ค่ายต้านลมหนาว สานปัญญา

ดั่งสายลมที่พัดผ่านลานป่าพาใบไม้พลัดถิ่น
ดังสายน้ำที่ไหลรินพัดพานำดวงใจฉันมาใกล้เธอ
ความหวังดี ที่เธอให้สังคม ฉันชื่นชมเธอเสมอ
เพื่อพี่น้อง ผู้ที่ยากไร้รวมดวงใจของเราฟันฝ่า"


วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 เวลา 03.00 น. เป็นเวลานัดหมายของนิสิต

ที่มีใจอาสาเข้าร่วมค่ายต้านลมหนาว สานปัญญา ที่ทางกลุ่มนิสิตพรรคชาวดิน

มหาวิทยาลัยมหาสารคามจัดขึ้น นับจำนวนแล้วกว่า 90 ชีวิต มาร่วมกัน ณ

บริเวณหอพระกันทรวิชัย เพื่อขึ้นรถมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทาง โรงเรียนร่องกล้าวิทยา

อุทยานภูหินร่องกล้า ต.เนินเพิ่ม อ.นครไทย จ.พิษณุโลก พอได้เวลามีอาจารย์ธายุกร

มาให้กำลังใจและมาส่งขึ้นรถ ครั้งนี้นับได้ว่าเป็นค่ายแรก และไม่มีอาจารย์ที่ปรึกษาไปดูแล

แต่เราก็มีใจที่จะจัดค่ายนี้ให้สำเร็จต้องดูแลจัดการตนเอง

แต่ก่อนจะออกเดินทางก็ทำการไหว้พระขอพรพร้อมเครื่องบูชาพระรัตนตรัยเพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจ

จนเวลาประมาณ 04.00 น.

รถหกล้อที่เหมาไว้จำนวน 3 คันโดยเฉลี่ยบนรถมีนิสิต คันละไม่เกิน 30 คน

บนรถมีสัมภาระและสิ่งของบริจาคจากศรัทธาทั่วสารทิศมากมาย เพื่อมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทาง


ระหว่างเดินทางราว 8 ชั่วโมง ผู้เขียนได้ไปเตรียมค่ายรอที่โรงเรียนร่องกล้าวิทยา

ได้ติดต่อสื่อสารประสานงานเรื่อยๆกับนายสุรชัย ผู้นำขบวนเพื่อนนิสิตชาวค่าย เรื่องราวระหว่างเดินทาง

เป็นเช่นไรผมไม่สามารถนำมากล่าวได้ เนื่องจากไม่ได้อยู่ในการเดินทาง จนเดินทางไปถึงจุดหมาย

ปลายทางเวลาประมาณ 14.00 น. นับว่าเป็นการเดินทางที่ใช้เวลานานมากจนผู้ร่วมเดินทางบ่น

ว่าปวดเมื่อยไปหมด แต่พอมาถึงสถานที่ความเหนื่อยเมื่อยล้าก็หายและกลายมาเป็นรอยยิ้ม

เพราะว่ามาเจอกับบรรยากาศโอโซนชั้นดี เจอกับเด็กนักเรียนบนดอยน่ารักๆ


เมื่อมาถึงเพื่อเป็นการไม่เสียเวลาได้เรียนเชิญประธานในพิธีทำพิธีเปิดค่าย

ได้รับเกียรติจากผู้อำนวยการโรงเรียนท่านนายสุพจน์ ฟักอ่อน เป็นประธานในพิธี

กระผมได้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้สมาชิกกลุ่มนิสิต “ชาวดิน”

ได้เปิดรับบริจาคสมทบทุนเพื่อมอบเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่เด็กนักเรียน สร้างตลาดนัดเด็กดอย

และทำกิจกรรมร่วมกับชุมชนด้านเรียนรู้แลกเปลี่ยน เผยแพร่วิถีชีวิตความเป็นอยู่ร่วมกับชุมชน

การศึกษาโครงการตามแนวพระราชดำริทุ่งกระดาษภูหินร่องกล้า

และกิจกรรมการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มุ่งให้นิสิตเกิดกระบวนทัศน์ในเรื่อง

“จิตสำนึกสาธารณะ” ด้วยการพัฒนาตนเองและสังคม คุณธรรมและจริยธรรม

ได้เรียนรู้ชุมชนควบคู่ไปกับการให้บริการสังคม ตามพันธกิจของกลุ่มนิสิต


หลังจากที่ท่านประธานกล่าวเปิดค่ายและกล่าวต้อนรับ ครูธนกร(ครูเทียน)

ได้กล่าวต้อนรับยินดีกับพี่น้องชาวดินที่ได้มาที่นี้ และบอกว่า "พี่ก็เป็นศิษย์เก่า

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม พี่เคยมาออกค่ายกับพรรคชาวดินที่นี้ หลังจากที่จบก็ได้มา

บรรจุครูที่ดี พี่ดีใจที่เห็นนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามมาที่นี้ ให้น้องๆพึงระลึกไว้เสมอว่า

เรามาในนามมหาวิทยาลัย พี่จำได้เสมอว่าบัณฑิตที่ดีพึงเป็นอยู่เพื่อมหาชน

การทำกิจกรรมทุกกิจกรรม จะทำให้เรามีโอกาสพัฒนาและเป็นประสบการณ์

วันพรุ่งนี้จะมีนักข่าวช่องต่างๆมาทำข่าว พี่ก็ดีใจ อย่ามองพี่ที่ภายนอกที่การแต่งตัว

พี่มาอยู่ด้วยหัวใจที่ยิ่งใหญ่ ด้วยจิตวิญญาณ พี่สอนเด็กนักเรียนที่นี้ครูที่นี้ ไม่เคย

ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ให้เด็กนักเรียนและผู้ปกครองเห็น พี่จึงขอฝาก และขอขอบคุณที่น้อง

มาพัฒนาที่นี้ ตลาดเด็กดอยเป็นความคิดของชาวดิน พี่สอนเด็กที่นี้ไม่จำเป็นให้เขาเก่ง

แต่ให้เขาหาเลี้ยงตัวเองได้ ให้โอกาส สร้างรอยยิ้ม แบ่งปันความสุข"

และได้ให้น้องประธานนักเรียนกล่าวต้อนรับ หลังจากนั้นก็เก็บสัมภาระ

และรับประทานอาหารเที่ยง เเต่รับประทานเกือบบ่ายสามเลยทีเดียว

ผู้เตรียมค่ายเตรียมอาหารไว้ จนข้าวผัด ผัดซีอิ้ว เย็นและเสียรสชาติหมดแต่ต้องรีบทาน

เพราะ จะได้นั่งรถไปชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์ ได้แก่โรงเรียนการเมืองการทหาร

โครงการพระราชดำริ และจุดชมวิว ผาพบรัก ผาบอกรัก ผารักยืนยง ผาสลัดรัก

นับว่ามาวันแรกก็ได้เที่ยวชมสูดบรรยากาศสดชื่น รับสายลมเมฆหมอก และพร้อมที่

จะทำกิจกรรมวันถัดไป

โรงเรียนการเมืองการทหาร สถานที่ปลูกฝังและสั่งสอนปลุกระดมลัทธิคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย

รูปรถแทรกเตอร์ทำถนนที่ถูกยึดโดยหัวหน้าคอมมิวนิสต์ และถูกทหารยึดมาอีกครั้งพร้อมทำลาย

ยังคงอยู่เป็นสักขีพยานดินแดนดาวห้าแฉกแห่งร่องกล้า


ในการเยี่ยมชมสถานที่สำคัญบนอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าครั้งนี้

ขอบขอบคุณวิทยากรคุณลุงเสือใจดี อดีตทหารกล้าแห่งร่องกล้า

ได้เป็นวิทยากรพาเยี่ยมชมสถานที่สำคัญ และยังแง่คิดสติข้อเตือนใจมากมาย

พร้อมถ่ายรูปนิสิต เพื่อเอาไปทำข่าวพิษณุโลกนิวส์ หลายคนคงจะได้เป็นข่าวเลยทีเดียว

หลังจากที่เยี่ยมชมสถานที่สำคัญเสร็จ ก็ราวๆประมาณห้าโมงเย็น

จึงพาเพื่อนร่วมค่ายกลับที่พัก ชี้แจงรายละเอียดที่พัก โดยมีจุดกางเต้น

หากท่านใดไม่มีเต้นก็ให้นอนที่ห้องเรียนแยกชายหญิง

ห้ามสูบบุหรี่และดื่มสารเสพติดทุกชนิด ไม่มีเรื่องชู้สาว และการพนัน

ก็ให้ทำภารกิจส่วนตัว และได้บอกว่าให้ชาร์จแบตโทรศัพท์ได้ แต่ต้องมีการบำรุงค่าน้ำค่าไฟ

ของโรงเรียนเล็กน้อยตามกำลัง หลังจากนั้นประมาณ 19.00 น.

ร่วมรับประทานอาหาร แล้วมีวิทยากรชุมชนมาบรรยายให้ความรู้ต่างๆ

ถึงอุทยานภูหินร่องกล้า วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ ชาติพันธ์ุ

พร้อมเปิดโอกาสให้ซักถามตามอัธยาศัย พร้อมมีการเเลกเปลี่ยนกันพอสมควร

ก็มีการเล่นแคนม้ง ซึ่งเป็นวัฒนธรรมเครื่องดนตรีประจำกลุ่มชาติพันธุ์ ได้โชว์ลีลาการเป่า

แต่จังหวะจะไม่เหมือนแคนอีสาน เพราะว่าแคนม้งใช้ประกอบพิธี ไม่ใช่การร้องเล่น

ผู้เฒ่าเป่าแคนเล่าว่า สมัยก่อนสามารถยืนบนไม้กระดานแผ่นเดียว

ต้มน้ำกระทะร้อนๆเป่าแค้นโชว์ฝีมือ แต่ตอนนี้อายุมากแล้วก็เลยทำไม่ได้ ก็รอลูกหลานสืบทอด

สำหรับคืนแรกก็หนาวเย็นพอสมควร ก็มีการสวดมนต์ก่อนนอนร่วมกัน

และให้เข้านอน พร้อมตื่นมาทำกิจกรรมต่อยามเช้า

ตื่นเช้ามาวันที่ 12 พฤศจิกายน สูดอากาศยามเช้าพร้อมออกกำลังกายทำกายบริหาร

ร่วมกับน้องเด็กนักเรียน ยอมรับได้เลยว่าพวกเขาตื่เช้ามากๆ บรรยายากาศเป็นไปอย่างมีความสุข

พร้อมกับรอยยิ้ม เสียงหัวเรอะ น้องหัวเรอะพี่ พี่หัวเรอะน้อง

หลังจากกายบริหารเช้าเสร็จ เวลา 08.00 ของทุกวันก็มีการเคารพธงชาติ

สวดมนต์แผ่เมตตา ยืนสงบนิ่งทุกวันของการอยู่ค่าย


หลังจากเคารพธงชาติเสร็จ พาผู้ร่วมค่ายทานข้าวเช้า เพื่อทำภาระกิจสร้างตลาดเด็กดอย ตามหน้าที่แบ่งไว้


ทีมทำรั้วสวนดอกไม้ชั้นล่าง รับผิดชอบทีมโดย นายอภิสิทธิ์ นามพุทธา นายนนทวัตร สระแก้ว

ตัดไม้ไผ่ทำเป็นขั้นบันได้และรั้วกั้น ส่วนผู้หญิงก็เป็นลูกมือค่อยยืนส่งไม้ ถอนหญ้า ดายหญ้าวัชพืชต่างๆ

ชาวบ้านก็ทำหน้าทีตัดไม้ไผ่ตามขนาดที่ต้องการ


ทีมทำขั้นบันไดตลาดเด็กดอยด้านหน้า นำโดยนายสุรชัย ทาระคุณ และเพื่อนสมาชิกประมาณ 6 คน

ลูกมือผู้หญิงช่วยคนไม้ ผู้ชายขุดดิน อัดดิน ใส่ไม้ค้ำยันบันได ทำไปทำมาบันไดได้ 8 ขั้นชาวบ้านมาทักว่าบันไดเลขคู่ไม่ดี

ให้เพิ่มหรือลดเป็นเลขคี่ ก็ลงตัวที่ก้าวขั้นทำงานกันด้วยความตั้งใจ


ทีมสร้างบันไดทางทิศตะวันตก นำโดยนายประวิทย์ ทวีวาร (แทน ชาวดิน) บันไดฝั่งนี้ลงตัวที่ 5 ขั้น

มีทีมพี่ผู้กองตำรวจมาช่วยทำ ส่วนลูกมือผู้หญิงคอยตอกไม้ไผ่เป็นไม้ค้ำยันขั้นบันได ผู้ชายอัดดินแน่น

แต่ผิดพลาดที่ทำบันไดจากชั้นบนลงมาชั้นล่าง จนประทานเดินมาเห็นก็เลยชมแบบขำๆว่า

"หมู่เจ้าเฮ็ดก่อสร้างจากสูงลงต่ำ คือ ช่างมาเก่งกว่าวิศวะกรแท้ 55555"


ทีมรื้อถอนเพลิงซุ้มขายของ นำโดยนายปวุฒิ และสหายเบียร์ ก็ขมักเขม้น

ทีมนี้ไม่มีลูกมือเป็นผู้หญิง แต่ร่วมกับชาวบ้านและท่านอาจารย์ดร.จีรวัฒ คนมีค้อนมือก็ถือค้อน

รื้อถอนกันอย่างรวดเร็วและสนุกสนาน พูดคุยเรื่องราวแลกเปลี่ยนความรู้ แบบทั้งทำทั้งคุยกันอย่างลงตัว


ทีมทำม้านั่งให้นักท่องเที่ยว กับทำเวทีการแสดงให้น้องม้ง นำโดย นายทวิน ชัยพรม กับนายคมกฤษ

ร่วมกับลูกมือผู้หญิง และเด็กๆ ที่มีชาวบ้านให้การดูแลเป็นพิเศษ เรื่องความปลอดภัย การรับน้ำหนัก

การตัดไม้ การตีตะปู เพื่อให้ได้มาตรฐานที่สุด ฝ่านนี้นับว่าเป็นฝ่ายที่ต้องเก็บรายละเอียดเยอะสุด มีชาวบ้านเป็นพี่เลี้ยง

แต่ก็บรรลุจุดหมายอย่างสวยงาม


ทีมดูแลแปลงผัก ทำรั้ว ดายหญ้า เก็บวัชพืช ทางด้านสวนเกษตอินทรีย์ นำโดยนายวสันต์ ทันพรม นางสาวกาญจนาวัลย์

และลูกมือจำนวน9 คน ช่วยกันทำอย่างตั้งใจ และประดิษฐ์ประดอยสวยงาม


ชาวม้งนำไม้ไผ่มาทำเป็นกระถางต้นไม้ และถ่ายทอดให้นิสิตค่ายได้ลงมือทำด้วยตนเอง


ชาวม้งนำไม้ไผ่มาสานเป็นฝาผนัง แบบภูมิปัญญาที่หาดูอยาก มีลูกเล็กเด็กแดง นิสิตค่ายเป็นลูกมือ


กิจกรรมตอนเย็นนับเป็นกิจกรรมประวัติศาสตร์ที่ควรจารึก คือการลงนามถวายความอาลัย

จุดเทียนถวายความอาลัย เเด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลเดช

มหิตลาธิเบศ รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร

มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมนี้จำนวนมากกว่า 300 ชีวิต เสียงร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี

ก้องไปทั้งหุบเขาบ้านร่องกล้า ซึ่งผู้เขียนเองประทับใจและสุดที่จะบรรยาย



คำ่คืนนี้นับว่าเป็นคืนพิเศษ หลังจากทานข้าวเย็นเสร็จ มีการจัดกิจกรรมรอบกองไฟ

มีนักร้องแทน ชาวดิน ฟลุก บรรเทิง และมือกีตาร์อาสา ร้องเพลงให้ความสุข ปันรอยยิ้ม

มีน้องๆเด็กๆที่ผู้ปกครองไว้วางใจ ฝากให้ดูแลนั่งล้อมกองไฟ แผนกเผามันเทศก็เผาและแจกคนรอบๆ

แต่ปล่อยมุก หรือพูดโดยไม่เจตนาอย่างไรไม่ทราบ พุโกับคนรอบกองไฟว่า

" เอามันไหม ๆๆ ใครจะเอามันบ้าง" จนทำให้คนรอบๆหัวเรอะกันอย่างขำกลิ้ง

พิธีกรได้จับไมค์และเดินไปรอบๆให้ทุกคนกล่าวความรู้สึก ความประทับใจ และคอมเม้นค่าย

ก็ได้คำตอบหลากหลายมุมมอง และไปในทางสร้างสรรค์ มีครูเทียนได้กล่าวความรู้สึก

และร้องเพลงที่แต่งเอง และกล่าวอำลาน้องๆเพราะพรุ่งนี้ไม่ได้อยู่ส่ง ต้องไปสอบวิจัยป.โท

ค่ำคืนนี้ก้จบลงด้วยบทเพลง และได้งดใช้เครื่องขยาย แต่ถ้าท่านใดอยากจะนั่งคุยกันรอบๆกองไฟ

ก็สมารถทำได้หรือเหนื่อยล้าก็เข้านอนพักผ่อน คืนนี้ผู้เขียนเป็นเวรดูแลความปลอดภัยดึก

ก็เลยร่วมแจมรอบกองไฟ เล่าเรื่องผี สิ่งที่เหนือธรรมชาติ ทำเอาคืนนั้นขนลุกนอนไม่หลับกัน

จนต้องเดินไปส่งเข้าที่พักเลยทีเดียว 5555

ขอกล่าวถึงแผนกอาหาร ได้แก่น.ส.สรวงสุดา น.ส.อาทิตยา และพี่ตำรวจ พี่พยาบาล พี่เภสัช

หลังจากที่ผู้เขียนได้ลงเขาไปซื้อหมูกับไก่และผักแบกขึ้นมาให้แล้ว

ฝ่ายอาหารก็ช่วยกันเตรียมอาหารมื้อพิเศษ กลางดึก หั่นผัก หั่นเนื้อ ปั้นแป้ง

เพื่อเลี้ยงชาวค่ายและน้องนักเรียนตอนเช้า ได้แก่เมนู ผัดเปรี้ยวหวาน บัวลอย ผัดกระเพรา

น้ำสมูทตี้ ข้าวสวยร้อนๆ

เช้าวันที่ 13 พฤสจิกายน เช้าวันสุดท้ายของค่ายต้านลมหนาว สานปัญญา หลังจาก 08.00 น.เคารพธงชาติเสร็จ

ก็ร่วมกันทานข้าวเช้า กับน้องเด็กๆนักเรียนร่องกล้าวิทยา ให้น้องปั่นน้ำสมูทตี้ทาน และดูแลน้องแต่ล่ะคน ป้อนข้าวป้อนน้ำ เล่นหยอกล้อ

กันอย่างสนุกสนามีความสุข สำหรับอาหารมื้อนี้ต้องขอขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีเป็นอย่างสูง

ที่ได้บริจาคเงิน และลงแรงร่วมทำ คุณพ่อดาบ พี่พยาบาล พี่เภสัช ถือว่าชดเชยอาหารสองวันแรกที่ขาดตกบกพร่อง

จะเอาอะไรมากเราอยู่ในที่การคมนาคมไม่สะดวกเท่าไร อาหารการกินก็ต้องตามมีตามได้ของท้องถิ่น

เวลา 10โมงเช้า ได้ทำพิธีปิด และมอบของที่ระลึก พร้อมทั้งสิ่งของอุปโภค บริโภคอุปกรณ์การเรียนให้น้องนักเรียน

ร่องกล้าวิทยา มอบเงินสนับสนุนจำนวน 10000 บาท เงินบำรุงค่าน้ำค่าไฟ 1234 บาท และกล่องยาสามัญให้กับห้องพยาบาล

น้องต่อแถวมารับอุปกรณ์การเรียนน่ารักมาก พี่ๆมีความสุข ที่เห็นรอยยิ้มน้องๆ ได้ร้องเพลงขอบคุณ

"อัวเจ่า อัวเจ่า เราจะย้อนกลับมาใหม่"


ร่วมถ่ายรูปหมู่ไว้เป็นที่ระลึก ณ รร.ร่องกล้าวิทยา ต.เนินเพิ่ม อ.นครไทย จ.พิษณุโลก

ระหว่างกำลังเก็บสัมภาระขึ้นรถเพื่อเดินทางกลับมหาสารคามน้องๆได้มาส่งพี่ขึ้นรถ

ด้วยน้ำตานอง กอดกัน ร่ำไห้ ทำเอาพี่ๆใจหายไปตามๆกันไม่อยากกลับ

น้องบอกว่า " ไม่เคยมีใครมาทำกิจกรรมแบบพี่ๆเลย

ส่วนใหญ่ก็แค่มาแจกสิ่งของแปบเดียว แล้วก็กลับ แต่พี่ๆมาดูแลหนู พากินข้าว ร้องเพลง ออกกำลังกาย

มาเล่นกับหนู ช่วยหนูสร้างตลาด ดีใจมากค่ะ และขอบคุณพี่ๆมากนะคะ"

ประธานนักเรียนกล่าว


เวลาประมาณ 11 โมง ไม่อยากจากก็จำใจจาก เพราะ มีหน้าที่ต่อคือการกลับมาศึกษาเล่าเรียน ตอนกลับคนขับรถได้พาเปลี่ยนเส้นทาง

เนื่องจากคำนวณเวลาแล้วเป็นห่วงความปลอดภัย ถ้ากลับทางเดิมถนนสายเก่า คงจะต้องผ่านขุนเขาคดเคี้ยวที่น้ำหนาว

ก็เลยพากลับทางด้านซ้าย จังหวัดเลย แวะกราบพระธาตุศรีสองรัก และเดินทางต่อจนถึง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เวลา 23.32 น.

การเดินทางค่ายต้านลมหนาว สานปัญญา ในครั้งนี้ ของกลุ่มนิสิตพรรคชาวดิน

นับว่าเป็นความสำเร็จ และฐานสำคัญในการเปิดตัวกิจกรรม โดยใช้วาทะกรรมปรัชญาที่ว่า

กิจกรรมเพื่อส่วนร่วมและสังคที่ดีกว่า ศรัทธาเชื่อมั่น

ถ้าไม่มีใจในการเดินทางคงไม่สำเร็จเป็นแน่แท้ ถ้ามัวแต่มองแต่ปัญหาเป็นที่ตั้ง คงจะไม่ได้ทำอะไร

ถ้ามองทุนทางวัตถุเป็นปัจจัยคงจะต้องอยู่เฉยๆ ในครั้งนี้ได้รับเงินบริจาค จากผู้มีจิตศรัทธา

เพื่อสนับสนุนการจัดค่าย เป็นจำนวนเงิน 30,992 บาท (สามหมื่นเก้าร้อยเก้าสิบสองบาท)

เงินทุนพรรคจากงานคืนเหย้า 19,364 บาท เงินเก็บจากสมาชิกค่าย 27,600 บาท

นับมูลค่าแล้วไม่ร่วมสิ่งของบริจาค 77,956 บาท (เจ็ดหมื่นเจ็ดพันเก้าร้อยห้าสิบหกบาทถ้วน)

ใช้จ่ายทั้งหมดค่ารถเดินทาง 38,000 บาท ค่าอาหารชาวค่าย 16,693 บาท

บริจาคสบบทุน 10,000 บาท ค่าวิทยากร 1,000 บาท ค่าอุปกรณ์การเรียน 2,200 บาท

หมวกไหมพรม 1,800 บาท และค่าใช้จ่ารายย่อยเบ็จเสร็จ 6,083 บาท

คงเหลือเป็นเงินพรรคจำนวน 2,180 บาท ถงจะไม่ได้กำไลอย่างไรก็ตาม

ผมเเชื่อเสมอว่าการทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวมคือการเสียสละ เงินไม่มีไม่ทำก็ไม่ได้

ระยะเวลาเตรียมค่าย 9 วัน ผลสำเร็จออกมาขนาดนี้ คงเป็นที่น่าพอใจสำหรับค่ายแรกของผู้เขียน

เงินไม่มีกิจกรรมทำต่อไป หาใหม่ได้ไม่ต้องกังวล เงินไปเที่ยวเดี๋ยวก็มา

สิ่งที่ได้รับแน่นอนว่านิสิตกับการช่วยเหือสังคมและชุมชน บนโจทย์พื้นฐานภูมิปัญญาและวิถีชีวิตวัฒธรรม

ชาติพันธุ์ม้งได้หล่อหลอมรวม กับนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามอย่างลงตัว ได้ความรู้ ประสบการณ์การเดินทาง

ค่ายนี้เดินทางไกลถึงภาคเหนือ แต่กล้าพูดได้เลยว่าคุ้มเกินคำบรรยาย

หากมีข้อผิดพลาด ขาดตกบกพร่องประการใด ทางคณะกรรมการน้อมรับและนำไปปรับปรุงแก้ไข

งานกิจกรรมต่อไปคงจะออกมาดียิ่งขึ้น

หากจะขอขอบคุณกล่าวชื่อเสียงเรียงนามคงไม่ครบ ก็ขอขอบคุณผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน อาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อนร่วมงาน

พี่น้องสมาชิกค่าย คุณตำรวจใจดี พี่หมอ พี่เภสัช พี่พยาบาล พี่ศิษย์เก่าพรรคชาวดิน ครูดอยแห่งร่องกล้า ผู้ร่วมบริจาค

องค์การบริหารส่วนตำบลเนินเพิ่ม อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า คณาจารย์มหาวิทยาลัยนเรศวร

เจ้าหน้าที่มทร.กรุงเทพ โรงเรียนห้วยน้ำไซ สาขาร่องกล้าวิทยา และประชาชนบ้านใหม่ร่องกล้า ณ โอกาสนี้

#ภาพหลายภาพสามารถตอบความหมายได้หลายสิ่ง มีเรื่องเล่าไม่รู้จบ ถ้ามีโอกาสผู้เขียนคงได้นำมาบรรยายต่อไป

"ดั่งสายน้ำกลิ่นดินในลมหมอก
มีช้ำชอกล้มลุกไม่หวั่นไหว
จงศรัทธาเชื่อมั่นตลอดไป
จดจำไว้ยึดถือคือชาวดิน
"

มหาชาวดิน(นายณัฐพล ศรีโสภณ)

บันทึกเมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2559

กิจกรรมเพื่อส่วนร่วมและสังคมที่ดีกว่า



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน แผนที่ชีวิต



ความเห็น (0)