สวัสดีค่ะ ท่านผู้อ่านทุกท่านดิฉันเป็นนักศึกษากิจกรรมบำบัดชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยมหิดล ในวันนี้ดิฉันจะมาตอบโจทย์ปัญหาในเรื่อง OT จะขับเคลื่อนสุขภาวะคนไทยทั้งในและนอกโรงพยาบาลอย่างไรค่ะ
ก่อนอื่นเลยดิฉันขอกล่าวถึงบทบาทของนักกิจกรรมบำบัดก่อนว่า นักกิจกรรมมีหน้าที่อย่างไรบ้าง โดยแบ่งออกเป็น 4 ฝ่ายด้วยกัน
1. ฝ่ายกาย นักกิจกรรมมีหน้าที่ฟื้นฟู ฝึกการทำงานและฝึกทักษะของร่างกายในส่วนต่างๆให้กลับไปดำเนินชีวิตประจำวันของตนได้ตามบทบาท ตามศักยภาพที่ตนยังคงมี เช่น กลุ่มโรคทางระบบประสาท กลุ่มผู้รับบริการที่ได้รับบาดเจ็บที่แขนหรือมือ และในกลุ่มผู้ที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับหัวใจและ เมตาบอลิซึมของร่างกาย
2. ฝ่ายเด็ก นักกิจกรรมบำบัดมีหน้าที่กระตุ้นพัฒนาการเด็กที่มีพัฒนาการบกพร่อง เช่น เด็กสมองพิการ เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา เด็กดาวน์ซินโดรม เป็นต้น
3. ฝ่ายผู้สูงอายุ นักกิจกรรมบำบัดมีบทบาทในส่วนของจิตใจ สังคม อารมณ์ ที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหว การรับความรู้สึก การเรียนรู้ ความเข้าใจ ทำให้สุญเสียหน้าที่ หรือยากลำบากในการดำเนินชีวิตมุ่งเน้นบำบัดฟื้นฟู ส่งเสริมการดำเนินชีวิตด้วยตัวเองตามความสามารถที่มีอยู่โดยการฝึกทำกิจวัตร ดัดแปลงอุปกรณ์ ปรับสภาพบ้านหรือสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม
4. ฝ่ายจิต/สังคม นักกิจกรรมบำบัดมีบทบาทในผู้รับบริการที่มีปัญหาด้านจิตใจ อารมณ์และจิตสังคม เนื่องจากโรค/ความผิดปกติอื่นๆ เช่น มีอารมณ์แปรปรวน จิตเภท สารเสพติด เครียด พฤติกรรมผิดปกติ จะรักษาฟื้นฟูเพื่อเตรียมพร้อมกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้และเหมาะกับบทบาทของผู้รับบริการ
จากที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้ผู้อ่านได้รู้ถึงบทบาทของนักกิจกรรมบำบัดในแต่ละฝ่ายไปแล้ว ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ต่อมาดิฉันขอกล่าวถึง รูปแบบการทำงานของนักกิจกรรมบำบัดว่า มีทั้งการทำงานเป็นฝ่ายตั้งรับผู้รับบริการ ภายในโรงพยาบาลและเป็นฝ่ายรุกในการออกชุมชนไปหาผู้รับบริการตามบ้านต่างๆ
ซึ่งในความคิดเห็นของดิฉันคิดว่าการทำงานทั้งสองรูปแบบจะมีทั้งข้อดี และข้อเสียแตกต่างกัน
ดิฉันขอกล่าวถึงข้อดีและข้อเสียของการเป็นเป็นฝ่ายตั้งรับผู้รับบริการภายในโรงพยาบาลก่อน ว่าเป็นอย่างไรบ้าง
ข้อดี คือ สถานที่ฝึกกิจกรรมบำบัดในโรงพยาบาล มีทั้งแบบประเมินและอุปกรณ์ในการฝึกครบครัน และสามารถรองรับผู้รับบริการได้เป็นจำนวนมาก
ข้อเสีย คือ เนื่องจากนักกิจกรรมบำบัดต้องฝึกผู้รับบริการในบริบทของคลินิก ซึ่งในบริบทจริงๆของผู้รับบริการอาจจะไม่เหมือนในคลินิกก็เป็นได้ ทำให้ผู้รับบริการไม่สามารถกลับไปทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตด้วยตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ
ต่อมาดิฉันขอพูดถึงข้อดีและข้อเสียของ การเป็นฝ่ายรุกในการออกชุมชนไปหาผู้รับบริการตามบ้านต่างๆ
ข้อดี คือ นักกิจกรรมบำบัดได้ไปเห็นบริบทจริงๆของผู้รับบริการว่าเป็นอยู่อย่างไรบ้าง สามารถประเมิน ให้การรักษา และปรับสิ่งแวดล้อม หรืออุปกรณ์ช่วยอย่างไรบ้างเพื่อให้เหมาะสมต่อการดำเนินชีวิตของผู้รับบริการได้ดีที่สุด และยังมี Health promotion เพื่อเป็นการส่งเสริมสุขภาวะที่ดีในชุมชนอีกด้วย
ข้อเสีย คือ ในการออกชุมชน อาจจะไม่มีแบบประเมินมาตรฐานและอุปกรณ์ในการฝึกครบครันเหมือนในโรงพยาบาล
จากที่ได้กล่าวไปข้างต้น ดิฉันขอตอบโจทย์ เรื่อง OT จะขับเคลื่อนสุขภาวะคนไทยทั้งในและนอกโรงพยาบาลอย่างไร?
จากความคิดเห็นของดิฉัน คิดว่ารูปแบบการทำงานทั้งสองแบบมีทั้งข้อดี และข้อเสียแตกต่างกัน แต่ถ้าจะให้ดีที่สุด เราควรจะใช้วิธีแบบผสมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้รับบริการ โดยให้นักกิจกรรมบำบัดเป็นทั้งฝ่ายตั้งรับภายในโรงพยาบาล เพื่อให้บริการผู้รับบริการที่สามารถมาเข้ารับการรักษาภายในโรงพยาบาลได้ และเป็นฝ่ายรุกโดยออกชุมชนไปตามบ้านต่างๆ เพื่อให้การบริการทางกิจกรรมบำบัดแก่ผู้ที่ไม่สามารถมาเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลได้ อีกทั้งยังมี Health promotion ที่ช่วยส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของชาวบ้านในชุมชนอีกด้วย ซึ่งหากนักกิจกรรมบำบัดทุกคนสามารถให้บริการในรูปแบบผสมแบบนี้ได้ ก็จะทำให้ผู้รับบริการทั้งในและนอกโรงพยาบาลมีสุขภาวะที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน
ต่อมาดิฉันขออ้างอิงจาก Journal ที่มีชื่อว่า Occupational identity.occupational competence and occupational settings (environment) : Influences on return to work in men living with HIV/AIDS กล่าวว่า Occupational identity , Occupational competence , occupational settings (Environment) จะช่วยให้เราเข้าใจ เกี่ยวกับประสบการณ์และคำบอกเล่าของบุคคลที่พยายามจะกลับมาใช้ชีวิตตามบทบาทหลักของตัวเอง และยังมีอีกงานวิจัยที่มาสนับสนุนนี้มีชื่อว่า Occupational transformation: Parental influence and social cognition of young adults with autism ซึ่งในงานวิจัยนี้จะกล่าวถึง โปรแกรมความรู้ความเข้าใจทางสังคม (Social cognition) เกี่ยวกับช่วงระหว่างการเปลี่ยนแปลงเป็นผู้ใหญ่ และกล่าวว่าผู้ดูแลเป็นส่วนสำคัญและมีส่วนร่วมในการช่วยกระตุ้นให้ผู้รับบริการมีศักยภาพดีขึ้นได้
ดังนั้นนักกิจกรรมบำบัดสามารถนำหลักการของ ทั้ง 2 Journal นี้มาปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับผู้รับบริการในประเทศไทย เพื่อทำให้ผู้บำบัดได้เข้าใจผู้รับบริการมากขึ้น และส่งเสริมให้ผู้รับบริการสามารถกลับมาทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตได้อย่างเหมาะสมตามบทบาทของตัวเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ก็ถือว่าเป็นการขับเคลื่อนสุขภาวะของผู้รับบริการทั้งในและนอกโรงพยาบาลในประเทศไทยได้เช่นกันค่ะ
Reference
http://www.otat.org/index.php?lay=show&ac=article&Id=302040
http://content.iospress.com/articles/work/wor01956
http://content.iospress.com/articles/work/wor01956