ดูใจ...กันเถอะ

ดูใจ...

คำๆนี้มีความหมายได้หลากหลายอย่าง ตอนเป็นเด็กจะกลัวมากที่เห็นคนป่วยนอนแบบอยู่กับที่ฟูกเก่าๆ แล้ววันหนึ่งก็เรียกลูกมารวมกัน บอกว่ามาดูใจพ่อแม่ ตอนเป็นเด็กจะเคยได้ยินเสียงร้องให้ฟูมฟายจนตกใจน่ากลัว กลัวเหลือเกิน เกินจะเข้าไปดูว่าเขาดูใจกันอย่างไร เพราะเป็นเด็กแค่ความตายของคนก็น่ากลัวจนไม่กล้าย่างกรายเข้าไปใกล้ๆแล้ว ว่ากันว่าบางคนไม่มีบุญก็ไม่ทันได้ดูใจพ่อแม่ ผู้เขียนเป็นคนหนึ่งที่ไม่เคยดูใจใครด้วยเหตุผลของความกลัว แต่สำหรับพ่อแม่ที่เสียไป ผู้เขียนไม่มีบุญได้ดูใจไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะตอนที่พ่อและแม่จะสิ้นลมหายใจนั้นไม่ได้อยู่ที่บ้านและกลับมาไม่ทัน ดูใจ...

ดูใจกัน...

อีกคำหนึ่งที่มักจะเป็นคำที่บ่งบอกถึงความสัมพันธ์ุของคู่รักที่มีโอกาสจะลงเอยด้วยการร่วมชีวิตกัน แต่งงานกัน กำลังดูใจกันอยู่...จึงแตกต่างกับคำแรกด้านบนนั้นมากเลยทีเดียว ด้วยบริบทของสีชมพูที่คงจะแตกต่างกับสีเทาอึมครึมของคำว่า ดูใจก่อนจะจากไป แต่คนที่ดุใจกันอยู่หากลงเอยด้วยการอยุ่ร่วมชีวิตกันก็หวังว่าจะดูแลกันไปจนสถานะสุดท้ายที่จะต้อง ดูใจ...ก่อนจะจากกันไปชั่วนิรันดร์

ดูใจตัวเอง...

สำหรับผู้เขียนการดูใจตัวเองนั้นทำยากยิ่งนัก หมายถึงการรู้เท่าทันจิต รู้ทันอารมณ์ในทุกขณะการเป็นอยู่ เพื่อจะยับยั้งฉุกคิดก่อนจะกระทำใดๆตามอารมณ์ที่ยังไม่ทันกลั่นกรอง อารมณ์วูบวาบที่ถูกสิ่งแวดล้อมพัดพาซัดสาดกระหน่ำอยู่ทุกขณะของชีวิต การกระทำเปลือกนอกที่ทั้งดิบและด้านตามสันดานเดิมภายในจิตใต้สำนึกของตน จนกระทั่งได้กระทำบางอย่างไปบ้างแล้วถึงรับรู้ว่า เราลืมตัวไม่น่าเข้าไปอยู่ในสถานที่แห่งนั้น เราไม่น่าพูดคำๆนั้น เราน่าจะ...เราไม่น่า...และอื่นๆแห่งคำที่ล้วนสายเกินจะนำการกระทำ การคิด ที่หลุดออกไปทั้งที่หลุดออกไปเต็มๆจนจบวาระ หรือหลุดออกไปโดยยังค้างคาไม่สิ้นสุด

แต่ทั้งหมดคือ การไม่ได้ ดูใจตัวเอง...นั้นเอง

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ลมหายใจแห่งตัวตน



ความเห็น (0)