“สื่อสร้างสรรค์” จากพลังชุมชน มหัศจรรย์ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก

จากการศึกษาพบว่าสื่อสร้างสรรค์ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการเด็กอย่างมากถ้าเด็กได้ลงมือทำ ย่อมเกิดการพัฒนา อย่างไรก็ตามต้องระลึกเสมอว่า เด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน ทั้งอายุสภาพร่างกาย พัฒนาการ ฉะนั้นสื่อสร้างสรรค์จะต้องผลิตขึ้นตอบโจทย์เด็กทุกกลุ่ม และต้องหาลูกเล่นใหม่ๆ เข้าไปช่วยเสริมในการผลิตด้วย เช่น ป๊อบอัพ สีสัน เพื่อดึงดูดความสนใจ ซึ่งครูทุกคนมีความสามารถและจิตวิญญาณเต็มเปี่ยม เพียงแต่ต้องกะเทาะแก่นออกมา


ในเวลาเกือบเที่ยง หลังอาหารกลางวันของเด็กๆ ผ่านไปไม่นาน เด็กๆ ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสิรินธร ต.ปะเหลียน อ.ปะเหลียน จ.ตรัง อยู่ในช่วงเวลาพักผ่อน เตรียมนอนหลับ แต่ทันทีที่ครูพี่เลี้ยงชะโงกหน้าเข้าไปในห้อง แล้วเอ่ย

“เอ้า เด็กๆ ใครอยากไปเล่นที่สนามบ้าง” น้องๆ หนูๆ ต่างหันไปหาต้นเสียง บางคนกำลังนอนก็ผงกศีรษะขึ้น หรือคนที่กำลังเคลิ้มก็งัวเงียมองเพื่อนๆ และหลังจากนั้นเสียงจ๊อกแจ๊กจอแจก็ดังระงม ต่างลุกขึ้นไปต่อแถวออกเตรียมออกไปเล่น


สนามเด็กเล่นของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสิรินธร แม้ไม่ใหญ่โตกว้างขวาง หรือเครื่องเล่นอุปกรณ์ราคาแพง แต่ก็เป็นความภูมิใจของชุมชนและผู้ปกครองที่ช่วยกันสร้างขึ้น เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการให้กับเด็กๆ ในชุมชน

เด็กเล็กในวัย 2-6 ปี เป็นช่วงสำคัญของพัฒนาการด้านต่างๆ ทั้งทัศนคติ อารมณ์ และสมอง รวมถึงระบบประสาทต่างๆ ซึ่งการจัดกระบวนการการเรียนรู้ในวัยนี้ จึงถือว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่ง


จากความสำคัญดังกล่าวจึงเป็นที่มาของ โครงการ “มหัศจรรย์สื่อสร้างสรรค์ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก” เป็นชุดโครงการที่สำนักสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม (สำนัก6) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้การสนับสนุน เพื่อสร้างเสริมสุขภาพสำหรับการพัฒนาการของเด็กเล็ก อันเป็นการส่งเสริมให้เด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมีสุขภาวะที่ดีในทุกมิติ ปลูกฝังการเป็นพลเมืองเด็ก ให้เด็กสามารถเติบโตอย่างมีสุขภาวะดีครบทุกด้านและเติบโตเป็นพลเมืองดีของสังคมด้วยการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชน

สายใจ คงทน หัวหน้าโครงการพัฒนาศักยภาพและบริหารจัดการโครงการมหัศจรรย์สื่อสร้างสรรค์ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก บอกว่า โครงการนี้มุ่งเน้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และมีข้อตกลงร่วมกัน คือการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ การมีส่วนร่วมของชุมชน และ จัดตั้งคณะกรรมการบริหารศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เพื่อช่วยส่งเสริมการสร้างสุขภาวะที่ดีทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ กาย จิต สังคม และปัญญา ตามนโยบาย 3 ดี คือ สื่อดี พื้นที่ดี และภูมิดี

สื่อดีนั้น ต้องเป็นสื่อสร้างสรรค์ทีเกิดจากกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน พื้นที่ดี ต้องร่วมกันจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม และ ภูมิดี คือนำเอาวัฒนธรรมท้องถิ่นมาผนวกกระบวนการเรียนรู้ด้วย


ตลอดระยะระเวลาดำเนินงานตั้งปี 2557 ได้เปิดโอกาสให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเข้าร่วมโครงการ แล้ว 338 ศูนย์ ครอบคลุมทั้ง 4 ภาคทั่วประเทศ มีจำนวนผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการ เป็นเด็ก 20,517 คน ครู 1,332 คน เกิดนวัตกรรมสื่อสร้างสรรค์มากมาย ทั้งสื่อที่ใช้ในห้องเรียน และสื่อนอกห้องเรียน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมสุขภาวะทุกมิติ สร้างภูมิคุ้มกันและทักษะชีวิตเด็ก ให้ความฉลาดรู้ด้านสื่อ ด้านสุขภาพ และความตื่นรู้ทางปัญญาได้อย่างทรงพลัง

“การผลิตสื่อสำหรับเด็กปฐมวัยนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเรียนรู้ของเด็กในวัยนี้คือการเล่น ซึ่งต้องเรียนรู้ผ่านสื่อทั้งที่เป็นสิ่งของและตัวบุคคล ที่ต้องเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 และครูก็มีบทบาทสำคัญในการผลิตสื่อที่สร้างสรรค์ให้เด็กเล็กอย่างเหมาะสมตามวัยและพัฒนาการ” ผศ.สิริมณี บรรจง อาจารย์ประจำคณะคุรุศาสตร์ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา บอกถึงความสำคัญของสื่อสำหรับเด็กปฐมวัย และย้ำว่า สิ่งที่ต้องคำนึงในการผลิตสื่อ คือ ต้องตอบโจทย์ทั้ง 4 ด้าน ได้ ร่างกาย จิต ปัญญา และสังคม

จากการศึกษาพบว่าสื่อสร้างสรรค์ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการเด็กอย่างมากถ้าเด็กได้ลงมือทำ ย่อมเกิดการพัฒนา อย่างไรก็ตามต้องระลึกเสมอว่า เด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน ทั้งอายุสภาพร่างกาย พัฒนาการ ฉะนั้นสื่อสร้างสรรค์จะต้องผลิตขึ้นตอบโจทย์เด็กทุกกลุ่ม และต้องหาลูกเล่นใหม่ๆ เข้าไปช่วยเสริมในการผลิตด้วย เช่น ป๊อบอัพ สีสัน เพื่อดึงดูดความสนใจ ซึ่งครูทุกคนมีความสามารถและจิตวิญญาณเต็มเปี่ยม เพียงแต่ต้องกะเทาะแก่นออกมา

“เราจะอธิบายความสวยงาม ความมีเมตตา คุณธรรมความเอื้อเฟื้อ การแบ่งปันส่งนี้เป็นนามธรรม เด็กไม่เข้าใจ จึงต้องสื่อออกมาเป็นรูปธรรม ซึ่งครูต้องแปลงกระบวนการเหล่านี้ออกมาให้เป็นสื่อการเรียนการสอนให้เด็กได้เรียนรู้” ผศ.สิริมณี กล่าว


ในการติดตามประเมินผลโครงการมหัศจรรย์สื่อสร้างสรรค์ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก พบว่า พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุด 3 ลำดับแรก คือ ด้านวินัยและความรับผิดชอบ รู้จักถูกผิด รู้จักจัดเก็บของเล่น เข้าแถวรอคอยตามลำดับก่อนหลัง ปฏิบัติตามข้อตกลงของห้องเรียน ซึ่งจากเดิมก่อนทำกิจกรรมนั้น เด็กปฏิบัติได้ดีร้อยละ 34.88 หลังจากเข้าร่วมกิจกรรม เด็กปฏิบัติได้ดีเพิ่มขึ้นเป็น ร้อยละ 75.51 อัตราการเพิ่มขึ้นร้อยละ 40.63

ด้านกิจกรรมทางกาย พบว่าเด็กส่วนใหญ่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างคล่องแคล่ว ปีนป่ายเล่นเครื่องเล่นสนาม วิ่งและหยุดกระโดด ทรงตัว สลับเท้า ทำกิจกรรมที่ใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กได้ จากเดิมก่อนทำกิจกรรมปฏิบัติได้ดีร้อยละ 40.08 เพิ่มเป็นร้อยละ 75.34 หลังร่วมกิจกรรมแล้ว ส่วนด้านความสัมพันธ์มีทักษะในการสื่อสารอยู่ร่วมกับผู้อื่น เด็กมีความสุขในการเล่นและทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นให้ความร่วมมือกับเพื่อนในการเล่นและทำกิจกรรมร่วมกัน บอกเล่าความรู้สึกและความต้องการตนเองได้อย่างเหมาะสมกับวัยจากเดิมก่อนทำกิจกรรมสามารถปฏิบัติได้ดี ร้อยละ 37.68 เพิ่มขึ้นหลังจากได้เข้าร่วมกิจกรรมสามารถปฏิบัติได้ดีร้อยละ 73.57

นอกจากนี้ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กหลายแห่ง สะท้อนว่า เด็กๆ มีความสุขมากขึ้น เด็กชอบมาเรียน มีมุมการเล่น มีสนาม มีแปลงปลูกผัก เด็กรู้สึกสนุก ไม่อยากขาดเรียน ทำให้เต็มใจที่จะเรียนรู้อย่างมีความสุข อัตราการขาดเรียนลดน้อยลง เด็กแข็งแรง มีพัฒนาการทางด้านร่างกายดีขึ้น เนื่องจากได้มีพื้นที่การเล่นที่ช่วยส่งเสริมกล้ามเนื้อมัดใหญ่ เช่น การปีนป่ายการทรงตัวเด็กได้เรียนรู้สังคมมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมากขึ้น


ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านดงหล่ายหน้า อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ศูนย์แห่งนี้ที่มีทั้งเด็กพื้นเมือง ม้ง ไทลื้อ เมียนมา แต่ต้องมาอยู่ร่วมกัน โดยมีครู จันทร์เพ็ญ ตาวงค์เพียงคนเดียวคอยดูแล ขณะเดียวกันก็ขาดสื่อการสอนและแรงสนับสนุนจากชุมชน จึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ มีการชวนพ่อแม่เข้ามาช่วยกันปรับปรุงพื้นที่ จัดสื่อสร้างสรรค์ และส่งเสริมด้านภูมิปัญญาร่วมกับครู

ครูจันทร์เพ็ญ เล่าว่า เด็กๆ มีความกระตือรือร้น อยากรู้อยากเห็น และมีความสุขกับการเล่น ทั้งนี้ในการผลิตสื่อหรือสร้างกิจกรรมทุกอย่าง ครูจะพยายามเน้นใช้วัสดุอุปกรณ์จากธรรมชาติที่มีในท้องถิ่นเป็นหลัก เพราะสื่อช่วยให้การอธิบายสิ่งที่ซับซ้อนหรือเป็นนามธรรม มองเห็นเป็นรูปธรรมที่เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น

“ผ่านมาเพียงไม่กี่เดือน เด็กมีพัฒนาการด้านการทรงตัวจากการเล่นกิจกรรมกลางแจ้ง กล้ามเนื้อมือดีขึ้นจากการหยิบจับและเปิดหนังสือ และการรัดยางจากกิจกรรมทดลองทำลวดลายผ้า มีความรับผิดชอบต่อตัวเองเพิ่มขึ้น เมื่อยืมหนังสือกลับบ้านและต้องนำกลับมาคืนทุกครั้ง ขณะที่ด้านสติปัญญา ก็สามารถเรียนรู้วิธีคิด วิธีเล่น ต่อยอดจากกิจกรรมที่ครูสอนได้ มีความกล้าแสดงออก กล้าพูด กล้าคิด กล้าแสดงความคิดเห็น รู้จักควบคุมอารมณ์ตนเองได้ เรียนรู้การอยู่ร่วมกับผูอื่นอย่างเอื้อเฟื้อแบ่งปัน ทุกอย่างที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการ และเป็นความภาคภูมิใจของพ่อแม่ ที่ได้ร่วมมือกันทำกิจกรรมเพื่อลูกๆ” ครูจันทร์เพ็ญ กล่าว


นอกจากความร่วมมือให้การผลิตสื่อเพื่อเสริมสร้างพัฒนาการอย่างสร้างสรรค์ระหว่างศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกับชุมชนแล้ว โครงการ “มหัศจรรย์สื่อสร้างสรรค์ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก” ยังมีข้อตกลงให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้องจัดตั้งคณะกรรมการบริหารศูนย์ฯ ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากผู้ปกครอง ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ทรงคณาวุฒิ ฯลฯ เข้ามามีส่วนร่วมด้วย

อาจารย์เพชรลดา ณ ลำปาง อาจารย์ประจำคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา ที่ปรึกษาโครงการ กล่าวว่า ผลของการมีกรรมการบริหารศูนย์ฯ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันสร้างทัศนคติใหม่ๆ เกิดเป็นสัมพันธภาพที่ดีระหว่างผู้ปกครองและศูนย์ฯ ซึ่งแต่ก่อนผู้ปกครองมักจะพูดว่าไม่อยากให้ปิดวันเสาร์-อาทิตย์ นั่นแสดงว่า ทัศนคติของผู้ปกครองต้องการผลักดันให้ศูนย์รับดูแลเด็ก ทั้งๆ ที่ลูกเป็นผลผลิตของตัวเอง แต่เมื่อมีโครงการนี้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง พ่อแม่เอาใจใส่และให้เวลาลูกมากขึ้น เวลาที่ลูกหยิบหนังสือมาอ่านก็จะไปสอนตามด้วย หรือเวลาลูกเล่นมีกิจกรรมที่โรงเรียนก็มาร่วมกับลูก

ขณะที่การนำเอาศิลปวัฒนธรรม ประเพณี การละเล่น มาสอดแทรก ทำให้เกิดภาคีเครือข่ายในชุมชน เกิดการถ่ายทอดสิ่งดีงามให้ลูกหลานในชุมชน ผู้ให้ก็เกิดความภูมิใจและพร้อมที่จะช่วยเด็กเสมอ


โครงการมหัศจรรย์สื่อสร้างสรรค์ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จึงถือว่าบทบาทสำคัญในการยกระดับการพัฒนาศักยภาพของเด็ก ด้วยกระบวนการเรียนรู้และพื้นที่สร้างสรรค์ ตลอดจนทักษะและทัศนคติของครูและพี่เลี้ยง และความร่วมมือของชุมชน ส่งผลให้เด็กมีสุขภาวะที่ดีในทุกมิติ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สร้างสรรค์โอกาส สสส.



ความเห็น (0)