กาลเวลาเปลี่ยน ยุคสมัยเปลี่ยน บริบทของโลกเปลี่ยน จากกษัตริย์ยอดนักรบสู่กษัตริย์ยอดนักพัฒนา



‘มหาราช’ ในมโนภาพของคนส่วนใหญ่คือภาพของกษัตริย์แห่งนักรบ!!! ที่ทรงช้าง ทรงม้าเพื่อใช้ศาสตราวุธในการต่อสู้กับศัตรู อย่างมหาราชสุดยอดนักสู้รบของโลกและของไทยไม่ว่าจะเป็น อเล็กซานเดอร์มหาราช พระเจ้าอโศกมหาราช สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช...

กาลเวลาเปลี่ยน ยุคสมัยเปลี่ยน บริบทของโลกเปลี่ยน จากกษัตริย์ยอดนักรบสู่กษัตริย์ยอดนักพัฒนา!!!

ประเทศไทยของเราเป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญหรือที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายว่า...ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข...

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นมหาราชพระองค์แรกและพระองค์เดียวของโลก ที่ทรงเป็นมหาราชภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งมหาราชภายใต้รัฐธรรมนูญถือว่าเป็นสิ่งที่จะบังเกิดได้ยากยิ่งนัก เพราะที่ผ่านมามหาราชส่วนใหญ่ล้วนบังเกิดในยุคสมัยของราชาธิปไตยหรือสมบูรณาญาสิทธิราชย์...

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระองค์นอกจากจะมีพระราชอำนาจตามกฎหมายแล้วยังมีพระราชอำนาจตามนิติราชประเพณี ที่สำคัญพระองค์ทรงใช้พระราชอำนาจนี้ไปในทางที่สร้างคุโณปการอันหาที่สุดมิได้ รวมถึงทรงใช้แก้ไขวิกฤติการณ์ของประเทศ วิกฤติการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศที่ไม่อยู่ในความรับผิดชอบที่รัฐบาลจะเข้าไปแก้ไขเยียวยาได้ด้วยตนเอง เพราะเป็นเรื่องที่เกิดความขัดแย้งระหว่างมหาชนกับรัฐบาลจนจะนำไปสู่สงครามกลางเมือง ดังกรณีเหตุการณ์เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม๒๕๑๖ และเหตุการณ์พฤษภาคม๒๕๓๕ ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์พระองค์ทรงใช้วาจาเป็นศาสตราวุธในการหยุดสงครามกลางเมือง ถือได้ว่าเป็นพระมหากษัตริย์หนึ่งเดียวของโลกที่ทรงหยุดสงครามกลางเมืองที่กำลังปะทุขึ้นด้วยพระราชดำรัสเพียงไม่กี่ประโยค!!!

<<<ในเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม๒๕๑๖ มหาชนได้รวมตัวกันเดินขบวนขับไล่จอมพลถนอม กิตติขจรพลเอกประภาส จารุเสถียร และพันเอกณรงค์ กิตติขจร เกิดการเข่นฆ่าระหว่างคนไทยด้วยกันกฎหมายไม่อาจใช้บังคับได้ ในหลวงทรงใช้พระบารมี พระเมตตา พระปรีชาญาณ ตลอดจนอาศัยความจงรักภักดีของประชาชน เข้าแก้ไขสถานการณ์ให้สงบเรียบร้อยลงได้

พระองค์พระราชทานพระราชดำรัสกับทุกฝ่ายว่า...

“…ขอให้ทุกฝ่ายทุกคนจงระงับเหตุแห่งความรุนแรงด้วยการตั้งสติยับยั้ง เพื่อให้ชาติบ้านเมืองคืนสู่สภาพปกติโดยเร็ว”

และทรงตรัสกับฝ่ายรัฐบาลว่า...

“…ขอให้ทางฝ่ายรัฐบาลอย่าได้ทำร้ายแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชนเป็นอันขาด ไม่ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐจะถูกยั่วโทสะอย่างไร และถึงแม้จะมีการทำร้ายตำรวจ ทหาร ก่อนด้วยมีด ไม้ หรือแม้แต่ระเบิดขวด ก็ขออย่าได้ทำร้ายตอบ…”


<<<วิกฤติการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ หรือที่เรียกว่าพฤษภาทมิฬ ก็มีลักษณะคล้ายกับเหตุการณ์ตุลาคม ๒๕๑๖ กล่าวคือ มีการเดินขบวนขับไล่รัฐบาลของพลเอก สุจินดา คราประยูร จนเกิดการปะทะกันถึงขั้นสูญเสียชีวิต ซึ่งวิกฤติดังกล่าวกำลังจะลุกลามกลายเป็นสงครามกลางเมืองโดยเหลียวมองไปทางไหนก็หาทางออกไมเจอมีแต่ทางตัน ในหลวงทรงเรียกทั้งพลเอก สุจินดา คราประยูร และพลตรี จำลอง ศรีเมือง เข้าเฝ้าเพื่อทรงตักเตือนให้แก้ไขปัญหา ดังกระแสพระราชดำรัสที่สำคัญส่วนหนึ่งว่า...

“…ปัญหาของวันนี้ ไม่ใช่ปัญหาของการบัญญัติหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ปัญหาทุกวันนี้ คือความปลอดภัย และขวัญของประชาชน ซึ่งเดี๋ยวนี้ประชาชนทั่วไปทุกแห่ง ทุกหน มีความหวาดระแวงว่าจะเกิดอันตราย มีความหวาดระแวงว่าประเทศชาติจะล่มจม โดยที่จะแก้ไขลำบาก… ถ้าหากว่าเราไม่ทำให้สถานการณ์อย่าง๓วันที่ผ่านมานี้สิ้นสุดไปได้ ฉะนั้นก็ขอให้โดยเฉพาะสองท่านคือพลเอกสุจินดา และพลตรีจำลอง ช่วยกันคิด คือหันหน้าเข้าหากันไม่ใช่เผชิญหน้ากัน เพราะว่าเป็นประเทศของเรา ไม่ใช่ประเทศของหนึ่งคน สองคน เป็นประเทศของทุกคน ต้องเข้าหากัน ไม่เผชิญหน้ากัน…เวลาคนเราเกิดความบ้าเลือด ปฏิบัติการรุนแรงต่อกัน มันลืมตัว ลงท้ายก็ไม่รู้ว่าตีกันเพราะอะไร แล้วก็จะแก้ปัญหาอะไร เพียงแต่ว่า จะต้องเอาชนะ แล้วก็ใครจะชนะ ไม่มีทางชนะ อันตรายทั้งนั้น มีแต่แพ้ คือต่างคนต่างแพ้ ผู้ที่เผชิญหน้าก็แพ้ แล้วก็ที่แพ้ที่สุดก็คือประเทศชาติ ประชาชนจะเป็นประชาชนทั้งประเทศไม่ใช่ประชาชนเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ถ้าสมมติว่า กรุงเทพมหานครเสียหายประเทศก็เสียหายไปทั้งหมด แล้วก็จะมีประโยชน์อะไร ที่จะทะนงตัวว่าชนะ เวลาอยู่บนกองสิ่งปรักหักพัง...”

เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่คนไทยปะทะกันเองถึงขั้นต้องสูญเสียเลือดเนื้อทั้งสองครั้งสงบลงได้เพราะพระบารมีของพระองค์จนเป็นที่ประจักษ์แจ้งไปทั่วทั้งโลก พระปรีชาสามารถในทุกๆด้านของพระองค์ทรงเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ ทั้งโลกจึงสรรเสริญว่าพระองค์ทรงเป็น ‘KING...OF...KING’

๙ในดวงใจตราบนิจนิรันดร์...


*******************************

เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องในพระราชสมัญญานาม ‘มหาราช’

ขออนุญาตให้รายละเอียดเพิ่มเติมกล่าวคือ...

ในปีพ.ศ.๒๕๒๐ ผู้นำประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ทุกสาขาอาชีพ ได้เห็นพ้องต้องกันให้เชิญชวนปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ ร่วมกันน้อมเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญา ‘มหาราช’ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครั้นนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงมีกระแสพระราชดำรัสว่า ยังไม่ต้องพระราชประสงค์ ด้วยยังทรงไม่แน่พระทัยว่าควรหรือไม่ โดยทรงมีพระราชดำริ ๒ ประการคือ อาวุโสที่ควรแก่การดำรงตำแหน่งมหาราช และปวงชนชาวไทยจงรักภักดีต่อพระองค์มากเพียงใด

ในปีพ.ศ.๒๕๒๘ คณะกรรมการมูลนิธิ๕ธันวามหาราช คณะกรรมการจัดงาน ๕ ธันวามหาราช ด้วยความร่วมมือของกระทรวงมหาดไทย ได้สำรวจประชามติเกี่ยวกับการถวายพระราชสมัญญา ‘มหาราช’ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผ่านองค์กรระดับหมู่บ้าน ตำบลอำเภอ และจังหวัด ตลอดจนกระทรวง ทบวง กรม รวมทั้งรัฐวิสาหกิจและธุรกิจภาคเอกชนต่าง ๆ ว่าจะเห็นชอบพระนามมหาราชพระนามใด ผลการสำรวจปรากฏว่า ประชาชนเห็นชอบพระราชสมัญญา ‘ภูมิพลมหาราช’มากถึง ๓๔,๕๔๙,๘๔๒คน และเห็นชอบพระราชสมัญญา ‘ภัทรมหาราช’ ๖,๐๘๓,๐๑๓ คน ส่วนที่เหลือมีผู้เห็นชอบถวายพระราชสมัญญาอื่น ๆ อีก๑๓พระราชสมัญญา ดังมีหลักฐานการลงนามของคนไทยทั้งชาติยังเก็บรักษาไว้ ณ หอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี กรุงเทพมหานคร จึงได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตถวายพระราชสมัญญา‘มหาราช’ เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๓๐ดังนั้น พระราชสมัญญานามที่คนไทยส่วนใหญ่เห็นชอบคือ...

“ภูมิพลมหาราช” มีความหมายว่า กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งทรงเป็นกำลังของแผ่นดิน

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงประกอบพระราชกรณียกิจเพื่อพสกนิกรอย่างต่อเนื่องยาวนานทำให้ประชาชนทั่วประเทศพร้อมใจกันยกย่องเทิดทูนให้พระองค์ทรงเป็น “มหาราช” ในใจของประชาชน

แต่ตามขั้นตอนการเติม “มหาราช” ต่อท้ายพระนามนั้นทางรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กำลังดำเนินการจัดทำให้ถูกต้องตามกระบวนการต่อไป เนื่องจากรัฐบาลที่ผ่านมาเคยเสนอพระองค์ท่านไปแล้ว พระองค์ท่านทรงยังไม่เห็นชอบ ยังไม่โปรดเกล้าฯลงมา พระองค์ท่านรับสั่งว่าเป็นเรื่องของประชาชนและรัฐบาลที่จะทำต่อไป ซึ่งทางรัฐบาลกล่าวว่าคงเป็นหลังจากเสร็จพระราชพิธี

******************************

เครดิตภาพ : http://www.thairath.co.th/content/754276