ชีวิตที่พอเพียง : 2789. ไปอเมริกา ๒๕๕๙ : ๖. เที่ยว ฟิลาเดลเฟีย (๒)

๙ ตุลาคม ๒๕๕๙ วันฝนตก

วันนี้ฝนตกตั้งแต่ตีห้า ผมจึงอดออกไปวิ่งออกกำลัง พยากรณ์อากาศบอกว่าฝนจะตกถึงราวๆ ๑๑ น. หลังกินอาหารเช้าสาวน้อยก็ชวนกรำฝนออกไปแถว Independence Mall อีก เราไปเข้าคิวที่ Liberty Bell Center ซึ่งมีคนน้อยมาก ไปชมระฆังที่ตีไม่ดังเพราะร้าว แต่เพราะมันมีตัวอักษรจารึกว่า “Proclaim LIBERTY throughout all the land unto all the inhabitants thereof” จึงมีคนเรียกชื่อว่า Liberty Bell และใช้เป็นสัญลักษณ์ ของเสรีภาพ โดยคณะผู้เรียกร้องให้เลิกทาส (abolitionist) ระฆังจริงๆ ตีไม่ดัง แต่คำที่จารึกเปิดโอกาสให้คน นำไปใช้กระตุ้นอารมณ์ ระฆังนี้จึงกังวาลในใจคนยิ่งกว่าเสียงระฆังใดๆ กังวาลว่า ... เสรีภาพ พวกเราคนไทยจะไม่ลึกซึ้งกับคำนี้เหมือนคนอเมริกันเมื่อสองร้อยห้าสิบปีก่อน เขาลึกซึ้งเพราะเขาหนีไปจากยุโรป ที่มีการกดขี่โดยพระหรือเจ้า ไปสร้างสังคมใหม่ที่มีเสรีภาพกว่า


ระฆังร้าว กลายเป็นสัญลักษณ์กระตุ้นการเลิกทาส

เรากรำฝนไปที่ Philadelphia History Museum และพบว่าวันอาทิตย์ปิด เป็นความผิดของผมเอง ที่ไม่ได้ตรวจสอบให้ดี

หลังจากนั้น สาวน้อยพาผมกรำฝนไปเยี่ยมหลุมฝังศพของ เบนจามิน แฟรงคลิน ที่ Christ Church Burial Ground แต่เมื่อไปถึงพบว่าเขาปิดเพราะเป็นวันอาทิตย์ จะเปิดบ่ายโมง

หลังอาหารเที่ยง ฝนหยุด เราไปชมได้อีก ๒ ที่คือ


National Constitution Center : เรียนรู้การเมืองอเมริกัน

แปลชื่อตรงตัวได้ว่า “ศูนย์รัฐธรรมนูญแห่งชาติ” เป็นพิพิธภัณฑ์ที่แสดงความภาคภูมิใจต่อนวัตกรรมการปกครองของประชาชนโดยประชาชนเพื่อประชาชนเป็นรูปแบบที่เขาคิดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลกเขาใช้คำว่า “We the people” เป็นคำขวัญแสดง พลังประชาชนในการสร้างชาติ และมีสิทธิ มีเสียงในการ ปกครองบ้านเมืองของตน โดยกำหนดไว้ใน รัฐธรรมนูญที่ร่างและประกาศใช้ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1788 รวมรัฐที่เป็นอิสระ ๑๓ รัฐเข้าเป็นประเทศเดียวกัน


ทันทีที่ใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เอี่ยมไม่เหมือนใคร ก็รู้ว่ายังมีจุดบกพร่อง ๑๒ จุด จึงมีกระบวนการแก้ไขครั้งที่ ๑ ที่ออกผลในปี 1791 เพิ่มเรื่องสิทธิของพลเมือง ถึงปี 1795 มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญถึง ๑๑ครั้ง ครั้งที่ ๑๑ ห้ามฟ้องรัฐ (state) ต่อศาลระดับประเทศ (federal) การปรับตัวอย่างมากในช่วงต้นๆ ของการตั้งประเทศคือความพอดีระหว่างอำนาจรัฐกับอำนาจประเทศ นักการเมืองที่เน้นอำนาจรัฐเรียกว่า republican พวกที่เน้นอำนาจประเทศเรียกว่า federalist


การปรับตัวอีกอย่างหนึ่งคือ อำนาจของศาลสูงของประเทศ กับการยอมรับของรัฐ ดังตัวอย่างประเทศ ทำสนธิสัญญากับอินเดียนแดงเผ่าเชอโรกีให้มีสิทธิอยู่ในดินแดนที่อยู่กันมาช้านานเมื่อรัฐจอร์เจียออกกฎหมาย เข้ายึดดินแดนของเชอโรกี ศาลสูงตัดสินว่าทำผิดรัฐธรรมนูญ แต่รัฐจอร์เจียก็ยังดื้อแพ่ง เพราะดินแดนนั้นมีทองอ่านเรื่องราวถึงตอนนี้ ผมนึกถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าทำผิด รัฐบาลทำหูทวนลม แบบเดียวกัน


ที่ตลกก็คือ เวลาผ่านไป ๔๘ ปีหลังการตั้งประเทศ คนขาวมีสิทธิเลือกตั้งเพิ่มขึ้น แต่คนดำกลับถูกตัดสิทธิ์เพราะในรัฐธรรมนูญปี 1790 ระบุผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่า “คนอิสระทุกคนที่มีอายุ ๒๑ ปีขึ้นไป” แต่ในปี 1838 เปลี่ยนเป็น “คนขาวที่มีอิสระทุกคน” เป็นชนวนให้เกิดขบวนการสิทธิมนุษยชนและต่อต้านการแยกผิว


ปี 1857 ศาลสูงของประเทศระบุว่าคนดำ ไม่ว่าเป็นคนอิสระหรือเป็นทาส ไม่มีสิทธิเป็นพลเมืองอเมริกัน


มีการแบ่งแยกรัฐออกเป็นสองฝ่าย คือฝ่ายเหนือกับใต้ ฝ่ายเหนือออกกฎหมายเลิกทาสในรัฐของตน ปี 1861 ลินคอล์น เป็น ปธน. และออกกฎหมายห้ามมีทาสในทุกรัฐทางตะวันตก รัฐฝ่ายใต้รวมตัวกันเป็น Confederation รบกับฝ่ายเหนือที่รวมตัวกันเป็น Union ในปี 1861 – 1865 เรียกว่าสงครามกลางเมือง (Civil War) ผลคือฝ่ายเหนือชนะและ ปธน. ลินคอล์นถูกยิงตายในปีเดียวกัน และมีการแก้ รธน. ครั้งที่ ๑๓ ห้ามการมีทาส ทั่วประเทศ แต่ความยุ่งยากเรื่องทาส และเรื่องแบ่งแยกผิว และเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ และความเท่าเทียมอื่นๆ ยังคงอยู่อีกนาน


ในปี 1868 แก้ รธน. ครั้งที่ ๑๔ ที่เรียกว่า Bill of Rights กำหนดให้มี “Equality for all” ให้ทุกคนที่เกิดในสหรัฐอเมริกาเป็นพลเมือง (citizen) ซึ่งจะเห็นว่าในความเป็นจริงอยู่ในตัวหนังสือ เท่านั้น สังคมอเมริกันไม่เท่าเทียมกันในแง่มุมที่ลึกมากจนถึงปัจจุบัน ลามมาสู่คนขาวด้วยกันเอง และที่แปลกคือ เข้าใจกันว่ากฎหมายนี้บังคับใช้ในระดับประเทศเท่านั้น ศาลสูงเพิ่งมาตัดสินในปี 1968 ว่ารัฐบาลของรัฐ ก็ต้องเคารพ รธน. ข้อนี้ เป็นหลักการสำคัญว่าสิทธิพลเมือง คือการไม่ถูกรัฐย่ำยีโดยไม่เคารพกฎหมาย


การแก้ รธน. ครั้งที่ ๑๕ (1870) ให้สิทธิเลือกตั้งแก่ทุกคน ไม่ว่าสีผิว เผ่าพันธุ์ใด เคยเป็นทาสหรือไม่ แต่ความขัดแย้งและความรุนแรงในสังคมยังดำรงเรื่อยมา เช่นในปี 1896 ศาลสูงตัดสินว่า “Separate but equal” คือการจัดให้คนดำและคนขาวใช้บริการสาธารณะแยกกัน เป็นสิ่งที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ เขาบอกว่า ปี 1890 – 1910 เป็นยุคแบ่งแยกเผ่าพันธุ์ (racial segregation) การแยกปฏิบัตินี้ในกองทัพมาจบลงในปี 1948 โดยคำสั่งของ ปธน. ทรูแมน และศาลสูงมีมติให้การแบ่งแยกโรงเรียน ของคนต่างสีผิว เป็นการละเมิด รัฐธรรมนูญในปี 1954


พัฒนาการทางการเมืองไม่ได้อยู่โดดๆ ยังเชื่อมโยงกับพัฒนาการของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจด้วย รธน. เพ่งเล็งสิทธิของปัจเจกบุคคล แต่ยิ่งนับวันอิทธิพลของนิติบุคคลที่เรียกว่า corporate ก็ยิ่งเข้มแข็งขึ้น เป็นกลไกอิทธิพลของคนรวย เกิดการผูกขาดทางเศรษฐกิจ ตามมาด้วยคอร์รัปชั่น สังคมซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ มีการตั้งองค์กรดูแลกิจการสาธารณะ เช่นกำกับการเงินการธนาคาร (Federal Reserve Board) การแก้ รธน. ครั้งที่ ๑๖ ในปี 1913 กำหนดให้มีการเก็บภาษีเงินได้ที่จ่ายแก่รัฐบาลกลาง (Federal Income Tax) และเกิด SEC (Securities and Exchange Commission) ในปี 1934


เมื่อบ้านเมืองดี คนก็อพยพเข้ามาอยู่ ในปี 1907 มีคนอพยพเข้าประเทศถึง ๑.๓ ล้านคน ก่อการโต้แย้งว่าควรเปิดรับและช่วยเหลือคนอพยพเข้าเมืองหรือไม่ ระหว่างปี 1870 – 1920 มีคนอพยพเข้าประเทศ สหรัฐฯ ถึง ๒๖ ล้านคน แต่ในปี 1882 สภาคองเกรสออกกฎหมายห้ามคนจีนเข้าเมืองเป็นเวลา ๑๐ ปี และปี 1924 มีการออกกฎหมายจำกัดจำนวนคนอพยพเข้าเมือง


ผู้หญิงมีสิทธิลงคะแนนเสียงใน ปี 1920 จากการแก้ รธน. ครั้งที่ ๑๙


แม้ ปธน. วอชิงตันจะทำตัวอย่างดำรงตำแหน่งเพียง ๒ วาระ และยึดปฏิบัติกันเรื่อยมา ในปี 1932 แฟรงคลิน รูสต์เวลท์เป็น ปธน. และดำรงตำแหน่งถึง ๔ สมัย และตายคาตำแหน่งในปี 1945 ในปี 1951 จึงมีการแก้ รธน. ครั้งที่ ๒๒ กำหนดให้ ปธน. ดำรงตำแหน่งได้เพียง ๒ วาระ


เชื่อไหมครับ ว่าในอเมริกาเคยมีภาษีลงคะแนนเสียง (poll tax) เก็บเงิน ๑.๕ ดอลล่าร์ จากคนไปลงคะแนน ซึ่งถือว่าเป็นการพยายามตัดสิทธิ์คนจนไปโดยปริยาย และเพิ่งยกเลิกในปี 1964 จากการแก้ รธน. ครั้งที่ ๒๔


การแก้ รธน. ครั้งที่ ๒๖ ลดอายุประชาชนที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงเป็น ๑๘ ปีขึ้นไป ในปี 1971 อันนี้ผมไม่แน่ใจว่าถูกต้องไหม เพราะผลการวิจัยเรื่องวุฒิภาวะของคนอายุ ๑๘ ยังไม่พัฒนาความรอบคอบ ถึงจุดสูงสุด


เขาบอกว่า เอกสารที่สำคัญที่สุดต่อเสรีภาพของคน ๓ ชิ้นได้แก่ The Declaration of Independence, The Constitution, และ The Bill of Rights


เราไปเข้าคิวเพื่อเข้าชมการแสดง “We the People” มีตัวแสดงคนเดียว พูดปากเปล่า มีแสงเสียงช่วยสะท้อนความเป็นประเทศที่เน้นความเป็นพลเมืองที่มีสิทธิมีเสียงต่อกิจการบ้านเมือง


African American Museum: เรียนรู้ชีวิตของคนดำ

พอเข้าไปที่ห้องจัดแสดงห้องแรกก็พบตัวแทนคนดำที่มีชื่อเสียง ๖ คน เล่าเรื่องราวของตน สะท้อนภาพชีวิตในช่วง ๑๐๐ ปี ระหว่าง ค.ศ. 1776 – 1876 เขาทำ moving digital image รู้สึกเหมือนมีคนตัวเป็นๆ มายืนพูด ให้เราฟัง เมื่อเรากดปุ่มให้พูด ส่วนจัดแสดงส่วนนี้เขาให้ชื่อว่า Philadelphia Conversations ซึ่งผมคิดว่าน่าจะใช้ ชื่อ Philadelphai Storytelling มากกว่า เพราะเขาเป็นฝ่ายเล่าฝ่ายเดียว


ถัดมาเป็นภาพการ์ตูนแสดงเรื่อราวของเด็กคนดำ ๓ คน ที่มีชีวิตอยู่ต่างช่วงเวลากัน มาเป็นตัวละครในการ์ตูนเพื่อแสดงสภาพความเป็นอยู่ของคนในอดีต คนแรกเป็นผู้หญิงมีชีวิตอยู่ในช่วงปี 1782 – 1842 ในการ์ตูนเธอมีอายุ ๑๐ ปีคนที่สองเป็นชาย เกิดปี 1821 เป็นลูกคนสุดท้องในพี่น้อง ๑๘ คน คนที่สามก็เป็นชาย เกิดปี 1839 ในเรื่องอายุ ๑๕ ปี ต่อมาเขาเป็นผู้นำเรียกร้องสิทธิพลเมือง และเป็นครู ต่อมาถูกฆ่าตาย สาวน้อยชอบการ์ตูนนี้มาก ว่ามีชีวิตชีวาดี


มีห้องแสดงผลงานศิลปะของศิลปินคนดำ แต่เขาห้ามถ่ายรูป จึงไม่มีรูปมาให้ดู เป็นภาพวาดแบบสมัยใหม่ชั้นถัดไปแสดงผลงานศิลปะเช่นเดียวกัน เขาไม่ห้ามถ่ายรูป


ผมมีความเห็นว่า พิพิธภัณฑ์อัฟริกันอเมริกันนี้น่าจะเล่าชีวิตของคนดำในฟิลาเดลเฟียได้ดีกว่านี้เพราะมีเรื่องราวของคนดำมากมายที่มีบทบาทสร้างประวัติศาสตร์ของประเทศ และของฟิลาเดลเฟีย


Penn’s Landing

ตกค่ำ สาวน้อยชวนออกไปเดินเล่นที่ Penn’s Landing ซึ่งเป็นพื้นที่ระหว่างแม่น้ำ Delaware กับ Front Street โดยเดินไปตามสะพานข้ามถนน ไปเลียบใกล้แม่น้ำ ที่มีเรือรบจอดอยู่ แล้วเดินวนกลับไปพบ ประติมากรรม The Irish Memorial Cuimhneachain Nangael แสดงทุพภิกขภัยในไอร์แลนด์ปี 1845 – 1850 ที่มีคนอดอาหารตาย ๑ ล้านคน อีก ๑ ล้านคนอพยพไปต่างแดน



๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๙ วันอากาศหนาว

อุณหภูมิตอนเช้าลงไปที่ ๘ องศาสเซลเซียส ผมออกไปวิ่งได้ ๑๕ นาทีก็ต้องกลับเพราะลืมเอาถุงมือไป กินอาหารเช้าอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก่อน ๘ น. สาวน้อยชวนไปเดินเล่น ทำให้ได้เห็นบรรยากาศเมืองบริเวณใกล้ๆ Christ Church ซึ่งอยู่ใกล้โรงแรมนั่นเอง เราเข้าไปข้างในบริเวณโบสถ์ไม่ได้ เพราะประตูรั้วปิด จะเปิดเวลา ๙.๐๐ น. ซึ่งเราต้องกลับไปเตรียมตัวเดินทางไป Harrisburg เมืองประวัติศาสตร์สงครามกลางเมือง และเมืองหลวงของรัฐเพนซิลเวเนีย


เวลา ๑๐ น. เราเช็กเอ๊าท์ออกจากโรงแรม จ่ายค่าที่พัก ๓ คืนเป็นเงิน ๔๑๖.๙๖ ดอลล่าร์ แล้วขึ้นแท็กซี่ไปสถานีรถบัสเกรฮาวนด์ ซึ่งอยู่ใกล้กว่าสถานีรถบัสเมกะบัสที่เราไปลงรถเมื่อ ๓ วันก่อน สถานีพลุกพล่านไม่เป็นระเบียบ ป้ายบอกรายละเอียดของการรับบริการไม่มี ต้องใช้วิธีถามเอา เริ่มด้วย ไปที่เครื่องอัตโนมัติ ป้อนหมายเลขจอง เครื่องจะพิมพ์ตั๋วและใบเสร็จให้ แล้วต้องไปเข้าคิวขอป้าย ติดกระเป๋าใหญ่ที่จะฝากใต้ท้องรถ แล้วนั่งรอให้เขาเรียกเข้าคิวขึ้นรถ



วิจารณ์ พานิช

๑๐ ต.ค. ๕๙ ปรับปรุง ๑๓ ต.ค. ๕๙ ที่วอชิงตัน ดีซี

ห้องพัก ๒๐๒ โรงแรม Penn’s View Hotel, Philadelphia



1 Liberty Bell


2 การจัดแสดงภายใน Liberty Bell Museum



3 ภายใน Independence Visitor Center



4 National Constitution Center.jpg



5 กาลานุกรมช่วงเริ่มต้นประเทศ



6 ห้องโชว์ We the People ก่อนการแสดง



7 ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา



8 นักการเมืองอเมริกาช่วงประกาศเอกราช



9 ฟิลาเดลเฟียเมื่อ ๒๕๐ ปีก่อน



10 The African American Museum in Philadelphia



11 ฟังเรื่องเล่าของ Mr. James Forten



12 เรียนรู้เรื่องราวในชีวิตของคนดำสมัยก่อนผ่านการ์ตูน



13 ห้องจัดแสดงผลงานของศิลปินคนดำ



14 เดินเที่ยวยามค่ำที่ Penn's Landing ริ่มฝั่งแม่น้ำ Delaware



15 ประติมากรรมที่ระลึกทุพภิกขภัยที่ไอร์แลนด์



16 อาหารเช้าที่โรงแรม Penn's View



17 ถนนในเมืองเก่าเพนซิลเวเนีย



18 Christ Church



19 ในสถานีรถโดยสาร Greyhound



20 ถ่ายจากรถ Greyhound


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)