ประวัติพระเอตทัคคะ (ตอนที่ ๕) : พระปุณณมันตานีบุตรเถระ เอตทัคคะในทางผู้เป็นพระธรรมกถึก (ผู้แสดงธรรม)

"ประวัติพระเอตทัคคะ (ตอนที่ ๕) : พระปุณณมันตานีบุตรเถระ เอตทัคคะในทางผู้เป็นพระธรรมกถึก (ผู้แสดงธรรม)"

ขอนอบน้อมด้วยเศียรเกล้าแด่พระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ธรรมะรับอรุณ ณ บ้านเย็นยิ้ม

วันอังคารที่ 13 ธันวาคม 2559

- - - - - - - - - - - - - - - - - -

"ชาติกำเนิดในสมัยพุทธกาล"

ท่านพระปุณณมันตานีบุตร เป็นบุตรพราหมณ์มหาศาล ในบ้านพราหมณ์ ชื่อว่า โทณวัตถุ ไม่ห่างไกลจากกรุงกบิลพัสดุ์ เดิมชื่อ "ปุณณ" เรียกนามตามที่เป็นของนางมันตานีพราหมณี ว่า ปุณณมันตานีบุตร ปุณณมาณพเป็นหลายของท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ เพราะนางมันตานีพราหมณีผู้เป็นมารดาเป็นน้องสาวของท่าน การที่ปุณณมาณพจะได้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา ก็เพราะอาศัยพระอัญญาโกณฑัญญะผู้เป็นลุง เป็นผู้ชักนำมาให้บวชในเมื่อพระบรมศาสดาประทับอยู่ ณ กรุงราชคฤห์ ท่านได้ไปสู่กรุงกบิลพัสดุ์ให้ปุณณมาณพผู้เป็นหลายชายบวชในพระพุทธศาสนา ครั้นพระปุณณะบวชแล้วไปอยู่ในประเทศชื่อ ชาติภูมิ บำเพ็ญเพียรไม่นามนัก ก็ได้บรรลุพระอรหัตผล

- - - - - - - - - - - - - - - - - -

"พระเถระผู้ตั้งอยู่ในธรรม ๑๐ ประการ"

ท่านพระปุณณะตั้งอยู่ในธรรม ๑๐ อย่าง คือ

๑. มักน้อย

๒. สันโดษ

๓. ชอบสงัด

๔. ไม่ชอบเกี่ยวข้องด้วยหมู่

๕. ปรารภความเพียร

๖. บริบูรณ์ด้วยศีล

๗. สมาธิ

๘. ปัญญา

๙. วิมุตติ

๑๐. ความรู้เห็นในวิมุตติ

แม้เมื่อมีบริษัท ท่านก็สั่งสอนให้ตั้งอยู่ในคุณธรรมสิบประการ ครั้นต่อมาภิกษุที่เป็นบริษัทของท่านลาไปเฝ้าพระบรมศาสดา ทูลพรรณนาคุณพระอุปัชฌาย์ของตนว่าตั้งอยู่ในคุณธรรมสิบประการนั้น และสั่งสอนให้บริษัท ตั้งอยู่ในคุณธรรมสิบประการนั้นด้วย ในเวลานั้น ท่านพระสารีบุตรนั่งอยู่ ณ ที่นั้น ได้ยินภิกษุเหล่านั้นทูลพรรณนาคุณของพระปุณณะ มีความประสงค์อยากจะรู้จักและสนทนาด้วย เมื่อพระบรมศาสดาเสด็จมาเมืองสาวัตถีแล้ว ท่านพระปุณณะมาเฝ้า พอหลีกไปจากที่เฝ้าแล้ว พระสารีบุตรทราบข่าว จึงเข้าไปหาสนทนาปราศรัยกันแล้ว ไต่ถามถึงวิสุทธิ ๗ ประการ ท่านพระปุณณะก็วิสัชนาชักอุปมาอุปมัยเปรียบด้วยรถ ๗ ผลัด ในที่สุดแห่งการปุจฉาวิสัชนาวิสุทธิ ๗ ประการนั้น พระเถระทั้งสองก็อนุโมทนาภาษิตของกันและกัน

- - - - - - - - - - - - - - - - - -

"พระเถระเทศน์โปรดพระอานนท์"

เมื่อศากยราชกุมารทั้งหลายพากันทรงผนวชตามเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านพระอานนท์ก็ได้เสด็จออกพร้อมกับเจ้าศากยะทั้งหลายมีท่านภัททิยะเป็นต้น ทรงผนวชในสำนักของผู้มีพระภาคเจ้าไม่นานนัก ได้สดับธรรมกถาให้สำนักของท่านปุณณมันตานีบุตรแล้วตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล

ดังนั้น สมัยหนึ่ง เมื่อพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิก เศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้น ท่านพระอานนทเถระคำนึงถึงคำสอนที่ท่านพระปุณณมันตานีบุตรได้เทศน์โปรดท่านในครั้งนั้น ท่านจึงเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วกล่าว ว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระอานนท์แล้ว ท่านพระอานนท์ จึงได้กล่าวว่า

ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ท่านพระปุณณมันตานีบุตร มีอุปการะมากแก่พวกเราเหล่าภิกษุใหม่ ท่านกล่าวสอนพวกเราด้วยโอวาทอย่างนี้ว่า

ดูกรท่านอานนท์ เพราะถือมั่น จึงมีตัณหา มานะ ทิฏฐิว่าเป็นเรา เพราะไม่ถือมั่น จึงไม่มีตัณหา มานะ ทิฏฐิว่าเป็นเรา.

เพราะถือมั่น อะไร จึงมีตัณหา มานะ ทิฏฐิว่า เป็นเรา เพราะไม่ถือมั่นอะไร จึงไม่มีตัณหา มานะ ทิฏฐิว่า เป็นเรา.

เพราะถือมั่นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จึงมีตัณหา มานะ ทิฏฐิว่า เป็นเรา

เพราะไม่ถือมั่นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จึงไม่มีตัณหา มานะ ทิฏฐิว่า เป็น เรา.

ดูกรท่านอานนท์ เปรียบเสมือนสตรีหรือบุรุษรุ่นหนุ่มรุ่นสาว มีนิสัยชอบแต่งตัว ส่องดูเงาหน้าของตนที่กระจกหรือที่ภาชนะน้ำอันใสบริสุทธิ์ผุดผ่อง เพราะยึดถือจึงเห็น เพราะ ไม่ยึดถือจึงไม่เห็น ฉันใด.

ดูกรท่านอานนท์ เพราะถือมั่นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จึงมีตัณหา มานะ ทิฏฐิว่า เป็นเรา

เพราะไม่ถือมั่นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จึงไม่มีตัณหา มานะ ทิฏฐิว่า เป็นเรา ฉันนั้นเหมือนกันแล.

ดูกรท่านอานนท์ ท่านจะสำคัญ ความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง?

ท่านพระอานนท์ ไม่เที่ยง อาวุโส

ท่านพระปุณณมันตานีบุตร เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง?

ท่านพระอานนท์ ไม่เที่ยง อาวุโส ฯลฯ

ท่านพระปุณณมันตานีบุตร เพราะเหตุนี้แล อริยสาวกผู้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ รู้ชัดว่า ฯลฯ กิจอื่น เพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.

โดยเหตุนี้แล ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า ดูกรอาวุโส ท่านพระปุณณมันตานีบุตร เป็นผู้มีอุปการะมาก แก่พวกเราเหล่าภิกษุใหม่ ท่านสอนพวกเราด้วยโอวาทนี้ ก็ เราได้ตรัสรู้ธรรม เพราะฟังธรรมเทศนานี้ ของท่านพระปุณณมันตานีบุตร.

- - - - - - - - - - - - - - - - - -

"พระเถระสอนกุลบุตรด้วยกถาวัตถุ ๑๐ ประการ"

เล่ากันว่ากุลบุตรที่บวชในสำนักพระเถระ มีถึง ๕๐๐ รูป ภิกษุรูปเหล่านั้น ทุกรูปเป็นชาวแคว้นสักกชนบท กรุงกบิลพัสดุ์ อันเป็นชาติภูมิของพระทศพล ทุกรูปเป็นพระขีณาสพ ทุกรูปเป็นผู้ได้กถาวัตถุ ๑๐ ประการ ที่พระ เถระกล่าวสอนกุลบุตรเหล่านั้น แม้กุลบุตร เหล่านั้นทั้งหมดก็กล่าวสอน ศิษย์ของตนด้วยกถาวัตถุ ๑๐ และตั้งอยู่ในโอวาทของพระปุณณเถระนั้น

ครั้นพระเถระเหล่านั้นรู้ว่ากิจแห่งบรรพชิตของตน ถึงที่สุดแล้ว จึงเข้าไปหาพระอุปัชฌาย์แล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พวกกระผมถึงที่สุดแห่งกิจบรรพชิตแล้ว และเป็นผู้มีปกติได้กถาวัตถุ ๑๐ บัดนี้เป็นสมัยเพื่อจะเข้าเฝ้าพระทศพลแห่งพวกกระผม พระเถระได้ฟังคำของภิกษุเหล่านั้นแล้ว จึงคิดว่า พระศาสดาย่อมทรงทราบว่าเราเป็นผู้ ได้กถาวัตถุ ๑๐ เราเมื่อแสดงธรรมก็ไม่ทิ้งกถาวัตถุ ๑๐ นั้นแสดง ก็เมื่อเราไป ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมดจักแวดล้อมเราไป เมื่อเป็นอย่างนั้น เราไม่ควรจะไปเฝ้าพระทศพลพร้อมกับคณะภิกษุเหล่านี้จงไปเฝ้าพระทศพลก่อน

ลำดับนั้น พระเถระจึงกล่าวกะภิกษุเหล่านั้นอย่างนี้ว่า อาวุโส ทั้งหลาย พวกเธอจงไปเฝ้าพระทศพลก่อน จงถวายบังคมพระบาทของ พระตถาคต ตามคำของเรา แม้เราก็จักตามพวกท่านไป พระ เถระเหล่านั้นไหว้พระเถระแล้วเที่ยวจาริกไปโดยลำดับ เป็นระยะทาง ๖๐ โยชน์ แล้วไปยังพระเวฬุวันวิหาร ในเมืองราชคฤห์ ถวายบังคมพระบาทของพระทศพล แล้วนั่ง ณ ส่วนสุดข้างหนึ่ง

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงทำปฏิสันถารอันไพเราะกับภิกษุเหล่านั้น โดยพุทธประเพณีนัยมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอสบายดีหรือ ดังนี้ แล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอมาจากไหน เมื่อภิกษุ เหล่านั้นกราบทูลอีกว่า มาจากกรุงกบิลพัสดุ์ พระเจ้าข้า พระบรมศาสดาจึงตรัสถึงภิกษุผู้ได้กถาวัตถุ ๑๐ ว่า ภิกษุทั้งหลาย ใครหนออันเหล่าภิกษุเพื่อนพรหมจารีชาวกรุงกบิลพัสดุ์ ในแคว้นสักกชนบทยกย่องว่า เป็นผู้มักน้อย เป็นผู้ปฏิบัติในเรื่องมักน้อยนั้นด้วยตนเอง และกล่าวถ้อยคำชักนำในความมักน้อยแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นต่างก็กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านผู้มีอายุชื่อว่า ปุณณะ บุตรของนางมันตานี พระเจ้าข้า

ท่านพระสารีบุตรได้ฟังถ้อยคำของภิกษุเหล่านั้น จึงได้มีความประสงค์เพื่อจะได้พบพระเถระสักครั้งหนึ่ง จากนั้นพระศาสดาได้เสด็จจากเมืองราชคฤห์ ไปยังเมืองสาวัตถี เมื่อพระปุณณเถระได้ฟังว่า พระทศพลเสด็จไปใน เมืองสาวัตถีนั้น จึงเดินทางไปยังเมืองดังกล่าวด้วยหวังว่า จักเฝ้าพระศาสดา และเดินทางมาทันพระตถาคตที่เมืองนั้น เมื่อถึงยังเมืองนั้นแล้วท่านก็เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าภายในพระคันธกุฎีนั่นเอง พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่พระเถระ

พระเถระฟังธรรมแล้ว ถวายบังคมพระทศพล เพื่อต้องการจะหลีกเร้นจึง ไปยังป่าอันธวัน นั่งพักกลางวันอยู่ที่โคนไม้แห่งหนึ่ง ฝ่ายพระสารีบุตร เถระได้ทราบข่าวการมาของท่าน จึงเข้าไปหาพระเถระผู้นั่งอยู่ ณ โคนไม้นั้น ปราศรัยกับพระเถระแล้ว จึงถามลำดับแห่งวิสุทธิกถา ๗ นั้น ฝ่ายพระเถระนั้นก็พยากรณ์ปัญหาที่พระสารีบุตรนั้นถามแล้ว ยังจิตของพระสารีบุตรให้ยินดีด้วยข้ออุปมาด้วยการไปยังสถานที่ที่ต้องการไปนั้นด้วยรถ ๗ ผลัด ดังมีความย่อในรถวินีตสูตรว่า

ท่านพระสารีบุตร: ท่านผู้มีอายุ ผมถามท่านว่า

สีลวิสุทธิหรือ เป็นอนุปาทาปรินิพพาน

จิตตวิสุทธิ หรือ เป็นอนุปาทาปรินิพพาน

ทิฏฐิวิสุทธิหรือเป็นอนุปาทาปรินิพพาน

กังขาวิตรณวิสุทธิหรือ เป็นอนุปาทาปรินิพพาน

มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิหรือ เป็นอนุปาทาปรินิพพาน

ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิหรือ เป็นอนุปาทาปรินิพพาน

ญาณทัสสนวิสุทธิหรือ เป็นอนุปาทาปรินิพพาน

ที่นอกไปจากธรรมเหล่านี้หรือ เป็นอนุปาทาปรินิพพาน

ท่านก็ตอบผมว่า ไม่ใช่อย่างนั้นๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ จะพึงเห็น เนื้อความของถ้อยคำที่ท่านกล่าวนี้อย่างไรเล่า?

ท่านพระปุณณมันตานีบุตร: ท่านผู้มีอายุ ถ้าพระผู้มีพระภาคจักทรงบัญญัติสีลวิสุทธิ ว่าเป็นอนุปาทาปรินิพพานแล้ว ก็ชื่อว่าทรงบัญญัติธรรมที่ยังมี อุปาทาน ว่าเป็นอนุปาทาปรินิพพาน.

ถ้าจักทรงบัญญัติ จิตตวิสุทธิ ทิฏฐิวิสุทธิ กังขาวิตรณวิสุทธิ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ปฏิปทาญาณ ทัสสนวิสุทธิญาณ ทัสสนวิสุทธิว่า เป็นอนุปาทาปรินิพพานแล้ว ก็ชื่อว่าทรงบัญญัติ ธรรมที่ยังมีอุปาทาน ว่าเป็นอนุปาทาปรินิพพาน

ถ้าหากว่า ธรรมนอกจากธรรมเหล่านี้ จักเป็นอนุปาทาปรินิพพาน แล้ว ปุถุชนจะชื่อว่าปรินิพพาน เพราะว่า ปุถุชนไม่มีธรรมเหล่านี้

ท่านผู้มีอายุ ผมจะอุปมาให้ท่านฟัง บุรุษผู้เป็นวิญญูชน บางพวกในโลกนี้ ย่อมรู้เนื้อความแห่งคำที่กล่าวแล้วด้วยอุปมา.

- - - - - - - - - - - - - - - - - -

"อุปมาด้วยรถ ๗ ผลัด"

ท่านผู้มีอายุ เปรียบเหมือน พระเจ้าปเสนทิโกศล กำลังประทับ อยู่ในพระนคร สาวัตถี มีพระราชกรณียะด่วนบางอย่างเกิดขึ้น ในเมืองสาเกต และการไปเมืองสาเกตนั้น จะต้องใช้รถถึง ๗ ผลัด ถ้าผู้หนึ่งผู้ใดจะพึงทูลถามพระองค์ ซึ่งเสด็จถึงเมืองสาเกตว่า

ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์เสด็จมาจากพระนครสาวัตถี ถึง เมืองสาเกตด้วยรถพระที่นั่งนี้ผลัดเดียวหรือ พระเจ้าปเสนทิโกศลจะตรัสตอบอย่างไร จึงจะเป็นอันตรัสตอบถูกต้อง?

ท่านพระสารีบุตร: ท่านผู้มีอายุ พระเจ้าปเสนทิโกศลจะต้องตรัสตอบอย่างนี้ ว่าจะต้องใช้รถถึง ๗ ผลัด

ท่านพระปุณณมันตานีบุตร: ท่านผู้มีอายุ ข้อนี้ก็ฉันนั้น

สีลวิสุทธิ เป็นประโยชน์แก่จิตตวิสุทธิ

จิตตวิสุทธิ เป็นประโยชน์แก่ทิฏฐิวิสุทธิ

ทิฏฐิวิสุทธิ เป็นประโยชน์แก่กังขาวิตรณวิสุทธิ

กังขาวิตรณวิสุทธิ เป็นประโยชน์แก่มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ

มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ เป็นประโยชน์แก่ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ

ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ เป็นประโยชน์แก่ ญาณทัสสนวิสุทธิญาณ

ทัสสนวิสุทธิ เป็นประโยชน์แก่อนุปาทาปรินิพพาน

ท่านผู้มีอายุ ผมประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่ออนุปาทาปรินิพพาน.

พระเถระทั้งสองนั้นต่างอนุโมทนาสุภาษิตของกันและกัน

- - - - - - - - - - - - - - - - - -

"พระพุทธองค์ทรงแต่งตั้งให้เป็นเอตทัคคะ"

ท่านพระปุณณมันตานีบุตรนั้น อาศัยความที่ตนตั้งอยู่ในคุณธรรมเช่นใดแล้ว สอนผู้อื่นให้ตั้งอยู่ในคุณธรรมเช่นนั้นด้วย พระบรมศาสดาจึงยกย่องสรรเสริญว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้เป็นธรรมกถึก ท่านดำรงชนมายุสังขารอยู่สมควรแก่กาลแล้ว ก็ดับขันธปรินิพพาน

- - - - - - - - - - - - - - - - - -

อ้างอิง : หนังสือ "เอตทัคคะ ในพระพุทธศาสนา" โดยพระครูกัลยาณสิทธิวัฒน์ (สมาน พรหมอยู่ / กัลยาณธัมโม)

เว็บไซต์ : Dhammathai; Wikipedia; Dharma-Gateway.

Cr. รูปภาพจากอินเทอร์เน็ต

แนะนำศึกษาเพิ่มเติม :

(๑) กถาวัตถุ ๑

(๒) ธรรม ๑๐ ประการ

...

ธรรมะรักษา วิปัสสนาคุ้มครองค่ะ

อจ.พิณจ์ทอง แมนสุมิตร์ชัย (ฉัตรนะรัชต์)

ขอน้อมอุทิศถวายบุญกุศลเป็นพระราชกุศลแด่

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ประวัติพระเอตทัคคะ



ความเห็น (0)