ไปแข่งวาดรูปกับเขาบ้าง

ผมวาดรูปไม่เป็นครับ คนที่จะกล่าวถึงคือลูกสาวคนเล็ก "น้องจ้า"

"กล้าใหม่ ใฝ่รู้" จัดโดย SCB ปีนี้เป็นปีที่ ๑๑ แต่เป็นปีที่ ๒ ของน้องจ้า


เธอเฝ้ารอการแข่งขันในรายการนี้มาทั้งปี อยากมาแข่งที่สุราษฎร์ อยากมาเจอพี่ๆที่เป็นคนจัดงาน ที่เมื่อปีที่แล้วมาทำความรู้จักทักทายกัน อยากเจอลุงนัท (พี่ผู้จัดงานที่ถูกเด็กๆแกล้งเรียกว่าลุง) อยากไปแข่งที่ SCB park อยากไปหมดทุกอย่างจนบางครั้งพ่อก็สงสัยว่า ลูกอยากวาดรูปแข่งขัน หรืออยากรำลึกความหลังในเรื่องราวต่างๆกันแน่

ปีนี้มีสมาชิกใหม่ในทีมเพิ่มขึ้นมาคือน้องเปรม ป.๓ แทนการออกไปของพี่เมี่ยงซึ่งเปลี่ยนโรงเรียนไปอยู่ชั้น ม.๑

ทีมเธอเริ่มฝึกซ้อมวาดภาพกันมานานราว ๒ เดือน หลังจากทราบมาว่า โจทย์ของการแข่งขันครั้งนี้คือ "ภูมิใจภูมิไทย" โดยอาจารย์ระวิ อาจารย์ผู้สอนได้เตรียมตัวลูกศิษย์โดยการให้ลองฝึกวาดรูปตัวหนังตะลุง

จากการเริ่มฝึกวาดบนกระดาษ A2 ก่อน และจากนั้น ก็มาฝึกลงเฟรมผืนผ้าใบขนาด ๒x๑ เมตร ด้วยสีอะคริลิค

ผมลาพักร้อน ๒ วัน เพื่อขับรถพาลูกไปสุราษฎร์ฯ และเฝ้าลูกช่วงแข่งขัน การขับรถวันนี้จะมีน้องเปรมและน้าเชอร์รี่ (แม่ของเปรม) ติดรถไปด้วย

และแน่นอน เราต้องตามรอยภาคปฏิบัติของปีที่แล้ว (บอกแล้วไง จ้าอยากระลึกความหลังมากๆ) เริ่มจากต้องแวะกินขนมจีนเส้นสดร้านป้าแอ๊ด ซื้อมังคุดคัด ๑๐ ไม้ พ่อกินขนมกวนขาว


ร้านนี้แนะนำว่า "ควรมากิน" ผมอยากให้ลองกินขนมจีนที่เขาทำเส้นได้เหนียวมาก ทางร้านเตรียมกรรไกรมาให้ตัดเส้นกันเลย เขาจะจัดสำรับมาให้เป็นชุด ขนมจีนและน้ำยา ๓ ชนิด น้ำยาเพิ่มได้ไม่อั้น ไม่คิดราคา คิดแต่ค่าเส้นขนมจีน (แน่ะ) กุ้งทอดใบเล็บครุฑก็แสนอร่อย มาลองกินกันดูนะครับ

เราขับรถออกมาทางเส้นเลี่ยงเมืองและเข้าท่าศาลา สิชล แวะดื่มกาแฟสดข้างทาง ร้านนี้อยู่ในเขตสิชลแล้ว ไม่มีชื่อร้าน เห็นและผ่านมาหลายครั้งแต่จอดไม่ทันสักที จนครั้งนี้ตั้งใจว่าจะแวะให้ได้ (เพราะเริ่มง่วงจากการกินมื้อใหญ่ไปเมื่อครู่) ป้ายของเขาเริ่มติดตั้งข้างทางมากขึ้น เป็นร้านขนมจีนและกาแฟสด มันอยู่ก่อนถึงบ้านต้นเหรียงไม่ไกลมากนัก มันเป็นบ้านทรงโมเดิร์น ด้านในเป็นปูนเปลือย มีบ่อเลี้ยงปลาคาร์พขนาดใหญ่นับสิบตัว ขนมจีนเป็นส่วนที่ตั้งนอกตัวบ้านในชายคามีร่มไม้ ส่วนกาแฟต้องถอดรองเท้าเดินเข้าในบ้าน

เห็นและดมกลิ่นในร้าน ก็คิดว่าไม่น่าจะอร่อย คงจะเป็นกาแฟที่ทำกันแบบที่คนอื่นทำๆกัน แต่ที่ไหนได้ กาแฟอร่อยมาก ไม่ขมจนบาดลิ้น ไม่เข้มจนใจสั่นไหว แม่เจ้า! เราขับรถผ่านไปเฉยๆตั้งหลายครั้งได้อย่างไร

ถึงสุราษฎร์ราว ๓ โมงเศษๆ ไปจัดการเรื่องลงทะเบียนแล้ววิ่งเข้าบ้านเพื่อหาแม่ทันที แม่รออยู่ ปล่อยให้ย่าหลานคลอเคลียกันพักใหญ่ คนขับรถเยี่ยงผมก็ขอเอนหลัง เปิดหน้าจอ กดไลค์ไปเรื่อยเปื่อยจนถึงเย็น

มื้อเย็น ขับรถออกไปรับเชอร์รี่กับน้องเปรม และพาไปกินที่ร้านอาหาร "ชมบาง" น้องจ้าอยากกินกุ้งพล่า เธอย้ำนักหนา ว่า "กุ้งพล่า ไม่ใช่พล่ากุ้ง" (มันต่างกันตรงไหนวะ) นี่ก็เป็นหนึ่งในช่วงรำลึกความหลัง (ผมว่า โตขึ้น ไอ้ลูกสาวคนนี้คงเป็นนักเขียนนิยายได้เลย ระลึกเก่งนัก)

ร้านอาหารอยู่ในบาง Garmin หาไม่เจอ ผมต้องเปิดดูใน google map ที่ต้องใช้มัน เพราะทางไปมันมืดมาก มืดสุดชีวิต ไฟข้างทางก็ห่างกันกิโลเมตรละต้น ทางเข้าก็ไม่มีป้ายบอกทาง งานนี้บอกได้คำเดียว ถ้าไม่เป็นเพราะกุ้งพล่าที่ไม่ใช่พล่ากุ้งละก็ คงไปหากินที่ร้านอื่นเป็นแน่

และการเลือกของเราก็ถูก เพราะมื้อนี้เป็นอะไรที่จัดเต็มมาก แกงส้มปลาดุกทะเลใส่หน่อไม้ดอง หอมอร่อยเผ็ดสะใจ กินแนบกับผักไม่รู้กี่ชนิด หมูสามชั้นคั่วเกลือชิ้นละคำ ไม่ชุ่มน้ำมัน น้ำพริกแมงดา (อันที่จริงควรเป็นแมลงมากกว่านะ มันมี ๖ ขานิ) น้ำพริกมะอึก ไข่เจียว และต้มกระดูกหมูใบชะมวง กินกันจนแทบจะล้นออกมาทางคอหอย จากนั้นเจ้าของร้านก็ยกลูกจากเชื่อมมาให้กินฟรี พ่วงด้วยมะละกอสุกอีกจานหนึ่ง


ผมมองหน้าเชอร์รี่แล้วบอกว่า อันที่จริง ในสุราษฎร์ยังมีของกินอร่อยอีกหลายอย่าง และที่ไม่น่าจะพลาดก็คงจะเป็นผัดไทหน้าห้างสหไทย street food ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง

หลายคนอาจจะคุ้นชื่อว่า โต้รุ่งศาลเจ้า ทั้งๆที่มันไม่มีศาลเจ้าอยู่ตรงนั้นเลยสักนิด แต่ช้าก่อน ถ้าท่านอายุเท่าผมตอนเด็กๆ ท่านจะทราบว่า ร้านอาหารต่างๆเหล่านี้ มันอยู่หน้าศาลเจ้าที่อยู่อีกถนนหนึ่งติดกัน ตอนนั้นมีไม่กี่ร้าน แต่การตั้งร้านระเกะระกะไม่เป็นระเบียบ รถราก็จอดกันซื้อจนการจราจรไม่สะดวก เขาจึงให้ย้ายร้านเหล่านั้นมาอยู่ในถนนเส้นปัจจุบัน อยู่ขายกันตลอดทั้งสายเลย จนถึงปัจจุบันนี้นี่เอง แต่คนก็ยังเรียกร้านรวงแถบนี้ว่า "โต้รุ่งศาลเจ้ากัน" กันอยู่ แม้นไม่มีศาลเจ้า มีแต่วัดไทย และไม่เคยขายกันจนโต้งรุ่งถึงเช้าก็ตาม

"กินผัดไทมั้ย" ผมถามน้องออกไปอย่างเกรงใจ

"ลองดูก็ได้ค่ะ" เป็นคำตอบที่ถูกจริตผมอย่างแรง

"ไปกัน" แล้วเราก็เลี้ยวรถเพื่อเข้าสู่ตัวตลาด โดยวางแผนจะใช้เส้นทางข้ามสะพานเกาะลำพู แต่ครั้นมาถึงช่วงหนึ่ง ผมได้เล่าเรื่องสะพานข้ามแม่น้ำแห่งใหม่ "ศรีสุราษฎร์" ที่เพิ่งสร้างเสร็จมาราว ๓ ปี ว่ามันสูง สวย สง่า สว่าง สงบ สะอาด สะสาง (มากไปแล้ว) มันเป็นหนึ่งในที่ที่ควรจะไป น้องก็บอกว่า "งั้นก็ไปกัน เรื่องผัดไทไว้ทีหลัง" ผมจึงเลี้ยวรถไปอีกทางทันที

สะพานศรีสุราษฎร์ สร้างในพื้นที่ใกล้ปากแม่น้ำตาปี สะพานยกตัวสูงขึ้นไปโดยผมวัดจาก GPS ได้ ๓๘ เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งเขาคงสร้างให้มันสูงพอที่เรือเดินสมุทรลอดผ่านได้

สวยครับ แต่นี่คือกลางคืน ความสวยมันน้อยกว่าช่วงเช้ามืดที่มักจะมีหมอกปกคลุมลำน้ำตาปี และเหนือสุมทุมพุ่มไม้ริมคลอง อากาศเย็นๆช่วงหัวรุ่งมันได้ชักชวนให้คนมาวิ่งออกกำลังกาย มาเฆี่ยนน่องปั่นจักรยาน มาคราวละหลายๆคัน

ของแบบนี้ ต้องมาเห็นเอง

๒ พย ๕๙

เช้าวันนี้คือวันแข่งขันวาดภาพ เขาจัดที่ หอประชุมวชิราลงกรณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี หรือ วิทยาลัยครู หรือ วค. ชื่อที่คุ้นปากผมมาตั้งแต่เด็กๆ

บรรยากาศของมหาวิทยาลัยร่มรื่น ไม้ใหญ่ยืนต้นมากมาย บ้านพักครูที่คุ้นเคยบริเวณทางเข้าถูกรื้อถอนออกไปหมดแล้ว ถนนลาดยางสะอาดเอี่ยม วงเวียนพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร และความไม่พลุกพล่านต้อนรับผมได้อย่างสดชื่น

เด็กๆทยอยกันมาเพื่อเตรียมแข่งขัน วันนี้มีจำนวน ๔๘ ทีม



ผมส่งลูกจนเข้าในหอประชุมแล้วก็ขับรถกลับเข้ามาในตัวเมืองบ้านดอน ขับเลี้ยวหัวเข้าในถนนราษฎร์อุทิศ ใจมันระทวย คิดถึงบ้านหลังเก่า คิดถึงเส้นทางที่เคยเดิน เคยวิ่ง เคยซิ่งรถเครื่องผ่านไปมา คิดถึงพรุกลางเมือง คิดถึงบ้านเลี้ยงเด็กเล็กรั้วติดกับบ้านเรา คิดถึงเล้าหมูของพ่อ คิดถึงต้นมะกอกสูงใหญ่ คิดถึงต้นมะขาม คิดถึงไปเสียหมด ผมคำนวณตัวเลขในใจ ๒๕๕๙ ลบด้วย ๒๕๓๓ ปีที่ผมต้องออกจากบ้านมาเรียนหมอที่หาดใหญ่ และได้กลับมาที่บ้านแต่ละครั้งเพียงเพื่อหยุดเทอม และต่อมาก็กลายเป็นกลับมาหาแม่เพียงครั้งคราว

ผมเลี้ยวรถไปจอดที่หน้าคลินิกสัตวแพทย์ชนก เพื่อนร่วมรุ่น ด้วยใจหวังว่าจะได้เจอเพื่อนเก่าๆบ้าง ผมแจ้งเพื่อนๆทางไลน์ว่าอยากกินข้าวเที่ยงด้วย และมีคนตอบรับ ๓-๔ คนว่าอาจจะมาได้ ที่หวังเพียงเท่านี้ก็เพราะว่าวันนี้ต่างคนต่างก็ต้องทำงาน และหากไม่เจอใครก็จะไปหาข้าวเที่ยงกินง่ายๆ ในใจผมนึกไว้ ๒-๓ ที่ โล่งโต้งยกเข่ง ข้าวพระรามลงสรง หมี่เหลืองเกี๊ยวถนนดอนนก ข้าวหมูแดงหน้าโรงหนังรัตนาพร

แต่ด้วยความที่มีเพื่อนอยู่คนหนึ่งที่อุตส่าห์ขับรถมาจากชุมพรเมื่อทราบว่าผมมาเพื่อให้เพื่อนเลี้ยงมื้อเที่ยง มันจึงอยากหาที่นั่งสบายๆติดแอร์คุยกันได้นานๆไร้เสียงจอแจ ผมจึงมาจบอยู่ที่ร้านกาแฟ my cup และร้านอาหารริมแม่น้ำตาปีชื่อว่า "กันเอเต้" แทน อย่าถามว่าแปลว่าอะไร อารมณ์อยากคุยกันอย่างเดียว ไม่ได้เจอกันนาน

แต่ก็คุยกันได้ไม่นานนัก เพราะผมต้องรีบกลับมาที่ วค.เพื่อจะให้ทันฟังการประกาศผลช่วงบ่าย

การแข่งขัน ต้องการเพียง ๑๐ ทีมเพื่อเข้าไปแข่งรอบชิงที่กรุงเทพช่วงปลายเดือน

"หมอแป๊ะ พี่คิดว่าหากเราจองตั๋วเครื่องบินช่วงนี้ จะได้ราคาถูกมาก" พี่แอ๋ว แม่ของไอโกะชวนผมดูราคาตั๋วเรือบินราคาโปรโมชั่นทันทีเมื่อผมมาถึง

"เราคงจะได้เข้ารอบนะ" แน่ะ พี่แอ๋วยังคงไม่เลิก

"เมื่อไหร่ครับพี่ แล้วพี่คิดว่าจะได้เข้ารอบเหรอ" ผมถามออกไป

"๒๔ -๒๕ พย นี้ค่ะ" คือคำตอบ

แล้วผมก็ต้องเขียนยื่นลาพักร้อนอีกรอบในเดือนนี้

ธนพันธ์ ชูบุญบันทึกไว้ด้วยหัวใจพองโต

๒ พย ๕๙



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

ขอแสดงความยินดีกับน้องจ้าและทีมด้วยนะคะ