วันที่ 25 ชั้น ป.3/3 (27 ธันวาคม 2559)

เนื่องจากคุณครูประจำชั้นของนักเรียนชั้น ป.3/3 ลาป่วย 3 วัน

ดังนั้นเมื่อวานและวันนี้ ฉันที่มีคาบว่างจึงต้องมาดูแลเด็ก ๆ ป.3/3 แทนชั่วคราวในบางคาบเรียน

นอกจากนั้นยังต้องทำหน้าที่ตักอาหารกลางวันให้กับเด็ก ๆ ด้วย

ซึ่งฉันบอกได้เลยว่าการดูแลเด็ก ๆ ป.3/3 เป็นงานที่หนัก เหนื่อย และใช้พลังงานไปมาก


ฉันเคยชินกับสภาพห้องเรียนเด็ก ๆ ชั้น ป.3/6 เพราะได้อยู่กับพวกเขาทุกวัน ๆ

ห้อง ป.3/6 เป็นห้องที่เรียนเก่งที่สุดและมีระเบียบวินัยที่สุดก็ว่าได้

ในทุกคาบเรียน เด็ก ๆ จะตั้งใจเรียนและไม่เล่นกันในห้องเรียน

คำพูดคำจาที่ใช้พูดกันและใช้คุยกับครูก็สุภาพ อ่อนหวาน ไม่หยาบกระด้าง

เมื่อถึงเวลาอาหารกลางวัน เด็กที่มีหน้าที่ตักข้าวก็จะลุกมาเตรียมตัวตักข้าว โดยใส่หมวกและผ้ากันเปื้อนเรียบร้อย

เด็ก ๆ ที่เป็นเวรประจำวันจะทำหน้าที่เสริฟอาหารให้เพื่อน และเพื่อนที่ไม่ใช่เวรก็จะนั่งรอที่โต๊ะอย่างเป็นระเบียบ พร้อมกับเตรียมช้อนและส้อมเพื่อกินข้าว

ไม่มีเด็กคนนั้นจะแตะต้องอาหาร ชิมอาหารก่อนเพื่อนเด็ดขาด

เด็ก ๆ ป.3/6 จะอดทนรอจนกว่าเพื่อนจะได้อาหารครบทุกคนก่อน จากนั้นก็รอฟังคำอนุญาตจากครูมารีย์ ก่อนกล่าวบทขอบคุณข้าว แล้วถึงรัยประทานพร้อมกัน

ในทุกเช้าก่อนเข้าเรียนและหลังเลิกเรียน นักเรียนที่เป็นเวรก็จะช่วยกันทำความสะอาดห้องและปิดไฟ ปิดพัดลม ถอดปลั๊กไฟ ดูแลความเรียบร้อยทุกอย่างก่อนออกจากห้องเรียนเสมอ

ฉันเคยชินกับความน่ารักและมีระเบียบวินัยของเด็ก ป.3/6 เมื่อมาเจอสภาพห้องเรียนชั้น ป.3/3 ฉันถึงรับไม่ค่อยได้กับพฤติกรรมหลาย ๆ อย่างเท่าไหร่


ทันที่ที่ฉันก้าวเข้าไปสอนแทนคาบของครูประจำชั้นที่ลา เด็ก ๆ จะดีใจมาก

เด็กทุกคนจะไม่อยู่นิ่งและนั่งเป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือน ป.3/6

เด็ก ๆ จะวิ่งเข้ามากอดแขน จับมือ เขย่าแขน ออดอ้อนให้ฉันเปิดการ์ตูนให้ดู ซึ่งเด็ก ป.3/6 ไม่เคยทำกิริยาแบบนี้กับฉัน เพราะพวกเขาจะรู้จักสัมมาคารวะดี แต่ห้องนี้ไม่เลย...

เด็ก ๆ พูดคุยกันโดยใช้ภาษาสมัยพ่อขุน เอะอะเสียงดัง ไม่ว่าฉันจะกำลังสอนอยู่หน้าห้องหรือนั่งคุมเขาในชั้นก็ตาม

เด็ก ๆ ไม่ตั้งใจเรียนและไม่สนใจจะเรียน รบเร้าให้ฉันเปิดหนังหรือการ์ตูนให้ดูเสมอ

พอฉันเปิดสิ่งที่มีสาระให้ดูก็จะไม่ยอมดู และมีบางคนลุกขึ้นมาเป็นผู้จัดการควบคุมคอมพิวเตอร์แทนฉันซะเอง

ซึ่งฉันคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่สมควรมาก เพราะในขณะที่ครูกำลังสอน เด็ก ๆ ไม่ควรลุกจากที่นั่งด้วยซ้ำ นอกจากมีธุระสำคัญจำเป็น

และการที่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากครูก่อนก็เป็นสิ่งที่ไม่สมควรเช่นกัน


นอกจากนี้ ในขณะกำลังเรียน บางคนก็ลุกจากที่นั่งไปยืนคุยกับเพื่อน บางคนก็ลุกออกไปเหลาดินสอบ่อยมาก ๆ บางคนก็ชวนเพื่อนข้าง ๆ คุย และบางคนก็เอาของเล่นขึ้นมาเล่น

เมื่อถึงเวลากินข้าว เด็ก ๆ ก็ให้ฉันตักให้ เพราะตักไม่เป็น ไม่มีตัวแทนมาตักและคอยเสริฟอาหารให้เพื่อน ๆ เหมือน ป.3/6

ฉันตักข้าวให้เด็ก ๆ ไปด้วย และก็ตักแกงให้เด็ก ๆ ด้วย ซึ่งเป็นอะไรที่วุ่นวายพอสมควร เพราะเด็กไม่ยอมต่อแถวขณะตักข้าว

ฉันต้องใช้เวลาจัดระเบียบแถวอีกพอสมควรกว่าเด็ก ๆ จะเข้าแถวเรียบร้อย

พอตักข้าวเสร็จ ฉันยังไม่ทันจะอนุญาตให้กิน เด็กบางคนก็กินข้าวจนจะหมดชามอยู่แล้ว

ฉันให้เด็กที่เหลือพนมมือและกล่าวบทขอบคุณข้าวก่อนกิน แต่เสียงเด็กห้องนี้เบามาก ท่าทางไม่ซาบซึ้งถึงพระคุณของข้าวและผู้มีพระคุณเลย

เด็กบางคนก็ไม่มีช้อน ต้องใช้ปากกินโดยไม่มีช้อน ซึ่งเป็นภาพที่ฉันดูแล้วรู้สึกหดหู่มาก

เพราะพฤติกรรมเหมือนเด็กด้อยโอกาสหรือยากไร้ ทั้งที่เด็ก ๆ โรงเรียนนี้ก็เป็นเด็กที่มีฐานะทางบ้านปานกลางหรือค่อนข้างดีเป็นส่วนใหญ่

แค่การนำช้อนมากินข้าวที่โรงเรียน เด็ก ๆ ก็ทำไม่ได้ ทำให้สื่อถึงระเบียบวินัยของห้องเรียนนี้ว่าเป็นอย่างไร ...

บรรยากาศการเรียนการสอนและการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในห้องนี้มันแตกต่างกับห้องเรียน ป.3/6 อย่างสิ้นเชิงเลย


เด็กบางคนไม่ยอมกินข้าว แต่หนีออกไปซื้อของกินเล่นที่โรงอาหารโดยโกหกฉันว่า จะไปเข้าห้องน้ำ

เด็กเกือบทุกคนกินข้าวเหลือเป็นครึ่งจาน เพราะไม่มีช้อนกินข้าว ต่างจากเด็กห้อง 6 ที่จะต้องกินข้าวทุกเม็ดให้หมด เพราะพวกเขาระลึกถึงผู้มีพระคุณและเห็นคุณค่าของข้าว...

การสังเกตเห็นพฤติกรรมการรับประทานอาหารกลางวันของเขา ทำให้ฉันได้รับรู้ปัญหาแล้วว่า เด็ก ๆ ป.3/3 ไม่เคยถูกปลูกฝังให้เห็นคุณค่าของข้าวและผู้มีพระคุณที่ทำให้พวกเขามีข้าวกิน

ดังนั้นพฤติกรรมที่แสดงออกมาจึง... กินข้าวไม่หมดจาน ตักข้าวเยอะไม่พอดีกับที่กิน และไม่ยอมกินข้าว แต่ไปซื้อขนมกินแทน


บ่ายวันนี้ฉันมีโอกาสได้สอนแทนคุณครูประจำชั้นของพวกเขาอีก ฉันจึงถือโอกาสนี้สอนพวกเขาเกี่ยวกับเรื่องข้าวและประโยชน์ของข้าว

ฉันเปิดรูปภาพบนโปรเจคเตอร์ให้พวกเขาได้รู้เกี่ยวกับขั้นตอนการปลูกข้าวในแต่ละขั้นตอน

แล้วฉันก็ถามพวกเขาด้วยว่า พ่อแม่ของใครเป็นชาวนา เด็ก ๆ ก็ยกมือเป็นแถว

ฉันถามพวกเขาต่อว่า นักเรียนคิดว่าการไปทำงานข้างนอกแดดร้อนรึเปล่า เด็ก ๆ ก็ตอบว่า ร้อน

ฉันสาธิตท่าการดำนาปลูกข้าวให้เด็กดูและให้เด็กทำตามโดยก้มตัวประมาณ 1 นาทีแล้วเงยหน้าขึ้นมา

ฉันถามเด็ก ๆ ว่ารู้สึกเป็นอย่างำร ปวดหลังหรือไม่ เด็ก ๆ ก็ตอบว่าปวด

ฉันบอกพวกเขาว่า ในขณะที่เราลองทำท่าทางการปลูกข้าวเหมือนพ่อแม่เราแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ เราก็บ่นปวดหลังกันแล้ว

แล้วการที่พ่อแม่นักเรียนต้องก้มลงปลูกข้าวทั้งวัน พ่อแม่จะปวดหลังมากรึเปล่า

ฉันจึงถือโอกาสนี้พูดให้เขาเข้าใจถึงวิธีการปลูกข้าวของชาวนาที่ต้องใช้ระยะเวลาและความอดทนเป็นอย่างมาก

เมื่อพวกเขาได้เห็นภาพของการทำนา พวกเขาจึงเริ่มเงียบและเหมือนกำลังคิดตามสิ่งที่ฉันกำลังพูดสื่อให้พวกเขาเข้าใจเกี่ยวกับชาวนา

ฉันคิดว่าเด็ก ๆ เริ่มคิดถึงตอนที่พ่อแม่ของตัวเองกำลังทำนาด้วยความเหนื่อยยากแน่ ๆ ...


จากนั้นฉันก็เปิดภาพเด็กที่ประเทศเอธิโอเปียให้พวกเขาดู

พวกเขาเงียบและตั้งใจฟังฉันบรรยายเกี่ยวกับภาพเด็กเอธิโอเปียมาก

เพราะพวกเขาไม่เคยรู้จักเด็กเอธิโอเปียมาก่อน และดูท่าทางจะแปลกใจที่เห็นลักษณะเด็กที่อดอยากจากประเทศเอธิโอเปีย

ฉันอธิบายให้พวกเขาเข้าใจว่า สภาพเด็กที่พวกเขาเห็นคือ เด็กเหล่านั้นไม่มีอาหารกิน ดังนั้นจึงมีลักษณะผอมแห้ง ขาดสารอาหาร

เนื่องจากประเทศของเขาเป็นประเทศที่ขาดแคลนอาหารและทรัพยากรต่าง ๆ มาก

ในบางพื้นที่ที่มีนกแร้ง กล่าวได้ว่า นกแร้งจะคอยจ้องกินคนที่อดตายอยู่ตลอดเวลา

หากนกแร้งเห็นคนล้มลงไปก็พร้อมจะบินมาฉีกกินเนื้ออยู่ทุกเมื่อ

ฉันเปิดภาพเด็กเอธิโอเปียให้เด็ก ๆ ดูหลายภาพ ซึ่งแต่ละภาพล้วนน่าสงสาร เพราะเด็กเหล่านั้นผอมแห้งกันมาก

ฉันอธิบายให้พวกเขาเข้าใจถึงคุณค่าของข้าวที่กินไปด้วย เพราะข้าวมีประโยชน์จึงทำให้เราเติบโตและแข็งแรง

แต่นอกเหนือจากทั้งปวง ผู้มีพระคุณก็สำคัญมากเช่นกัน เพราะหากไม่มีชาวนา พวกเราคงไม่มีข้าวกิน

ดังนั้นต่อจากนี้ไป ขอให้เด็ก ๆ เห็นคุณค่าของข้าวและกินข้าวให้หมดจาน

ฉันบอกพวกเขาว่า หากวันใดเด็ก ๆ เกิดกินอาหารไม่หมดและคิดจะทิ้งขว้าง ขอให้นึกถึงภาพเด็กเอธิโอเปียที่เห็นในวันนี้...

เด็ก ๆ ทั้งห้องเงียบกริบ และดูท่าทางคิดหนักเลย

ฉันได้แต่หวังว่าพวกเขาจะเข้าใจถึงสิ่งที่ฉันจะพยายามสื่อให้พวกเขาเข้าใจนะ

ฉันแค่อยากให้เด็ก ๆ ห้องนี้รู้คุณค่าของข้าวและไม่กินทิ้งกินขว้างอีก ก็แค่นั้นเอง...

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึกการฝึกสอนของนางสาวเสาวภา เรือนปัญโญ (ภาคเรียนที่ 2/2559)



ความเห็น (0)