เมื่อสังคมโลกมีการเปลี่ยนแปลง กระบวนทัศน์ในการพัฒนาเด็กในมิติของสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมแบบเดิม อาจต้องถูกทับซ้อนด้วยแนวคิด รูปแบบวิธีการ ความเชื่อ และเทคโนโลยีที่ผุดเกิดขึ้นใหม่ๆตามยุคสมัย เด็กและครอบครัวจำ เป็นต้องข้ามผ่านวันเวลาที่ผันเปลี่ยน และยืนหยัดอยู่ให้ได้ในสังคมสมัยใหม่ บ่มฟักคุณลักษณะที่พึงมีอย่างเหมาะสม ให้กับทรัพยากรมนุษย์ของวันนี้และอนาคตข้างหน้า ให้สมบูรณ์แบบอย่างเต็มกำลัง

สมรรถนะหรือทักษะที่มนุษย์ยุคใหม่จะต้องมี ที่เรียกกันว่า 21st Century skills หรือทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ประกอบไปด้วย ทักษะ 4 ประการ คือ



1. การมีความรู้ในวิชาหลัก ซึ่งมีความหมายครอบคลุมถึงความรู้รอบตัวอื่นๆด้วย



2. การมีทักษะชีวิตและทักษะอาชีพ


3. การมีทักษะการเรียนรู้และสร้างนวัตกรรมใหม่ ที่เกี่ยวข้องกับทักษะแห่งความร่วมมือ 4 ประการคือ

- การสื่อสาร (Communication)

- ความร่วมมือกัน (Collaboration)

- ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)

- การคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking)



4. การมีทักษะด้านสารสนเทศ สื่อและเทคโนโลยี

แม้ว่าจะมีทักษะที่จำเป็นเพียง 4 ประการ แต่ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นทักษะที่ต้องได้รับการพัฒนาในระยะยาว ซึ่งแปลว่าจะต้องได้รับการปลูกฝังตั้งแต่วัยเด็กซึ่งเป็นวัยแห่งการเรียนรู้และเมื่อมีการวิเคราะห์สภาพการศึกษาในขณะนี้พบว่าหลายๆประเทศรวมถึงประเทศไทยหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับปฐมวัยที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ยังไม่สามารถทำให้เด็กมีทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ซึ่งจะทำให้พวกเขาสามารถอยู่รอดในสังคม และมีชีวิตที่มีคุณภาพได้เมื่อโตขึ้น นี่จึงเป็นโจทย์ปัญหาใหญ่ที่ต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วนในเวลานี้ ทำให้มีงานวิจัยหลายชิ้น พยายามค้นหาและตอบคำถามที่ว่า ทำไมหลักสูตรปัจจุบันจึงไม่สามารถตอบสนองความต้องการนี้ได้

- ผลการวิจัยที่ศึกษาตัวแปรที่แตกต่างกันไป สามารถสรุปปัญหาของการศึกษาปฐมวัยของไทยที่น่าสนใจ สรุปสาระ สำคัญได้เป็น 3 ประเด็นหลักๆได้ดังนี้

- เด็กมีค่าเฉลี่ยไอคิวต่ำกว่าระดับสากล แต่กลับมีระดับความเครียดสูงมาก ทั้งๆที่มีการเรียนการสอนด้านวิชาการตั้งแต่ระดับอนุบาล ซึ่งน่าจะทำให้เด็กมีไอคิวสูงกว่าหลายๆประเทศที่เริ่มเรียนด้านวิชาการในระดับประถม

- เด็กขาด M.Q. (Moral Quotient) หรือความมีคุณธรรมจริยธรรมในจิตสำนึก และยังขาด A.Q. (Adversity Quotient) หรือความสามารถในการอดทนฝ่าฟันอุปสรรค ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องเริ่มปลูกฝังตั้งแต่ยังอยู่ในวัยเด็ก

- เด็กขาดทักษะในการดำรงชีวิต ซึ่งทำให้เด็กหลายคนมีปัญหาในการเข้าสังคมและการอยู่ร่วมกับผู้อื่น รวมไปถึงการที่เด็กไม่สามารถดูแลตนเองได้ และมีทักษะไม่มากพอที่จะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยตัวเอง

สิ่งที่ท้าทายความสามารถครูปฐมวัย คือ การติดตามความเคลื่อนไหวต่างๆ ให้ทันโลก เพื่อกำหนดว่า สิ่งใดเหมาะสมที่สุดสำหรับเด็ก แล้วลงมือปฏิบัติสิ่งที่เป็นสุดยอด (Best practices) ในขณะเดียวกัน รัฐบาลต่างๆ ทั่วโลกก็สนับสนุนวิธีการยกระดับมาตรฐาน (Raising the bar) ของศูนย์การเรียนรู้เด็กปฐมวัย และปิดช่องว่าง (Gap) แห่งการเตรียมพร้อม (Readiness) ในโรงเรียน ในบริบทของการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่เริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาระดับปฐมวัย ได้กลายเป็นโอกาสความก้าวหน้าของการเป็นครูปฐมวัยมืออาชีพ ในการสร้างความมั่นใจว่า เด็กมีความรู้และทักษะที่จำเป็นต่อความสำเร็จในโรงเรียนและในการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21

เพื่อให้แน่ใจว่า เด็กแต่ละคนจะเรียนรู้เต็มศักยภาพ (Full capacity) ครูปฐมวัยต้องมีความสามารถหลากหลาย (Multi-talented) และทักษะหลากหลาย (Multi-skilled) โดยมีเด็กในองค์รวม (Whole child) เป็นศูนย์กลาง ดังนี้

- ทุกมิติของพัฒนาการเด็ก เป็นสิ่งจำเป็นต่อการเรียนรู้

- ความรู้และการประยุกต์ใช้ความรู้กับเด็กและครอบครัว - วิธีการที่เหมาะสมตามวัยพัฒนาการเด็ก คือหัวใจของการเรียน-การสอน

- ผู้นำการสอน (Instructional leader) – ครูปฐวัยเตรียมสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ของเด็ก

- การสอนอย่างมีเป้าหมาย (Intentional instruction) – ครูปฐมวัยสอนความรู้และทักษะที่เด็กจำเป็นในแต่ละระดับ

- การใช้เวลาสอนให้เกิดประโยชน์สูงสุด - ครูปฐมวัยใช้เวลาทั้งวันที่โรงเรียนในการสอน และสนับสนุนการเรียนของเด็ก

- การบูรณาการเทคโนโลยีกับการเรียน-การสอน - ครูปฐมวัยใช้สื่อสังคมออนไลน์ เพื่อเชื่อมโยงกับเด็ก ครอบครัว และชุมชน

- ความรับผิดชอบต่อการเรียน-การสอน - ครูปฐมวัยสอนเพื่อการเรียนรู้ [ของเด็ก]

- การให้ความร่วมมือกับเพื่อนร่วมวิชาชีพ (Colleague) และครอบครัว – ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสุดของชีวิตเด็ก

- การไม่หยุดเรียนรู้ - ครูปฐมวัยจะต้องรักการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งเป็นความจำเป็นของการเป็นผู้นำในทุกวันนี้


แนวทางในการพัฒนาเด็กปฐมวัย



ความเชี่ยวชาญ (Expertise) ของครู มีผลกระทบโดยตรงต่อผลสำเร็จของเด็ก และความรู้ของเด็กจึงมักสะท้อนออกมาในรูปของคะแนนทดสอบ (Test) ดังนั้น ประสิทธิผล (Effectiveness) ของครูนั้น จึงมักจะวัดผลจากคะแนนดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ประสิทธิผล เป็นผลรวมของนานาปัจจัย ซึ่งต้องมีมาตรวัด (Measures) ที่หลากหลายในการประมวลผล จากการวิจัย พบว่า ประสิทธิผลของครูปฐมวัย ประกอบด้วย 5 มิติ ดังนี้

- มีความคาดหวังสูงสำหรับเด็กทุกคน และช่วยเด็กในการเรียนรู้ ดังที่แสดงออกในผลทดสอบ ผลการประเมินครูปฐมวัย และผลการประเมินตนเอง

- สร้างผลลัพธ์ (Outcome) เพื่อเด็กที่เป็นบวกในเชิงวิชาการ ทัศนคติ และสังคม อาทิ การมาเรียนอย่างสม่ำเสมอ การเลื่อนชั้นไปยังระดับถัดไป ประสิทธิผลของตนเอง (Self-efficacy)และพฤติกรรมร่วมมือ [กับผู้อื่น]

- ใช้ทรัพยากรที่หลากหลายในการวางแผน และจัดโครงสร้างโอกาสการเรียนรู้ ติดตามผลความคืบหน้าของเด็ก ปรับการสอนตามที่จำเป็น และประเมินการเรียนรู้ จากหลากหลายแหล่ง (Multiple sources) ด้วยกัน

- พัฒนาชั้นเรียนและโรงเรียนที่ให้คุณค่าแก่ความหลากหลาย (Diversity) และการมีจิตสาธารณะ (Civic mind)

- ร่วมมือกับครูปฐมวัยอื่นๆ ผู้บริหารโรงเรียน พ่อแม่ และนักวิชาชีพการศึกษา เพื่อแน่ใจว่า เด็กจะประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะเด็กที่มีความต้องการเป็นพิเศษ และผู้มีความเสี่ยงสูงที่จะล้มเหลว

ครูก็เป็นบุคคลที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาเด็ก การเตรียมความพร้อมให้เด็ก สามารถดำเนินชีวิตในศตวรรษที่ 21 นี้ได้ นอกจากปรับระบบความคิดเกี่ยวกับการเรียนการสอนสำหรับเด็กเล็กแล้ว ครูยังสามารถช่วยเด็กๆได้อีกหลายทาง ไม่ว่าจะเป็น การจัดห้องเรียนให้เอื้อต่อการเรียนรู้ เช่น การตกแต่งห้องเรียนด้วยรูปภาพหรือสื่อการสอนที่มีสีสันสดใส ทำให้เด็กอยากเข้ามาเรียนรู้ ซึ่งนั่นถือเป็นการพัฒนาทักษะทางการคิดของเด็ก และช่วยเสริมสร้างจินตนาการของพวกเขาได้อีกด้วย





แหล่งที่มา

http://taamkru.com/th/th/การพัฒนาเด็กและครอบครัวในศตวรรษที่21/

http://taamkru.com/th/ครูปฐมวัย-พันธุ์ใหม่มืออาชีพ-ตอนที่59/

http://taamkru.com/th/ครูปฐมวัย-พันธุ์ใหม่มืออาชีพ-ตอนที่29/