รีวืวหนังสือ :ช่างเชื่อมความรู้

B-chai
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ



"ช่างเชื่อมความรู้" มีด้วยเหรอช่างนี้ ทำอะไรหนอ

เหมือนช่างเชื่อมโลหะ ช่างประปา ช่างกล ไหม จบจากที่ไหนกัน

คำถามนี้ อาจจะเกิดขึ้นเมื่อขึ้นเห็นหน้าปกหนังสือเล่มนี้


ถ้าจะตอบ (จากคำถามที่ตั้งขึ้นมาเอง)

ความเหมือนกันอยู่ที่ การเป็นคนกลาง ที่เชื่อมระหว่างสิ่งหนึ่งกับสื่งหนึ่ง

เหมือนกันช่างเหล็ก ที่ต้องเชื่อม เหล็กอีกเส้นกับอีกเส้น หรือหลายเส้น

ให้เป็นรูปร่างตามต้องการ หรือตามประโยชน์ที่จะใช้

สรุปช่างเชื่อมคือ

1) มีคนกลาง ที่มีความสามารถ เข้าใจสิ่งที่จะเชื่อมได้

2) มีวัตถุที่จะเชื่อม จะเหมือนกันหรือต่างกัน

3) มีเป้าหมาย ของการใช้ประโยชน์จากสิ่งนั้น

4) มีวิธีการที่จะเชื่อมวัตถุนั้นๆ เข้าด้วยกัน เหมือนช่างเหล็ก ก็ต้องมีเครื่องเชื่อม มีคีม มีหน้ากากกันไฟ เป็นต้น

แล้้วถ้าเป็นช่างเชื่อมความรู้ ล่ะ ทำอย่าง

เอาหนังสือ สองเล๋มมาประกอบกัน เป็นชั้นๆๆ ........

ไม่ใช่แน่ อย่างนั้นต้องเรียกว่า ช่างเชื่อมหนังสือ ฮุๆๆๆ

ก่อนจะไปกันใหญ่ กลับมาที่หนังสือเล่มนีั้ ก่อน

ในหนังสือ บอกถึงบทบาทของช่างเชื่อมความรู้ ไว้ดังนี้

"การมีคนกลางมาเชื่อมต่อระหว่างผู้ให้ทุนและนักวิจัย" จะมีความแตกต่างจากการ "จัดการงานวิจัย"

ผ่านการให้ทุนแก่นักวิจัยอย่างที่เคยผ่านมาและรูปแบบการทำงานที่มีบทเรียนที่น่าสนใจอย่างไร

ทั้งในแง่แนวคิด วิธีปฏิบัติ และผลที่เกิดขึ้นจริงๆ ไม่ว่าจะมองจากมุมของความรู้ที่เพิ่มขึ้น และการกำหนดนโยบาย"


สรุปเนื้อหาย่อในหนังสือ ประกอบด้วย

1) การเป็นคนกลางเชื่อมให้งานวิจัยต่างจากที่เป็นมา

2) เชื่อมความรู้ จากการวิจัย และนโยบาย ,

3) มีเป้าหมาย เพื่อ เพื่อเพิ่มความรู้และการกำหนดนโยบาย

4) มีบทบาทในการเชื่อมต่อ ระหว่างผู้ให้ทุนและนักวิจัย

แล้วต้องทำอะไร ถึงจะเป็นช่างเชื่อมความรู้

ในหนังสือ ได้สรุปประสบการณ์ และกระบวนการ ที่ มสช.ใช้ในฐานะคนกลาง

ที่เข้ามาเชื่อมความรู้ระบบบริการปฐมภูมิและส่งต่อระดับนโยบาย

รายละเอียดพอสังเขป

1) คนกลางต้องรู้อะไร ช่างเชื่อมความรู้ ก็ต้องเข้าใจปรัชญาพื้นฐานของการเชื่อมประสาน หรือที่ NGOs ส่วนหนึ่งรู้จัก สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา ของอาจารย์ประเวศ วะสี ที่สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ โครงสร้างการกลุ่มคน ที่อาจารย๋บอกว่า จะสามารถแก้ไขปัญหาสังคมได้ ประกอบไปด้วย นักวิจัย ภาคประชาสังคม และผู้กำหนดนโยบาย

2) สิ่งที่ต้องเชื่อม ซึ่งไม่ใช่หนังสือ แต่เป็นความรู้ ที่มาจาก 3 แหล่ง คือ 1)กลุ่มคนที่มีเป้าหมายเดียวกันในเรื่องนั้น หนังสือใช้คำว่าคณะทำงาน , 2)นักวิชาการและนักวิจัย 3) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อจะดูว่าใครเกี่ยวข้องตรงไหนอย่างไร (สำหรับผู้เขียน เห็นว่า ด้วยบทบาทของทั้งสามกลุ่ม จะส่งผลต่อการเลือกความรู้ให้ตรงกับความต้องของตนเอง)

3) เป้าหมายที่จะเชื่อม คือ การกำหนดนโยบาย ในหนังสือเล่าถึงประสบการณ์และความความสำเร็จในการนำความรู้ไปสู่การกำหนดนโยบาย ซึ่งหนังสือได้เล่าให้ถึง ความสำเร็จของเป้าหมาย คือ ความรู้ ถูกนำไปใช้เป็นนโยบายได้ทันที 2) ความรู้ที่ได้ต้องถูกนำไปเจรจาต่อรอง เพื่อไปกำหนดเป็นนโยบาย และ 3) ความรู้ถูกเพิกเฉยไม่ได้นำไปใช้ในการกำหนดนโยบาย ในท้ายเล่มหนังสือมีบอกถึงเคล็ดลับเพื่อเชื่อมความรู้ให้มีประสิทธิภาพ

4) วิธีการเชื่อมต่อ ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 5 ขั้นตอน คือ 1)การสร้างภาพอนาคตเดียวกัน ของคณะทำงานหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง 2) เสาะหาความรู้ 3)เปิดพื้นที่การสื่อสาร 4)ผลิตและรวบรวมความรู้เพิ้มเติม 5) เชื่อมสังเคราะห์ สร้้างภาพใหญ่ของชุดความรู้

ในหนังสือ ยังบอกเคล็ดลับ ต่าง ๆ ของการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ ซึ่งมีเคล็ดลับ อยู่้ 4 ข้อ คือ

1)จัดกลุ่มผู้เข้าร่วมตามประสบการณ์และความสนใจ ให้คนสนใจจริงเรื่องเดียวกัน อยู่กลุ่มเดียวกัน 2)ทำให้เป็นเวทีแห่งมรรค มิใช่ทุกข์ 3) มีผู้ควบคุมเวทีที่ซื้อใจและศรัทธาจากทุกคนได้ 4) การกำหนดบทบาทผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

อ่านมาถึงตรงนี้ แล้ว ก็น่าจะพอเห้นประโยชน์ของหนังสือฉบับนี้ ล่ะ สำหรับคนที่ทำงานเชื่อมประสานการพัฒนาต่่าง หนังสือฉบับนี้ น่าจะพอเป็นประโยชน์

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน อ่านหนังสือและมาเล่าต่อ



ความเห็น (0)