ก่อนจะหมดกำลังใจ  

     หลังจากสมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชน(องค์กรสาธารณประโยชน์) ทำงานมาตั้งแต่เป็นกลุ่มอาสาสมัคร กลุ่มเล็ก ๆ จนพัฒนาการมาทำงานที่ขยายวงกว้างมากยิ่งขึ้น จากการทำงานกับเด็กและเยาวชน ทั้งที่เร่ร่อน และด้อยโอกาสที่อยู่ในชุมชนแออัด มาสู่การทำงานกับคนเร่ร่อน คนไร้บ้าน และผู้ติดเชื้อเอดส์  แรก ๆ การทำงานก็ดำเนินและผ่านมาด้วยดีเสียงตอบรับในการสนับสนุนการทำงาน ก้พอจะเป็นแรงใจให้คนทำงานมีเรี่ยวแรงมีพลังในการทำงานเพื่อสิ่งที่คนทั่วไปเรียกว่า การทำงานเพื่อสังคม ซึ่ง คนทำงาน ของอิสรชนเอง กลับมองว่า เป็นการทำงานแล้วมีความสุข ก็ทำมากกว่า แต่เมื่อเวลาผ่านมาได้ระยะเวลาหนึ่ง เกิดความผันผวนทางการเมืองและสถานการณ์ทางสังคม ที่มีการออกมาเรียกร้องต่อภาครัฐในหลายต่อหลายครั้ง จนทำให้ เสถียรภาพทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ไม่เป็นที่วางใจสำหรับภาคเอกชน จึงทำให้ ผู้ที่เคยสนับสนุนงบประมาณในการทำงาน ของอิสรชน ก็ ชะลอการสนับสนุน ในส่วนของภาครัฐเอง กองทุนหลาย ๆ กองทุน ที่ก่อตั้งขึ้นมาโดยรัฐบาลที่ผ่านมา ที่มีเจตนาสนับสนุนการทำงานภาคสังคม ก็มีอันต้องสะดุด และมีแนวโน้มจะเปลี่ยนรูปแบบการใช้เงินของกองทุน โดยเฉพาะ กองทุนที่ได้จากเงินขายสลากเลขท้าน 2 ตัว 3 ตัว ที่เคยมีแนวนโยบายสนับสนุนการทำงานขององค์กรภาคสังคม อาจจะมีกลไกการใช้เงินกองทุนที่ซับซ้อนยากต่อการเข้าถึงของคนด้อยโอกาสมากยิ่งขึ้น หรืออาจจะงดการสนับสนุนไปเลยก็ได้  

      สิ่งที่อิสรชนวิตกกังวลมากที่สุด เห็นจะเป็นการที่ คนเล็ก ๆ ในสังคม ที่เคยมีเรี่ยวแรงสนับสนุนอิสรชนร่วมกันเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างต่อเนื่อง หลายคน ที่เคยรวบรวมเงินคนละเล็กคนละน้อย แล้วส่งมาสนับสนุนอิสรชนให้ทำงาน ก็เริ่มต้องวางแผนการในการใช้จ่ายเงินใหม่ ส่วนแรก ๆ ที่ จะโดนพิจารณาตัดออกจากบัญชีรายจ่าย ก็ จะมี เรื่องของการสนับสนุนงานภาคสังคมนั้นติดไปด้วย ???  

วันนี้ งานของอิสรชน ที่ขยายวงกว้างมากขึ้น ความรับผิดชอบ ต่อ กลุ่มคนด้อยโอกาสที่เรา มีกระบวนการเรียนรู้ร่วมกับเขาอยู่ ก็มีมากขึ้น มีทั้งเด็กเล็ก ๆ เพิ่งคลอด เด็ก อายุไม่ถึง 3 ปี ไปจนถึง เด็ก ที่กำลังเข้าสู่วัยเรียน และ กลุ่มผู้ใหญ่ที่ ได้รับผลกระทบจาก ปัญหาสังคมอื่น ๆ เรี่ยวแรงของคนทำงาน ที่พยายามประคับประคองตัวเอง และการทำงานมาตลอด 10 เดือน ที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งทุนใดใดเลย กำลังจะหมดลง แต่ แรงฮึดแรงอึด เฮฉือกสุดท้าย ที่มีที่ตั้งใจไว้ว่า จะพยายาม ประคองเพื่อรอคำตอบจากสังคมว่า สังคมนี้ ยังเหลียวแล และห่วงใยกันจริงหรือไม่ .. แต่ คำตอบที่ได้มันแผ่วเบาเหลือเกิน เพราะ หลังจากเหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหาร ครั้งล่าสุด คนไทย มีน้ำใจน้อยลงไป ห่วงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของตัวเองมากยิ่งขึ้น การเหลียวแลและเอื้ออาทรหดหายลงไปมากจนน่าใจหาย แต่ถึงกระนั้น อิสรชน ก็ยังพอจะมีความหวังว่า สังคม ยังมีคนห่วงใย และไม่ทอดทิ้งกัน ครั้นจะขอวิงวอน เพื่อให้หันมาสนับสนุนอิสรชนให้ได้ทำงานกับคนด้อยโอกาสกลุ่มนี้ต่อ ก็เกรงใจ แต่ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว บอกกันตรง ๆ ครับว่า จะไม่ไหวกันแล้วช่วยกันหน่อยเถอะก่อนจะหมอแรงและล้มพังครืนลงมาเสียก่อน ...