816. "เด็ก 4.0"

ผมกับครอบครัวชอบดูหนังกัน เร็วๆนี้เราไปดูหนังเรื่อง Underworlds: Blood Wars หนังบู๊ล้างผลาญแบบโม้เหลือเชื่อ หนังเรื่องนี้มีมาหลายตอน และคงจะมีอีกต่อไป.. แต่ละตอนคือการขับเคี่ยวของเผ่าพันธ์ุนั่นคือไลแคน (มนุษย์หมาป่า) และเผ่าแวมไพน์ ...ทั้งสองผลัดกันรุกรับ ผลัดกันชนะแพ้มาหลายตอน ส่วนใหญ่แวมไพน์ชนะ ตอนนี้ก็ชนะอีก ... ที่ครอบครัวเราแสดงความประหลาดใจหลังดูจบมาเหมือนๆกันก็คือ...ตอนนี้ฝ่ายไลแคนดูมีอาวุธไฮเทคกว่า ดุดัน มีจำนวนที่มาก แต่กลับพ่ายแพ้แก่แวมไพน์ไปอย่างไม่น่าเชื่อ...นี่และครับประเด็นที่เราตั้งข้อสังเกต


เรื่องนี้นำมาสู่แรงบันดาลใจในการเขียนบทความนี้ คำถามนี้คำถามเดียว ถ้าจะสืบค้นคงมีคำตอบหลากหลาย แต่ที่ผมอยากตอบมากๆว่าทำไมก็คือ “เป็นเพราะไลแคนโกรธเกรี้ยว คลั่งแค้นกว่าแวมไพน์ แม้มีอาวุธดีกว่า แต่ก็แพ้ ตายหยั่งเขียด ”

อ้าวอธิบายง่ายๆอย่างนี้เลยเหรอ ...จริงๆไม่ง่ายครับ ผมมีหลักวิชาอธบาย ผมเรียนจบเรื่อง Brain จากอาจารย์ท่านหนึ่งคืออาจารย์ Gregory Caremen ท่านเป็นนักจิตวิทยาที่มีชื่อเสียงขอ’ฝรั่งเศส ท่านเปิด Online Course ใน Udemy ผมไปลงเรียนมาครับ


อาจารย์สอนให้เรารู้จักสมองส่วนสำคัญสี่ด้าน และรู้จักพัฒนา ใช้ประโยชน์จากสมองทั้งสี่ส่วนนี้ให้ได้ประโยชน์สูงสุด..

ผมว่าไลแคนเรียนหลักสูตรนี้จะคำรามแและหอนออกมาพร้อมกันว่า “รู้งี๊เรียนหลักสูตรนี้ตั้งนานแล้ว”

เอาไปว่ามาดูกันทำไมโกรธถึงแพ้ แล้วทำอย่างไรจะชนะ

ที่สำคัญมีคนมาคุยกับผมเรื่องลูกมากเหลือเกิน ก็เลยถือโอกาสแทรกมุมมองเรื่องการเป็นพ่อแม่ไปด้วย เร่ิมเลยครับ

อาจารย์บอกสมองแบ่งเป็นสี่ส่วน ดูภาพนี้ครับ


ส่วนโบราณสุดคือ Retialian Brain ใหม่สุดคือ Prefrontal Context ...แต่ก่อนมนุษย์เป็นสัตว์เลื้อยคลาน มีสมองแค่ส่วนเดียว พอวิวัฒนาการมากขึ้นก็สร้างสมองเคลือบทับซ้อนขึ้นมาเรื่อยๆ จนมีสี่ส่วนดังนี้

Reptilian Brain หรือ Surviving Brain สมองส่วนโบราณสุด ทำหน้าที่ปกป้องตัวเราจากภัยคุกคามต่างๆมันจะถูกกระตุ้นด้วยอารมรณ์ลบ หรือเหตุการณ์ที่ดูจะคุกคามชีวิต เราจะเอาตัวรอดได้ตัวคนเดียวครับ มันทำหน้าที่สามอย่างคือ Fight สู้ Flee หนี หรือ Freeze แกล้งตายเท่านั้น ..สมองส่วนนี้มีความพิเศษ เนื่องจากเน้นการตอบสนองแบบรวดเร็ว เพื่อเอาชีวิตรอด มันจึงคิดอะไรไม่รอบคอบนัก เหมาะกับใช้ในสถานการณ์คับขัน ปัจจุบันเราก็ใช้สมองนี้กันบ่อยๆ ถ้าไม่ระวัง เช่นเวลาโกรธ มีคนขับรถตัดหน้า ...เราก็โกรธ ถ้าเปลี่ยนอารมณ์ไม่ทันก็จะเหมือนดารากราบรถ ที่เป็นข่าว คุณจะเห็นว่าการแก้ปัญหาของดาราครั้งนั้น มันหยาบคาย รับไม่ได้ ดูโง่เขลา กลายเป็นผู้ราย ผลที่ได้ออกมาคืออนาคตดับทันที ผมว่าว่าไลแคนโกรธขี้โกรธนี้นี่แหละ ที่ทำให้ทำอะไรโง่ๆ แบบดารากราบรถ ที่สุดแพ้ครับ แฟนดาราที่เชียงใหม่ที่โกรธและทำร้ายลูกนายพลนี่ก็ทำอะไรโง่ๆ ตอนนี้ชีวิตพังครับ เพราะฉะนั้นถ้าพ่อแม่เลี้ยงลูกต้องสอนให้ลูกควบคุมอารมณ์ อย่าทำอะไรขณะโกรธ หรือมีอารมณ์ลบเป็นอันขาด เพราะนอกจากไม่สร้างสรรค์แล้ว ยังอาจเกิดความเสียหายที่ควบคุมไม่ได้ตามมา เรียกว่าพยายามฝึกสติเขาด้วยอะไรก็ได้ เช่นนับหนึ่งถึงสิบก็ว่ากันไป

.. ถ้าไปในสายธรรมจะง่ายหน่อย ก็ถือศีล เจริญสติไปเลย ที่สำคญพ่อแม่ต้องดู Role Model ฝึกตัวเองให้ใช้ชีวิตแบบมีสติเป็นตัวอย่าง เรามาไกลจากสัตว์มากแล้ว ส่วนคุณเองถ้าโหดกับบลูกมาก ไม่มีสมดุลชีวิตกลับบ้านมาอารมณ์ค้างลูกคุณมีโอกาส Freeze หรือแกล้งตาย เด็กอาจดูทำตามคุณแต่คิดอะไรไม่ออกครับ ลองดูในองค์กรจริงๆ ผมเห็นพนักงานจำนวนมาก เวลาเจอนายพูดในที่ประชุม หรือเจอบรรยากาศเครียดๆ นี่ไม่พูดเลย นิ่ง นิ่ง ถ้าคุณไปถามดีๆ นิ่งๆ นี่ไม่ได้มี Idea อะไรนะครับ คิดอะไรไม่ออกเลย ไม่อยากให้ลูกของคุณเป็นอย่างนั้นใช่ไหมครับ ที่สำคัญมีผลต้อความก้าวหน้าในอาชีพ พนักงานที่ผมเห็นนิ่งไม่พูด ไม่แสดงออก ไม่มี Idea ถ้าไม่ปรัปปรุงตัว ไม่เห้นใครเจิรญก้าวหน้าในอาชีพ ที่สำคัญมักจะอยู่ล่างสุดในองค์กรนั้นด้วย.. ผมอยากเห็นเด็กโตมามีความสงบ ดูแลอารมณ์ตัวเองเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่หวั่น

Paleolimbic Brain สมองเอาตัวรอดเป็นกลุ่ม สมองส่วนนี้พัฒนาขึ้นมาหน่อย ช่วยให้คนเอาตัวรอดเป็นกลุ่ม ว่ากันว่ามนุษย์เป็นสัตว์มาก่อน เราไม่แข็งแรงมากนัก การอยู่เป็นฝูงจะช่วยเพิ่มโอกาสในการอยู่รอดมากกว่า... การเป็นฝูงหมายถึงว่าต้องมีผู้นำฝูงและสมาชิกผู้ตามเสมอ... มันเป็นสัญชาตญาณ คุณลองไปในกลุ่มคนที่ไม่รู้จักกันเลย แล้วต้องทำอะไรร่วมกัน คุณลองสังเกตไม่คุณก็ใครสักคนจะเริ่มขึ้นมานำฝูง ถ้าได้ผู้นำดีก็ดี ได้ผู้นำไม่ดีก็ยุ่ง ..มนุษย์หมาป่าในเรื่องเป็นตัวอย่างที่ดี แทบสูญพันธ์เพราะได้ผู้นำก้าวร้าวเกินไป ... เรื่องนี้คุณต้องสอนลูกคุณครับ สอนความเป็นผู้นำ อย่าให้ลูกคุณเรียนอย่างเดียว ..ส่งเสริมให้ทำกิจกรรม โดยเฉพาะจิตอาสาจะฝึกได้มาก ผมเห็นเพื่อนผมที่ทำกิจกรรมกับผมแต่ละคน ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในองค์กรเร็วมากๆ ตั้งแต่อายุน้อยๆกันเลย คุณอาจต้องสอนเขาว่าในแต่ละสถานที่ มันจะมีผู้นำฝูงอยู่ ไม่ดูตามาตาเรือนี่ตายได้.. เช่นสถานที่เที่ยวกลางคืนก็จะมีผู้นำฝูงของมัน ...ลูกนายพลเกือบตายเพราะไปขัดหูขัดตาผู้นำฝูงในร้านดัง.. นี่คือสถานที่อโคจรชัดๆ ส่วนครูเองในโรงเรียนก็ต้องสอนการทำงานเป็นทีมไปด้วย นอกจากนี้ยังควรปลูกฝังเรื่องการคบมิตร มิตรมีสามประเภทคือบาปมิตร พันธมิตรและกัลยาณมิตร

บาปมิตรคือพาผิดศีล .. ล่าสุดเพิ่งเจอครับลูกศิษย์อายุมากแล้ว ไปลงทุนร่วมกับคนที่ทำโครงการแบบทุจริตกับรัฐบาล ...ตอนนี้เริ่มมีการไล่เบี้ย เริ่มเครียดจัด เพราะตัวเองไม่เกี่ยว แต่มีโอกาสเจอหางเลข เพราะฉะนั้นจะเข้าฝูงไหนต้องดูเลยว่าทำอะไรไม่ดีอยู่ไหม คนไม่เหมือนกัน

พันธมิตร คบแล้วธุรกิจ การงานเติบโตขึ้น บางคนคบกันแต่ไม่แชร์ความรู้เลย ไม่ทำให้เรามีโอกาสในชีวิตมากขึ้น นี่ต้องมองแล้ว ผมไปเจอโรงงงานแห่งหนึ่งคนชอบกินเหล้า ด้วยเชื่อว่าถ้าเมาแล้วจะรู้ใจกัน ทำงานได้ดีขึ้น แต่ผลออกมาคือติดหนี้ งานโตจริงแต่ครอบครัวไปไม่รอด พอผมไปถามว่าการงานปัจจุบันที่โตมาเป็นหัวหน้านี่ จุดเปลี่ยนอยู่ตรงไหน ...ปรากฏว่าไม่มีใครพูดว่าโตมาจากวงเหล้าเลย .. จบกัน เสียเวลาไปหลายปี และพอไปถามว่าใครเป็น Idol ในการงาน ก็ได้มาสองสามคน คนพวกนี้เกีษยณแล้วมีความสุข มีเงินด้วย ..ปรากฏรุ่นพี่พวกนี้ไม่เกินเหล้าครับ อ้าว แล้วรู้ใจคนได้ไง ..ก็ใครให้ช่วยอะไรช่วยเต็มที่..ไม่อยู่ใน Silo ชัดไหมครับ

กัลยาณมิตร อาจไม่อยู่ในสองกลุ่มแรก แต่กล้าเตือนเราดีๆ ผมก็มีครับ โดยเฉพาะเมื่อไปบวชมาก็มีคนในสายธรรมเป็นกลัยาณมิตร คอยเตือน คอยช่วยปรับมุมมอง ... เรื่องนี้จะเกิดก็ต่อเมื่อพ่อแม่พาไปในสถานที่ที่เขาอาจเจอมิตรดีๆ .. สอนให้มอง..คนพวกนี้จะพูดขัดใจเรา แต่เออ...จริงแฮะ

Neolimbic Brain สมองของแรงจูงใจ แรงจูงใจของมนุษย์มาจากสองแหล่ง คือทั้งแรงจูงใจภายใน (Intrinsic Motivation)

สมองส่วนนี้ สังคมเราดูเหมือนยังไม่พัฒนามากนัก...ผมเจอผู้ใหญ่จำนวนมากเปลี่ยนอาชีพ บางคนจบวิศวะจากสถาบันดังๆ (อย่างผมเองจบลาดกระบัง) ไม่ทำงานในอาชีพนั้นต่อไป เพราะค้นพบว่าไม่ใช่ ... เจอมหาศาลจริงๆ ถ้าโชคดีเปลี่ยนอาชีพทันแต่อายุน้อยๆ ก็ OK แต่ถ้ากลางคนแล้วเกิดเกลียดอาชีพตัวเองขึ้นมานี่ยุ่งมากๆ หนีไม่ไ้ด้นี่ซึมเศร้าไปเลย ...เคยเจอกับตัว ... ขาดแรงจูงใจในชีวิต

แรงจูงใจมาจากสองแหล่งภายนอกและภายใน...เริ่มที่ภายนอก เช่นทำอาชีพนี้เถอะมั่นคงดี เป็นหมอเถอะยากตอนเรียน สบายตอนโค ล่าสุดเจอเด็กเก่งมากๆ อยากเป็นหมอ แต่เจอครูบอกไปเรียนบัญชีเถอะไม่มีวันตกงาน...ไปเรียนบัญชีจริงๆ case นี่ผมก็งงครับ จริงๆมันไม่ตกทั้งคู่อยู่แล้ว นี่ครับ โตมามักเบ่งบานไม่สุด ถ้าทำใจไม่ได้ ก็จะอยู่ไปเรื่อยๆ ไม่ได้ศึกษาหาความรู้อะไรมาก ถ้าร้ายกว่านั้นก็เปลี่ยนเลย เคยเจอคนเรียนปริญญาเอกอยู่อเมริกา 8 ปี จบมาเป็นอาจารย์เกิดไม่ชอบ ที่สุดตอนนี้ไปทำเค้กขาย แล้วก็ไม่ใช่จะไปได้ดีด้วย ...น่าจะยังไม่ค้นพบตัวเอง

แรงจูงใจภายในมาจากการที่คุณทำในสิ่งที่คุณรัก ...มาใจจากใจจริงๆ ไม่ได้มาจากเงื่อนไขสังคม .. อาจมาค้นพบทีหลังก็ได้ในอาชีพ เช่นหมอฟันคนหนึ่งมาเรียนเพราะพ่อแม่บอกว่าไม่ตกงาน ..ตอนแรกไม่ชอบ แต่ทำไปทำไปเกิดชอบงานศัลยศาสตร์ช่องปาก ..ตอนนี้ติดลมเลย .. ผมเองก็ชอบ Appreciative Inquiry มากๆ จากไม่มีใครทำ ตอนนี้บุกเบิกสร้างเป็นอาชีพ สร้างเป็นงานสอน งานที่ปรึกษาขึ้นมา มั่นคงเลย ....

เรื่องนี้เรื่องใหญ่ ครู พ่อแม่อาจใช้วิธีพารุ่นพี่ หรือไปเยี่ยมที่ทำงานคนทำงานในหลายอาชีพ ไม่ใช่แค่หมออย่างเดียวอาจมีอะไรขุดประกายเขา อีกอย่างอาจลองคุยแบบเปรยๆ ดู บ้านเมืองตอนนี้ไม่สวยเลยนะถ้าลูกคุณดูคล้อยตามอาจต่อยอด ไปเรียนสถาปนิกไหม... การเมืองแย่จัง ..ไปเรียนรัฐศาสตร์ไหม แต่ถ้าหาไม่เจอจริงๆ เก่งคำนวนอาจไปเรียนวิศวะก่อน ...จะได้ระบบคิดที่ดี แล้วเขาไปดูว่าจะชอบอะไร เพื่อต่อยอด ไม่ต้องกลัวจน กลัวไม่มั่นคง ..ถ้ารักจริง ทำจริง ไม่เคยเห็นใครจน แน่นอนต้องฟันฝ่าครับ ใช้เวลานิดแต่คุ้มกว่าไปหมดไฟตอนอายุเยอะๆ ผมประทับใจคุณลุงผมมาก สมัยผมเรียนม.ต้น ไปเยี่ยมคุณลุงที่กรุงเทพ คุณลุงเห็นผมทำกล้องดูดาว ชอบวิทยาศาสตร์เลยพาผมไปหาศาสตราจารย์ระวี ภาวิไล นักดาราศาสตร์ชื่อดังยุคนั้น วันนั้นไม่เจอ แต่ไปถึงบ้านท่านนี่มันตื่นเต้นที่สุด คุณลุงผมนี่สุดยอดครับ

Prefrontal Context สมองส่วนหน้าของมนุษย์ ตัวนี้ว่ากันว่าเป็นของขวัญจากสวรรค์ สมองส่วนนี้ทำหน้าที่คิดกลยุทธ์ สร้างสรรค์งาน วิธีการต่างๆ กระตุ้นด้วยอารมณ์ หรือสงบๆ ตัวนี้สำคัญมากๆ ผมว่าเรื่องใหญ่ สังเกตไหมครับนักคิด นักวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะสาขาไหน จะบอกว่าความคิดสร้างสรรค์จะเกิดตอน Bed and Bath ที่เตียงนอนกับตอนอาบน้ำ ในมหาวิทยาลัยโตเกียวจะมีถนนสายนักปราชญ์ ที่นักคิดสำคัญของญี่ปุ่นมักเดินไปมาอย่างสงบ แล้วทำให้คิดอะไรออก สมองส่วนนี้เดินตอนสงบ อารมณ์ดี เพราะฉะนั้นที่บ้านอารมณ์พ่อแม่ ในโรงเรียน อารมณ์ครูสำคัญมากๆ มีเพื่อนผมตอนเด็กๆ ทำเลขไม่ได้ พ่อด่าไว่าไอ้โง่ จบกันครับ จากนั้นมาไม่ทำเลขอีกเลย แน่นอนสมองส่วนนี้เป็นขั้วตรงกันข้ามกับ Reptilian Brain... มีสวิตช์คืออารมณ์ อารมณ์โกรธ เกลียด ริษยา เปรียบเทียบ ตัดสิน ดูเหมือนจะนำเราไปสู่สมองแบบสัตว์นั่นคือ Reptilian Brain และ Paleolimbic Brain ... ส่วน Neolimbic Brain ถ้าเลือกเรียน เลือกงานไม่ถูกจริต หรือด้วยเพราะเป็นแรงจูงใจภายนอก การประคับประคองสมองให้ขึ้นสู่ Prefrontal ก็ยากครับ แต่ก็ต้องทำ เพราะน่าจะทำให้เราเห็นทางออกใหม่ๆได้


ถ้าลูกคุณไม่เร็ว ไม่ต้องตกใจ ไม่ต้องกลัวแพ้ อย่าตกใจ ลองดูงานวิจัยนี้ครับ ผมอ่านมาจากหนังสือเรื่อง Focus อาจารย์บอกว่ามีการทดลองแปลกๆ การทดลองหนึ่ง เขาเอาเด็กอัจริยะจาก Harvard ที่นี่เป็นมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆของโลก มาลองทำแบบทดลอง IQ เด็กได้คะแนนสูงมากๆ ... คราวนี้นักจิตวิทยาอยากรู้ว่า ...ที่ว่าคนเราถ้ามีสมาธิ มีสติ ที่เชื่อกันว่าจะทำให้ปัญญาคมขึ้นนั้นจริงหรือไม่ ..เขาเลยทดลองง่ายๆครับ เอาข้อสอบเดียวกัน แต่ลบให้ข้อสอบมันจาง แทบมองไม่เห็นแล้วให้เด็กจากมหาวิทยาลัยทั่วไปที่เชื่อว่าน่าจะมีสติปัญญาปานกลาง ...เด็กพวกนี้มาเห็นข้อสอบนี่มึนส์มากๆ ...เพราะแทบมองไม่เห็น ต้องค่อยๆแกะ ทำช้ามากๆ ...แต่ผลที่ได้น่าตกใจ พอเด็กช้าลงปรากฏว่าคะแนน IQ ออกมาไกล้เคียกับเด็กที่เชื่อกันว่ามีสติปัญญาสูงที่สุดในโลก..

นี่ครับบทพิสูจน์ ...Confirm ได้ ผมเป็นเด็กเตรียม อยู่ห้องควีน เพื่อนๆ เก่งทั้งนั้นสอบได้ระดับประเทศ เพื่อนผมเวลาทำงานก็ไม่เร็วๆ ค่อยๆคิดทั้งนั้น ...คุณหมอที่ผมรู้จักจะผ่าตัดก็ค่อยๆคิด ..แถมบอกว่าก่อนผ่าตัดจะนั่งนิ่งๆ ค่อยๆจินตนาการว่าจะลงมีดที่ไหน ... นิ่งๆ ครับ Keyword อารมณ์สงบ ..

ดูรายงานการวิจัยที่นี่นะครับ



ดูละครแล้วย้อนดูตนนี่มันสุดยอดครับ ขอบคุณหนังเรื่องนี้ที่ทำให้ผมมองเห็นอะไรหลายเรื่อง...

เอาเป็นว่าถ้าจะฝึกลูกหลาน ฝึกลูกศิษย์ให้มีสติปัญญา เติบโตแบบยั่งยืน (ไม่เป็นมนุษย์หมาป่า) ผมมีข้อเสนอดังนี

1. ปลูกฝังการควบคุมอารมณ์ ไม่โกรธ ไม่เกลียด ไม่ริษยา ไม่โลภ

2. ปลูกฝังความเป็นผู้นำ รับผิดชอบตั้งแต่ที่บ้านไปเลย ไปโรงเรียนอย่าเรียนอย่างเดียว ส่งเสริมให้ทำกิจกรรม

3. ไม่ไปในสถานที่อโคจร

4. สอนเรื่องการคบมิตร การแยกแยะบาปมิตร พันธมิตและกัลยานมิตร

5. แนะนำต้นแบบดีๆ พาไปคุย ไปรู้จัก เล่าให้ฟัง

6. ช่วยให้เขาค้นพบสิ่งที่รัก อย่าจูงใจด้วยความมั่นคง การเงินอย่างเดียว

7. ส่งเสริมให้มีอารมณ์ดี ทำอะไรไม่ต้องเร็วมาก ช้าๆ อาจดีกว่าเร็วๆ

8. เจริญสติ ถือศีลถ้าทำได้

9. พ่อแม่ต้องทำตัวเป็นตัวอย่างอย่าใช้อารมณ์ บ้านคือบ้าน กลับบ้านต้องกลับอารมณ์ด้วย ไม่ใช้อารมณ์ ต้องหาสมดุลย์ชีวิต พัฒนาตัวเองไปพร้อมกับพัฒนาลูกด้วย

10. ครูต้องทำตัวเป็นตัวอย่าง ใช้ชีวิตได้อย่างที่กำลังสอนคนอื่นอยู่ อารมณ์ดี สงบ มีศีล ......

11 ……..

12 ........

.

.

.

ผมเว้นไว้ให้คุณเติม เพราะผมเองก็ต้องเรียนรู้ไปกับคุณเช่นกัน

ถ้าย้อนกลับไปดูหนังเรื่องนี้ถามว่ามนุษย์หมาป่าแพ้ใคร ไม่ได้แพ้แวมไพน์ครับ แพ้ตัวเองต่างหาก

เหมือนผู้ใหญ่ที่ผมเห็นที่พลาด หรือหลงทาง..อย่างกรณีกราบรถนี่ก็แพ้ใคร แพ้ตัวเอง..

ไม่มีใครมาชนะหรือทำให้เราแพ้ได้ ...ตัวเราเองทั้งสิ้น ทั้งมนุษย์หมาป่า และมนุษย์อย่างเราๆ

ไม่พัฒนา ไม่บอก ไม่ชี้แนวทางอย่างถูกทาง..ลูกของเราเอง ศิษย์เราเอง แม้กระทั่งตัวเราเอง ก็จะแพ้ตัวเองไปในที่สุด

จริงไหมครับ


และเนื่องจากวันนี้เป็นวันครู และพ่อแม่ก็เป็นครูของลูก ผมเลยตั้งชื่อบทความว่า “เด็ก 4.0” ...

เด็ก 4.0 คือเด็กที่เข้าใจสมองตนเอง ควบคุมอารมณ์ตนเองได้ เข้าใจคน เข้าใจโลก

มอบให้ครูไปเล่าให้พ่อแม่ลูกศิษย์ฟังต่อนะครับ

วันนี้พอเท่านี้ เพียงเล่าให้ฟัง ลองเอาไปพิจารณาดูนะครับ


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Appreciative Inquiry



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

แต่ละข้อสมควรทำมาก

10 พ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างและสอนลูกด้วย

เห็นด้วยเลยครับ