกย้ำลงไปว่า “ลาน” เป็นคำเก่าเดิมของพวกลุ่มเจ้าพระยาและคนเมือง ที่ต่างพูดจาสื่อสารกันด้วยภาษาไท-กะได อย่างไม่ควรมีข้อสงสัยใดๆ หลงเหลือ ในความเห็นส่วนตัวของผม

บนคำจำกัดความที่ขอย่ำย้ำให้กระจ่างชัดประกาศให้ทราบโดยถ้วนทั่วกันว่า “ลาน” คือ “พื้นที่โล่งราบ รูปร่างยาว เพื่อการประกอบกิจกรรมใดๆ” เน้นที่คำว่า “รูปร่างยาว” อย่างเป็นพิเศษชนิดขาดไม่ได้ หากเมื่อใดก็ตามที่ “ยาว” ตกหล่นหายไป ความเป็น “ลาน” ก็หมดความหมายลงเช่นกัน

ซึ่งแตกต่างจากคำว่า “ข่วง” ของคำเมืองและถิ่นอีสาน ที่แปลว่าพื้นที่เปิดโล่งและกว้าง สำหรับใช้ทำกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น ลงข่วง เป็นต้น สิ่งที่น่าสนใจคือ คำว่า “ข่วง” นั้นถือเป็นอีกหนึ่งคำเก่าแก่ของพวก “คนพูดไท” เป็นคำรากเดียวกับ “กว้าง” (wide) ของพวกลุ่มเจ้าพระยา ขึ้นไปจนถึงพวกจ้วงในแถบกวางสี และไม่ได้เป็นคำหยิบยืมจากภาษาจีนโบราณแต่อย่างใด เป็นคำของพวก “คนพูดไท” แท้ๆ ที่แสดงความสัมพันธ์กับรากเก่า “คนพูดออสโตรนีเซียน” อย่างเข้าถึงแก่น เช่นคัดจากเรื่อง “กว้าง” เป็นคำยืม หรือคำร่วมรากภาษาจ้วง-จีน...หรือ” (สุพัฒน์ เจริญสรรพพืช พ.ศ. 2559) ความว่า

“Laurent Sagart จับคำออสโตรนีเซียนโบราณ (PAn) ว่า “*bawaŋ” ที่แปลว่าแผ่นดินหรือผืนน้ำอันเปิดโล่ง มาเคียงคู่กับคำจีนโบราณว่า “*gwaŋที่แปลว่าทะเลสาบ หรือแอ่ง (วัง) น้ำ แทนที่จะเป็นคำว่า “kwangx/ก่วง/กว่าง” ที่แปลว่ากว้าง และเป็นคำออสโตรนีเซียนเก่าแก่ว่า “*bawaŋนี้เองที่กระตุ้นความสนใจขึ้นมาในทันที

เพราะคำว่า “*bawaŋของทางออสโตรนีเซียนนี่แหล่ะ เข้าเค้าที่สุดในการสืบสาวความเป็นมาของคำว่า “ก่วง”, “กว่าง” หรือ “กว้าง” โดยการแยกคำความหมายออกเป็นสองพยางค์จะได้ *ba+wang ซึ่งคำว่า “*ba” แปลว่าการแบกรับภาระ เป็นคำเดียวกับ “บ่า” ของไทย หรือแปลว่าการท่วมท้นของบางอย่างเช่นสายน้ำ หรือแอ่งรองรับน้ำก็ได้ ส่วนคำว่า “wang” ในภาษาอินโดนีเซียพบประกอบสร้างอยู่ในหลายคำ อ้างจากพจนานุกรมภาษาอินโดนีเซียฉบับ Kamus Besar Bahasa Indonesia ค.ศ. 2012 ดังนี้

คำว่า “awang อ่านว่า อาวัง” แปลว่าห้องหรือพื้นที่ขนาดกว้างขวางบนผืนพิภพ, ที่ว่าง, ถ้าใช้กับชีวิตก็หมายถึงใช้ชีวิตเยี่ยงราชา, ใช้กับระยะทางก็อีกยาวไกลกว่าจะสุดทาง, ใช้กับความสูงว่าสูงยิ่งนัก, ใช้กับความสุขว่าสุขยิ่งยวด เป็นต้น นอกจากนั้นยังแปลว่าเด็กๆ หรือคำเรียกผู้ชาย และหมายถึงเป็นเพื่อนร่วมสังคม

คำว่า “gawang อ่านว่า กาวัง” คือการตั้งเสาสองต้นและผูกโยงด้านบนเข้าหากัน เช่นการทำประตูฟุตบอล

คำว่า “kawang อ่านว่า กาวัง” แปลว่าการมัดผ้าโสร่งเป็นปมที่หน้าอก

คำว่า “lawang อ่านว่า ลาวัง” แปลว่าประตูขนาดใหญ่ เช่นประตูวัง ประตูวัด

คำว่า “sawang อ่านว่า ซาวัง” แปลว่าห้องหรือพื้นที่ว่างเปล่าใหญ่โต เช่นอยู่ระหว่างผืนฟ้าและพื้นดิน หรือใช้กับผืนป่าขนาดใหญ่ หรือรวงรังที่รวมกันอยู่มากมาย

คำว่า “tawang อ่านว่า ตาวัง” แปลคล้ายคำว่า “awang” และ “sawang” ว่า ห้องหรือพื้นที่ขนาดใหญ่กางกั้นระหว่างผืนฟ้าและพื้นดิน

ถ้าเป็นคำว่า “wang” เฉยๆ จะแปลว่า บ้านของพระราชา

และถ้าเป็นคำว่า “bawang” ซึ่งตรงตัวกับรูปคำ “*bawaŋ” จะแปลว่า หัวหอม หรือแปลงปลูกหอม ให้สังเกตความหมายของคำว่าหอม ที่คือการกระจายกลิ่นฉุนฟุ้งท่วมท้นไปตามมวลอากาศอันบางเบา ซึ่งคำว่า “wang” ในลักษณะนี้ยังถูกนำไปใช้กับคำที่แสดงการส่งกลิ่นของสิ่งต่างๆ เช่นคำว่า “wangi อ่านว่า วางี่” แปลว่ากลิ่นฉุนฟุ้ง หรือกลิ่นหอมหวน เป็นต้น

ดังนั้นความหมายเชิงนามธรรมโดยรวมของคำว่า “wang” จึงสื่อถึงที่โล่ง ที่ว่าง หรือบางสิ่งกว้างขวางใหญ่โตกว่าอื่นๆ อย่างชัดเจน

เป็นภาษา “wang” ความว่างเปล่าความกว้างขวางในแบบคำสองพยางค์ของออสโตรนีเซียน ที่อาจมองแบบทั่วไปได้ว่า สอดคล้องทั้งคำควบกล้ำ “kwangx/ก่วง/กว่าง” ของภาษาจีน และ “กว้าง” ของภาษาไท-ไต หากผู้เขียนกลับเห็นว่าพื้นฐานของคำนั้น เทน้ำหนักมาทางความสัมพันธ์ระหว่างไท-กะไดและออสโตรนีเซียนมากกว่า Sino-Tai หรือ Sino-Austronesian หรือแม้แต่การหยิบยืมจากคำจีน

เพราะคำว่า “kwangx/ก่วง/กว่าง” (wide) รวมถึงคำว่า “gwang” GSR707m (lie athwart) และ “gwang” GSR707e (expanse of water) ของภาษาจีน เข้ากันได้ทั้งรูปคำและความหมายกับคำว่า “กว้าง”, “ขวาง” และ “วัง” (น้ำ) ของพวกไท-ไต ดีเกินกว่าที่จะเป็นความสัมพันธ์แบบ Sino-Tai ร่วมรากมาแต่ดั้งเดิม แต่แสดงลักษณะเด่นของการหยิบยืมกันไปมาในภายหลังมากกว่า

เพราะคำว่า “khwangh” (far apart) ซึ่งโยงมายังคำว่า “ห่าง” อาจเป็นคำที่ไม่เข้ากับไท-ไตทั้งหมด เช่นในคำเรียก “laaŋB1” ของพวก Lungming ควรมาจากคำเดิมของไท-ไตว่า “ลาง” ที่แปลว่าท้องฟ้า หรือสิ่งเลือนราง ซึ่งเป็นคำร่วมรากกับคำออสโตรนีเซียนว่า “langit” และคำเรียก “luaŋB1” ของพวก Yay กับ Fengshan ควรเป็นคำเดียวกับคำไท-ไตว่า “ลวง” หรือ “หลวง” ที่แปลว่าของกลาง, ไม่มีเจ้าของ, ใหญ่โต ร่วมรากเดียวกับคำออสโตรนีเซียนว่า “luang” มากกว่าที่จะสัมพันธ์กับ “khwangh”ของจีน

เพราะนอกจากคำว่า “กว้าง” ของพวกไท-ไตที่แปลตามพจนานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ว่า

“น. ด้านสั้นที่คู่กับด้านยาว. ว. ไม่แคบ, แผ่ออกไป. กว้างขวาง ก. แผ่ออกไปมาก, ใหญ่โต เช่น มีเนื้อที่กว้างขวาง; เผื่อแผ่ เช่น มีน้ำใจกว้างขวาง, รู้จักคนมากและมีคนรู้จักมาก เช่น กว้างขวางในสังคม.”

ยังพบคำร่วมเหง้ากับภาษา “wang” ของออสโตรนีเซียนในระดับพื้นฐาน และใช้กันอย่างแพร่หลายจนถึงทุกวันนี้ อย่างเช่น

คำว่า “ขวาง” แปลว่า “ก. กีดกั้น สกัด รำคาญหรือไม่ถูกใจ ใช้เข้าคู่กับ กว้าง เป็นกว้างขวาง หมายความอย่างเดียวกับคำว่า กว้าง.”

คำว่า “ขว้าง” แปลว่า “ก. เอี้ยวตัวเบี่ยงแขนไปทางหลัง แล้วซัดสิ่งที่อยู่ในมือออกไปโดยแรง.”

คำว่า “คว้าง” แปลว่า “ว. อาการที่หมุนหรือลอยไปตามกระแสลมและน้ำเป็นต้นอย่างไม่มีจุดหมายหรือไม่มีที่ยึดเหนี่ยว เช่น ลอยคว้าง หมุนคว้าง; ลักษณะที่ละลายเหลวอย่างน้ำ เช่น ทองละลายคว้างอยู่ในเบ้า.”

คำว่า “ว่าง” แปลว่า “ว. เปล่า, ไม่มีอะไรนอกจากตัวของมันเองที่อ้างถึง, เช่น ห้องว่าง ที่ว่าง ตำแหน่งว่าง, บางที่ใช้ควบคู่กับคำ เปล่า เป็น ว่างเปล่า; ไม่มีภาระผูกพัน เช่นวันนี้ว่างทั้งวัน เย็นนี้หมอว่างไม่มีคนไข้. น. เรียกของกินในเวลาที่ไม่ใช่เวลากินข้าว ของว่าง เครื่องว่าง อาหารว่าง.”

คำว่า “วาง” แปลว่า “ก. ทำให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งพ้นจากมือหรือบ่าเป็นต้น ด้วยอาการกิริยาต่างๆ ตามที่ต้องการ เช่น วางข้าวของเรียงเป็นแถว วางกับดักหนู วางกระดานลงกับพื้น วางเสาพิงกับผนัง; กำหนด, ตั้ง, เช่น วางกฎ วางเงื่อนไข วางรากฐาน; จัดเข้าประจำที่ เช่น วางคน, วางยาม, วางกำลัง; ปล่อยวาง เช่น วางอารมณ์ วางธุระ; (กลอน) อาการที่เคลื่อนไปโดยไม่รีบร้อน เช่น ขี่ช้างวางวิ่ง.”

คำว่า “วัง” แปลว่า “น. ที่อยู่ของเจ้านาย, ถ้าเป็นที่อยู่ของพระมหากษัตริย์เรียก พระราชวังหรือพระบรมมหาราชวัง; ห้วงน้ำลึก เช่น วังจระเข้. ก. ล้อม, ห้อมล้อม.”ซึ่งเป็นข้อสงสัยเช่นเดียวกับ Sino-Tai ข้างต้นว่า “วัง” ในความหมายว่าที่อยู่ของเจ้านาย อาจเป็นคำหยิบยืมในภายหลัง

คำว่า “หว่าง” แปลว่า “น. ช่องว่างจากจุดหนึ่งถึงอีกจุดหนึ่ง เช่น หว่างคิ้ว หว่างเขา.” และเป็นคำนี้ที่ขอตีความว่าคือคำต้นทางของคำโดดว่า “ห่าง” ซึ่งถูกนำไปโยงกับคำจีนว่า “khwangh

คำว่า “ห้วง” แปลว่า “น. ช่วง, ระยะ, ตอน.” อาจพัฒนามาจากคำควบกล้ำว่า “หว่าง” ก็เป็นได้

และยังรวมไปถึงคำของไท-ไตสายล้านนาว่า “ข่วง” แปลว่า “น. บริเวณ ลาน ใช้ว่า ขวง ก็มี.” เช่น ข่วงบ้าน คือลานบ้าน ข่วงเมือง คือลานเมือง เป็นเสมือนพื้นที่เปิดโล่งใช้ทำกิจกรรมร่วมกันของผู้คน เป็นต้น”

และภาษา “wang” ยังเป็นต้นทางของคำเรียก “โขฺลงทฺวาร” ที่แปลว่าซุ้มประตูใหญ่ของทางเขมร ต่อเนื่องมายัง “โขลญลำพง” ผู้ทำหน้าที่รักษาประตูเมืองและอาณาบริเวณภายในเมืองสุโขไท, “โขลนทวาร” ผู้ทำหน้าที่รักษาประตูในเขตพระราชวัง จนถึงประตูป่าไว้รอดเบิกฤกษ์เอาชัย ทั้งขาไปและขาย้อนกลับคืน จนถึงการควบคุมปากทางร่องน้ำสำคัญ เช่นปากเจ้าพระยา และขยายขึ้นไปยัง “โขงประตู” ซุ้มวัดต่างๆ ทางถิ่นล้านนาและถิ่นล้านช้าง ในฐานะประตูใหญ่ผู้กางกั้นมิติและขอบเขตระหว่างโลกฆราวาสและโลกบรรพชิตให้แยกออกจากกันโดยเด็ดขาด

ดังนั้น แม้คำว่า “ข่วง” และ “ลาน” จะกินความเรื่องพื้นที่โล่งเหมือนกัน หากความแตกต่างที่เด่นชัดคือ คำว่า “ข่วง” เป็นคำที่เน้นการแผ่ตัวแบบใหญ่โตกว้างขวาง ในขณะที่คำว่า “ลาน” เน้นการแผ่ตัวแบบทางยาวมากกว่า

ดังนั้น คำว่า “ลานนา” จึงเป็นคำเก่ามาแต่เดิมของคนเมืองอย่างค่อนข้างแน่นอน ไม่ได้เป็นคำที่โมฆะ หากมีชีวิตที่ยืนยาวคู่กับสังคม “คนพูดไท” พวกหนึ่งที่ดำรงวิถีชาวนาดำตามพื้นที่ราบลุ่มในหุบเขามาแต่ครั้งโบราณกาล อย่างน้อยก่อนหน้าการถือกำเนิดของคำว่า “ล้านช้าง” นับร้อยปี หรือก่อนหน้าคำว่า “ล้านนา” หลายร้อยปี จากคำว่า “ลาน 1 นา” แห่งตำนานสร้างเมืองสุวรรณคำแดง เป็น “ลาน” ที่ซึมซับเอาความชุ่มฉ่ำของ “นาดำ” และสายน้ำไหลลดหลั่นพาดผ่านมาอย่างยาวนาน แตกต่างจาก “ข่วง” ที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่แห้งมากกว่าเช่น บนลานบ้าน ลานวัด เป็นต้น

ดังนั้น คำว่า “ลานนา” หากแปลแบบตรงตัวก็ว่า “แปลงนาผืนยาว” แต่หากใช้ความหมายร่วมพื้นฐานของวิถีแห่งชาวนาดำ และการแสดงบทบาทของภาษา “เล่น/แล่น” ทั้ง 6 เรื่องข้างต้น อาจออกความหมายได้ว่า “การลดหลั่นของบรรดาผืนนาชุ่มชื้นมากมาย”, “บรรดาแปลงนาที่ถูกขีดคั่นขึ้นคันน้ำ”, “ผืนนาดำที่ถูกตีแปลงแบ่งปันจัดสรร” และขยายความขึ้นถึงลักษณะภูมิประเทศของที่ราบตามหุบเขาสูงทางภาคเหนือทั้งหลาย เช่น แอ่งเชียงราย, เชียงใหม่, ลำปาง, แพร่, น่าน เป็นต้น ซึ่งมีรูปร่างในแนวยาวเหนือ-ใต้ มากกว่าที่ราบลุ่มต่ำน้ำท่วมขังแนวกว้าง เช่นลุ่มเจ้าพระยา

หรือเขียนให้ได้คำสวยว่า “เมืองแห่งผืนนาอันอุดมสมบูรณ์”

เมื่อถึงบรรทัดนี้ จึงอยากขอลุยข้ามน้ำของไปยังคำว่า “ล้านช้าง” บ้าง โดยเอาคำของขุนลอเป็นที่ตั้งคือ “ลานช้าง” ซึ่งในบทความของอาจารย์ เพ็ญสุภา สุขคตะ นั้นอ้างอิงขึ้นไปถึงปี พ.ศ. 1292 สิ่งที่น่าสนใจคือการตีความว่าขุนลอนำชื่อ “ลาน” มาจากคำว่า “หลานชางเกียง” ซึ่งถือเป็นคำเรียกแม่น้ำโขงของชาวจีนอายุสองพันกว่าปี หากก่อนอื่นต้องไม่ลืมว่าดินแดนแถบยูนนานที่มีแม่น้ำโขงไหลผ่านในอดีตนั้น เป็นที่อยู่อาศัยของชนพื้นเมืองผู้ที่ชาวจีนโบราณเหมารวมเป็นพวกกึ่งป่าเถื่อนมาก่อนทั้งสิ้น รวมถึงพวก “คนพูดไท” ประกอบกับการแปล “หลานชางเกียง” ว่าแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวกราก โดย “หลานชาง” คือการไหลอย่างกรากเชี่ยว และ “เกียง” แปลกันว่าแม่น้ำ

ทำให้เกิดวาบความคิดขึ้นว่า ทำไมคำว่า “หลานชาง” โดยเฉพาะ “หลาน” ช่างมีรูปคำและความหมายเหมือนกับภาษา “เล่น/แล่น” เช่น “หลั่น”, “ลั่น”, “แล่น” เป็นอย่างยิ่ง จนเผลอไผลตีความว่าเป็นคำๆ เดียวกันมาเก่าก่อน หมายถึงว่าคำนี้เป็นของพวก “คนพูดไท” เรียกใช้แม่น้ำโขงในเขตยูนนานมาแต่ดั้งเดิม ก่อนที่ชาวจีนจะรุกไล่ลงมาและรับคำเรียกนี้ไปใช้ในภายหลัง และให้คิดต่อว่าบางทีบางอารมณ์ ขุนลออาจรู้จักชื่อนี้ความหมายนี้เป็นอย่างดีว่า “น้ำสายเชี่ยว” พอมารวมกับนิมิตเรื่องพญานาคเจ็ดหัวและช้างใหญ่ จึงได้คำใหม่ว่า “ศรีสัตตนาค” หรือ “ลานช้าง” หรืออีกนัยความหมายว่า “เมืองแห่งลำน้ำอันกว้างใหญ่”

เป็นคำ “ลานนา” และ “ลานช้าง” ที่ต่างที่มา ต่างช่วงอายุ และต่างความหมาย หากร่วมรากภาษาคำ “ลาน” มาด้วยกัน ทั้งในบทบาทของแปลงนาผืนยาวและบทบาทของสายน้ำเชี่ยวกราก ผู้ดำเนินวิถีความเป็นมาก่อนคำว่า “ล้านนา” และ “ล้านช้าง” จะถือกำเนิดนานโขทีเดียว

และสุดท้าย จึงขอเสนอข้อสังเกตทั้งหลายข้างต้นนี้ เป็นทางเลือกเพื่อการถกเถียงมา ณ ที่นี้

สุพัฒน์ เจริญสรรพพืช

จันทบุรี 18 กุมภาพันธ์ 2560