​เลี้ยงลูกยิ่งใหญ่ ๒๒. ฝึกกระบวนทัศน์พัฒนา


บันทึกเรื่องฝึกกระบวนทัศน์พัฒนา (Growth Mindset) นี้ ผมเขียนใส่ไว้ในชุดเลี้ยงลูกยิ่งใหญ่ นี้ โดยไม่ได้ ตีความจากหนังสือ Raise Great Kids : How to Help Them Thrive in School and Life เนื่องจากเห็นว่า เป็นประเด็นสำคัญยิ่งต่อการเลี้ยงเด็กให้ประสบความสำเร็จในชีวิต เป็นประเด็นสำคัญในระดับเปลี่ยนความ เข้าใจผิด จากเชื่อใน “พรสวรรค์” (talent, gifted) มาเป็นเชื่อ “พรแสวง” ผ่านการฝึกฝนเคี่ยวกรำ จากเชื่อใน “สมองดี” แต่กำเนิด มาเป็นเชื่อใน “สมองดี” ผ่านความมานะพยายามฝึกฝน

ไม่ว่าเด็กที่สมองดีแต่กำเนิด หรือเด็กสมองปานกลาง หรือสมองช้า ต้องได้รับการเลี้ยงดู และการศึกษา แบบฝึกกระบวนทัศน์พัฒนาทั้งสิ้น เด็กที่ดูเสมือนสมองทึบตอนเป็นเด็ก อาจกลายเป็นคน “สมองดี” ในภายหลังก็ได้

กระบวนทัศน์พัฒนา กับ Executive Function & Self-Regulation เป็นสองเรื่องใหม่ที่กำลังฮิตมาก ในเรื่องพัฒนาการเด็ก และจิตวิทยาการเลี้ยงดูเด็ก เป็นเรื่องที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน และมีหนังสือ ออกใหม่หลายเล่ม

วิธีฝึกกระบวนทัศน์พัฒนา ได้ระบุไว้โดยละเอียดในตอนที่ ๒ เคล็ดลับในการเลี้ยงเด็กฉลาด ซึ่งนำมาใช้กับเด็กสมองปานกลาง และใช้กับเด็กสมองช้าได้ด้วย อ่านได้ที่ https://www.gotoknow.org/posts/608522



พรสวรรค์มีจริง แต่ต้องเปลี่ยนมุมมอง


หลักฐานเรื่องสมองดีมาจากการฝึกฝนมาจากหลายทาง หนังสือ Peak : Secrets from the New Science of Expertise บท Introduction : The Gift เล่าเรื่องพรสวรรค์ของนักดนตรี หรือนักประพันธ์เพลงระดับอัจฉริยะ เช่น โมสาร์ท และเล่าผลงานวิจัยของ Sakakibara ที่เปลี่ยนความเชื่อเรื่องพรสวรรค์ในการแยกเสียงดนตรี โดยสิ้นเชิง

เดิมเชื่อกันว่า โมสาร์ท เป็นอัจฉริยะในการประพันธ์เพลงก็เพราะมีพรสวรรค์ มีความสามารถในการแยก เสียงดนตรี ที่เรียกว่า Absolute Pitch (AP) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Perfect Pitch มาแต่กำเนิด และเชื่อกันว่า มีคนที่เกิดมามีพรสวรรค์นี้ ๑ ในหมื่นคน


แต่ผลการวิจัยของ Ayako Sakakibara ซึ่งอ่านรายงานเบื้องต้นได้ ที่ http://www.escom.org/proceedings/ICMPC2000/poster2/Sakakiba.htm และบทคัดย่อของรายงาน ฉบับสมบูรณ์ ที่ http://pom.sagepub.com/content/42/1/86.abstract บอกว่าไม่จริง ผลการทดลองของเธอในเด็กอายุ ๒ - ๖ ปี จำนวน ๒๔ คนบอกว่าเด็กทั้ง ๒๔ คนสามารถบรรลุสมรรถนะ Absolute Pitch ได้ทุกคน เด็กบางคนบรรลุ หลังจากฝึกเป็นเวลาน้อยกว่า ๑ ปี คนที่ใช้เวลามากที่สุดคือ ๑ ปีครึ่ง


ผู้เขียนหนังสือ Peak คือ Anders Ericsson บอกว่าผลการวิจัยนี้ ประกอบกับการวิเคราะห์ชีวิตของ โวลฟ์กัง โมสาร์ท สรุปได้ว่า สิ่งที่เรียกว่าพรสวรรค์ด้านดนตรีนั้น ไม่ได้มีมาแต่กำเนิดแล้วคงอยู่อย่างนั้น แต่พรสวรรค์มีธรรมชาติเป็น “ศักยภาพ” ของสมอง ที่จะพัฒนาความสามารถพิเศษขึ้นจากการฝึกฝนอย่างจริงจัง


พรสวรรค์เป็นสิ่งที่ต้องงอกงามขึ้นในช่วงต้นของชีวิต เช่นศักยภาพในการงอกงามสู่พรสวรรค์ด้านดนตรีจะคงอยู่เพียงช่วง ๖ ปีแรก


เขายกตัวอย่างนักบาสเก็ตบอลล์ยอดเยี่ยมของสหรัฐคนหนึ่ง ที่ยืนยันว่าความสำเร็จของเขาไม่ใช่ มาจากพรสวรรค์แต่กำเนิด แต่มาจากการขยันฝึกฝน

ความเข้าใจใหม่เรื่องพรสวรรค์นี้ มาบรรจบกับความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ของสมอง ที่พบว่าสมองในวัยเยาว์มีศักยภาพในการพัฒนาเปลี่ยนแปลงการเชื่อมต่อใยประสาทอย่างขนานใหญ่ เรียกว่า brain adaptability หรือ plasticity แม้ว่าเมื่อเป็นผู้ใหญ่คุณสมบัตินี้จะลดลงมาก แต่บางส่วนก็ยังคงอยู่


พัฒนาการของสมองเด็ก อยู่ในสภาพที่พร้อมต่อการรับแรงกระตุ้นจากประสบการณ์เพื่อเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง ให้บรรลุสภาพที่ทำบางสิ่งได้ดีอย่างมหัศจรรย์ได้ หากแรงกระตุ้นนั้นถูกต้องเหมาะสมและต่อเนื่อง เพียงพอ

พรสวรรค์มีจริง แต่ไม่ใช่สิ่งที่เป็นเช่นนั้น หรือคงที่ตั้งแต่เกิด พรสวรรค์เป็น “ศักยภาพในการเปลี่ยนแปลง” เพื่อพัฒนาไปสู่สมรรถนะที่ยอดเยี่ยมมหัศจรรย์ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้


มนุษย์ทุกคนมีพรสวรรค์ คือมีสมองที่พร้อมจะพัฒนาเปลี่ยนแปลงจนเกิดความสามารถพิเศษด้านใดด้านหนึ่งได้ พรสวรรค์อยู่ที่ธรรมชาติของสมองมนุษย์ แต่จะเกิดผลสู่ความสามารถพิเศษหรือไม่ อยู่ที่การฝึกฝนและสภาพแวดล้อม เป็นการตีความพรสวรรค์จากกระบวนทัศน์พัฒนา



ความมุมานะต่อเนื่องเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ในระยะยาว

หนังสือ GRIT : The Power of Passion and Perseveranceโดย Angela Duckworth ศาสตราจารย์ ด้านจิตวิทยา แห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ให้ความรู้เรื่องกระบวนทัศน์พัฒนาในภาคปฏิบัติและภาคขยาย หนังสือเล่มนี้เมื่อออกวางจำหน่าย ก็เป็น New York Times’ Bestseller ทันที


ชื่อหนังสือบอกชัดเจนว่า ความมุมานะ (Grit) มี ๒ องค์ประกอบ คือ พลังความชอบระดับหลงใหล (passion) กับความอดทนมานะพยายามไม่ท้อถอย (perseverance) ความหมายเบื้องหลังคำว่า Grit คือความมุมานะต่อเนื่องเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ในระยะยาว


อ่านไปได้หน่อยเดียว (บทที่ ๒) ผมก็จับได้ว่า ผู้เขียนใช้วิธีเล่าเรื่อง เล่าแบบที่ไม่มีใครทำเทียบเทียมได้ เพราะเดินเรื่องด้วยชีวิตของตนเอง และที่เยี่ยมยอดคือเขียนแบบตั้งคำถาม แล้วตอบด้วยข้อมูลหลักฐาน จากผลงานวิจัยและตัวอย่างเรื่องจริง ทำให้เป็นหนังสือที่มีชีวิต และมีชีวิตชีวา


เรื่องแล้วเรื่องเล่า ของคนที่เรียนไม่เก่งตอนเป็นเด็ก แต่กลายเป็นนักวิชาการชั้นยอด เด็กที่สอบตกคณิตศาสตร์ แต่จบปริญญาเอกจาก UCLA และกลายเป็นวิศวกรอวกาศ


ความแปลกใหม่ของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่การคิดทฤษฎีที่แสดงพลังของ Grit ต่อความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ (Achievement) คิดออกมาเป็นสมการดังนี้


talent x effort = skill; skill x effort = achievement


ความพยายาม (effort) ที่มาจาก Grit เป็นตัวคูณสองครั้ง ในสมการของความสำเร็จยิ่งใหญ่


คนที่ผ่านชีวิตมาไม่มาก มักหลงเข้าใจผิดว่า passion หรือความชอบหลงใหลในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นเรื่อง ฟ้าประทาน มาได้ง่ายๆ ในชีวิตจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น มันจะมา หรือเราค้นพบ หลังจากเราได้ทำงานหรือสิ่ง ต่างๆ แล้วหลายอย่าง หรือมาจากความบังเอิญ แต่ที่สำคัญคือ เราต้องพัฒนา passion ของเราเอง คำสำคัญคือ หมั่นพัฒนา passion ของเราเองอย่างจริงจัง


ผมคิดว่า passion มาได้สองทาง คนที่โชคดีในชีวิต ได้พัฒนา Chickering’s Seven Vectors of Identity Development จนรู้จักตัวเองดี รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ก็เรียนและทำงานไปตามแนวทางนั้น ผมเรียกแนวทางนี้ว่า ทางที่เลือก


ทางที่สอง เรียกว่า ทางที่ไม่ได้เลือก คือชะตาชีวิตพาไปพบ เพราะต้องทำงานหาเลี้ยงชีพ ก็ต้องเรียนและหางานทำ และชะตาชีวิตพาไปทำงานนั้น ผมคิดว่าผมอยู่ในกลุ่มนี้


ไม่ว่าจะได้ passion มาจากทางไหน ปัจจัยร่วมคือการค้นหา “คุณค่า” ของงานที่ทำ ค้นหาจนพบคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ ตรงกับความเชื่อหรือพลังภายในของตนเอง ที่เป็น intrinsic motivation


อ้าว!!! นั่นคือ “การเรียนรู้” นี่นา มนุษย์เราเรียนรู้หลายมิติจากการกระทำของตนเอง ตามด้วยการไตร่ตรองสะท้อนคิด เพื่อค้นหาความเชื่อมโยงกับสรรพสิ่ง และค้นหาคุณค่าลึกๆ ของสิ่งที่ตนเผชิญ เมื่อค้นพบคุณค่าก็เกิดความรักความหลงใหล (passion) ในสิ่งนั้น

การเรียนรู้แนวทางนี้ จะงอกงามทั้ง passion และ perseverance นี่ผมว่าเองนะครับ


Angela Duckworth บอกว่า คนมักเข้าใจผิดว่า พลังของ Grit มาจาก “จำนวน” หรือการใช้เวลามาก กับการฝึกฝน ซึ่งก็เป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง แต่ถูกเพียงส่วนเล็กๆ พลังของ Grit ส่วนใหญ่มาจาก “คุณภาพ” หรือวิธีการฝึกฝนที่ถูกต้อง


ฝึก (practice) เฉยๆ ไม่เพียงพอที่จะให้เกิดความสำเร็จยิ่งใหญ่ ต้องฝึกและปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา (deliberate practice) ในกรณีนี้แหละ โค้ชที่ดีหรือกัลยาณมิตร จะช่วยได้มาก


เขาบอกว่า deliberate practice มี ๔ องค์ประกอบ

  • มีเป้าหมายที่ยากแต่ชัดเจน
  • ฝึกอย่างมีสมาธิ และพยายามเต็มที่
  • มี feedback ทันที และอย่างมีข้อมูลหลักฐาน
  • ฝึกซ้ำโดยมีการไตร่ตรองสะท้อนคิดและหาทางปรับปรุง


การฝึกฝนจะเกิดผลยิ่งใหญ่ หากระหว่างฝึกผู้ฝึกเข้าสู่สภาพจิตที่ลื่นไหล (flow) ตามที่เสนอไว้ โดย Mihaly Csikszentmihalyi


หนังสือบอกว่า Grit เป็นสิ่งที่งอกงามขยายตัว และมีธรรมชาติงอกงามตามอายุ เขาแนะนำวิธีพัฒนา Grit ว่ามี ๒ แนวทาง คือแนวทางเติบโตจากภายในตนเอง กับแนวทางสนับสนุนโดยปัจจัยภายนอก


แนวทางเติบโตจากภายในมี ๔ วิธี คือ (๑) ความสนใจ และได้รับประโยชน์ - interest (๒) การฝึกปฏิบัติ - practice (๓) มีเป้าหมายเชิงคุณค่า - purpose (๔) มีความหวัง - hope ส่วนแนวทางสนับสนุนจากปัจจัย ภายนอกได้แก่ (๑) การเลี้ยงดูของพ่อแม่ - parenting (๒) การมีพื้นที่ให้ Grit ทำงาน - Grit playing field (๓) มีวัฒนธรรมที่ส่งเสริม Grit – Grit culture


ในหัวข้อ hope คำที่ตรงกันคือกระบวนทัศน์พัฒนา ฝึกให้ตั้งความหวัง หรือตั้งเป้าหมาย คิดบวก แล้วฝึกฝนฟันฝ่า เพื่อบรรลุให้ได้ จะเห็นว่าหนังสือเล่มนี้จัดกระบวนทัศน์พัฒนาเป็นส่วนหนึ่งของ Grit


เรื่องการเลี้ยงดูของพ่อแม่ เขาแนะนำให้ทำตัวเป็น “พ่อแม่ที่ฉลาด” ที่ตั้งความหวังไว้สูง และให้การสนับสนุนในเวลาเดียวกัน พ่อแม่ที่ไม่ดี ๓ แบบคือ พ่อแม่ที่ตั้งความหวังแต่ไม่เอาใจใส่ลูก, พ่อแม่ที่เอาใจใส่ลูกแต่ไม่ตั้งความคาดหวังให้สูง, กับพ่อแม่ที่ทั้งไม่เอาใจใส่และไม่ตั้งความหวัง


การมีพื้นที่ให้ Grit ทำงานหรือออกกำลัง คือการส่งเสริมให้เด็กได้ฝึกฝนเรียนรู้สิ่งที่ยาก ที่จะต้องใช้ความพยายามและมานะอดทน ซึ่งผมคิดว่าการเรียนแบบ Project-Based Learning เป็นพื้นที่เพื่อการนี้ได้ เป็นอย่างดี โดยที่ครูต้องมีทักษะในการมอบหมายงานที่ยากและท้าทายในระดับที่เหมาะสม


การศึกษาที่ดี เป็นการสร้าง Grit ไปในตัว ไม่ต้องไปฝึก Grit โดยการเรียนพิเศษ


สาระสำคัญคือ Grit สำคัญกว่า talent


Angela Duckworth พูด Ted Talk เรื่อง Grit ชมได้ ที่ https://www.youtube.com/watch?v=H14bBuluwB8 และพูดเรื่องหนังสือเล่มนี้ ที่ Google ในเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๙ ที่ https://www.youtube.com/watch?v=W-ONEAcBeTk


หากคิดตามแนวของ Angela Duckworth การมีกระบวนทัศน์พัฒนาเป็นเพียงพื้นฐานสู่ความสำเร็จ ชีวิตจะเกิดความสำเร็จได้จริง ต้องมีการฝึกปฏิบัติอย่างมีคุณภาพและมากพอ



วิจารณ์ พานิช

๑๖ ส.ค. ๒๕๕๙


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)