จิตตปัญญาเวชศึกษา ๒๖๘ : การเรียนรู้เพื่อการวิวัฒน์
อนุสนธิ์จากการออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ทำให้ต้องหยิบตำรับตำราหนังสือหลายเล่มมาตกผลึกอีกครั้งเพื่อเขียนรายงานให้อ่านรู้เรื่องว่าที่จัดการเรียนการสอนอยู่ในทุกวันนี้ (หลายกิจกรรมดูแปลกๆบ้าง งงๆบ้าง เป็นที่ขบขันเยอะเย้ยไยไพบ้างว่าเป็นวิชา "เจ๊าะแจ๊ะ") มันมีเหตุผลที่มา หรือว่ามั่วมา ทำให้เกิดพื้นที่ที่ดีให้ได้ทบทวนหลายสิ่งหลายอย่างที่ลืมไปแล้วว่าทำไปทำไม
ขอเริ่มด้วยหลักการเรียบๆง่ายๆก่อน นั่นคือ paradigm shift ของการจัดการเรียนการสอน
๑) สอนให้เก่ง ให้ชำนาญ ผลิตผลเป็นคนเก่ง ทำงานเป็น เขาใช้วิธี "สั่งสอน (instruction, informative learning)" อันนี้สร้าง "expert หรือผู้เชี่ยวชาญ"
๒) สอนให้เข้าใจซาบซึ้งถึงคุณค่า ที่มาที่ไป เหตุผลของสาระวิชา เขาใช้วิธี "กล่อมเกลา (formative learning)" อันนี้จะสร้าง "professional หรือ มืออาชีพ"
๓) สอนให้ก้าวข้าม สอนให้เกิดอภิชาตศิษย์ ใส่วุฒิภาวะผู้นำ (leadership attributes) เขาใช้วิธี "เรียนรู้ด้วยกัลยาณมิตร (transformative learning)" อันนี้จะสร้าง "enlightened change agents หรือ ผู้วิวัฒน์คน"
(Regional World Health Summit Report, Education and Training for Health Professional Leadership, 2013)
ที่ต้องแบ่งแยก เพราะวิธีการสร้างบทเรียน เป้าหมาย และผลลัพธ์แตกต่างกัน สมัยก่อนใครรู้เยอะกว่าก็จะรับหน้าที่สอนสิ่งที่คนอื่นยังไม่รู้ให้ได้รู้ ถ่ายทอดประสบการณ์ how to ทั้งล้มเหลวและสำเร็จ ใช้วิธีบรรยาย บอกเล่า ฝึกให้ทำเยอะๆ ทำเยอะเดี๋ยวดีเอง ทำจนเกิดปัญญาฐานกาย มือไม้สายตาสมองประสานกันเป็นเนื้อเดียว อันนี้จะเกิด "ผู้เชี่ยวชาญ" ขึ้นมา
แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ได้หยอด "คุณค่า" แถมลงไปด้วยในเนื้อหา ในทักษะนานาประการเหล่านั้น จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกระดับ เช่น เราสามารถสอนนักเรียนให้กราบเบญจางคประดิษฐ์ได้ โดยการบอกลำดับขั้นตอน ท่าที่ถูกต้อง องศาต่างๆที่ทำให้สวยงาม ฯลฯ เราจะได้นักเรียนที่ "กราบงาม" มาหนึ่งคน แต่ถ้าเราได้จัดกิจกรรมว่า "ทำไมเราต้องกราบ/ควรกราบ จะกราบอะไร กราบแล้วได้อะไร สิริมงคลคืออะไร อะไรคือ-ศิโรราบ- มีนัยยะอย่างไร ฯลฯ นอกเหนือจากนักเรียนคนนี้จะกราบสวยแล้ว ยังจะได้แถม "คุณค่า" เพิ่้มมาอีกประการ ความงดงามไม่ได้หยุดอยู่ที่กราบสวย แต่ภายในตัวของนักเรียนนั้นยังเพิ่มความอ่อนโยน ปิติยินดีที่กำลังอาราธนาบางสิ่งบางอย่างอันเป็นสิริมงคลมาใส่ตัวด้วย (ซึ่งถ้าไม่ได้เข้าใจตรงนี้ ก็จะเกิดความคับข้องใจของคนที่ไม่เข้าใจว่ากราบไปทำไม พาลโกรธ งอน แสดงออกต่างๆนานาไปตามความเข้าใจและความคับข้องใจของตนเอง)
วิชาชีพแพทย์ เราไม่ได้ต้องการผลผลิตแค่ "ผู้เชี่ยวชาญ" แต่เราต้องการ "มืออาชีพ"
เพราะคุณค่าของงานของเรานั้นสำคัญมาก และผลลัพธ์ยังแปรเปลี่ยนไปตามบริบทตลอดเวลา เราไม่สามารถจะกำหนด "องศา" ของการแทงเข็ม กรีดมีด ที่ถูกต้องตลอดเวลา เราไม่สามารถจะกำหนด "ท่าคลอด" ที่ปลอดภัย ๑๐๐% เราไม่สามารถจะให้กำลังใจให้คนยิ้มได้เสมอไป เราไม่สามารถแม้กระทั่งช่วยชีวิตคนให้เป็นอมตะได้
แต่เราสามารถจะ "มีคุณค่า" ของงานเราได้เสมอ ถ้าเราเติมคุณค่าลงไปในงาน ไม่ใช่แค่องศา ระเบียบ guidelines
We don't just add days to their lives, but we must add life to their days. (Robert Twycross, Introduction to Palliative care)
โจทย์ตรงนี้ก็คือ "เราเติมคุณค่า (professional values) ลงไปในบทเรียน หรือแพทยศาสตรศึกษาอย่างไร แค่ไหนบ้าง?"
@ เขียนรายงาน?
@ ราวน์ข้างเตียงคนไข้?
@ อภิปรายในห้องประชุม?
@ การสอบปรนัย อัตนัย?
เราถาม "อะไร" แค่ไหน และเราถาม "ทำไม" แค่ไหน และในคำถาม "ทำไม" นั้น เป็นทำไมแบบเทคนิคัล (technical) หรือ ทำไมแบบถามคุณค่า? แบบคำถามเพื่อให้คนตอบดูเก่ง ดูดี หรือเพื่อให้คนตอบเกิดความเมตตา กรุณา และสงสารผู้คน?
ในสัดส่วนประมาณแค่ไหน?
และตรงนี้ยังไม่ได้ไปถึงขั้นที่สาม คือ transformative learning เสียด้วยซ้ำไป คือการเรียนกับ mentor ที่เป็นทั้ง informative, formative และ transformative friend กับนักเรียน
ก็ได้ทบทวนหลายสิ่งหลายอย่างที่พยายามนำมาใช้ในการเรียนการสอน รวมทั้งการ "เจ๊าะแจ๊ะ" ด้วย ก็พบว่ามันยังตรงกับวัตถุประสงค์อยู่ อีกหน่อยก็หวังลมๆแล้งๆว่า "เจ๊าะแจ๊ะศาสตร์" จะได้รับการยอมรับว่าเป็นวิธีหนึ่งของศึกษาศาสตร์เหมือนกัน ไม่ได้ใน 21st century ก็น่าได้ใน 22nd century ก็ได้
รำพึงรำพัน
นพ.สกล สิงหะ
เขียนที่บ้านพักแพทย์ ฟังเสียงฝนพรำ เย็นสบาย
วันเสาร์ที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ เวลา ๒๒ นาฬิกา ๑๑ นาที
วันขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีวอก