อายุมากแล้ว อย่าหักโหม

เพื่อนๆ มักจะตักเตือนกันเสมอว่า "อายุมากแล้ว จะทำอะไรก็อย่าหักโหม เดี๋ยวจะเดี้ยง" หลายคนอาจปฏิเสธว่า อายุเป็นเพียงตัวเลข ซึ่งก็มีค่าแห่งความเป็นจริง เพราะว่า แม้ชายไทย ๑๐ คน อายุเท่ากัน แต่ไม่ได้หมายความว่า กำลังวังชาจะเท่ากัน มีการตั้งข้อสังเกตว่า คนที่ไม่ค่อยได้ทำงานหนักเช่น ยกของหนัก เป็นต้น จะมีพลังทางกายอ่อนด้อยกว่าคนที่ได้ทำงานหนัก (น่าจะเกี่ยวกับสมองด้วยหรือเปล่าไม่อาจทราบได้ กล่าวคือ ถ้าบุคคลใช้ความคิดอยู่ตลอดเวลา ก็จะมีความคิดลุ่มลึกกว่าคนที่ใช้ความคิดน้อยกว่า แต่หวั่นๆว่าคนที่มักใช้ความคิดมากกว่าเกรงจะไม่มีความคิดเมื่อจุดหนึ่ง)

๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๙ ลางานเดินทางขึ้นกรุงเทพฯ เป้าหมายอย่างหนึ่งของคนข้างกายที่อุตส่าห์ลางานเหมือนกันคือ การไปกราบฯ ดูและจิตสาธารณะเท่าที่ทำได้ เมื่อเห็นความตั้งใจอย่างนั้น ผมก็ไม่ขัดหากความสุขของเธอคือสิ่งที่เราจะสรรหามาให้ได้โดยไม่เกินกำลัง ผมขับรถคนเดียว (เพราะอยากให้บริการ) บนถนนเส้นทางสายใต้ที่กำลังบูรณะกันตลอดทาง จากสงขลาถึงพระนครศรีอยุธยา เมื่อเหนื่อยก็พักหน่อยหนึ่ง แล้วเดินทางต่อ/ แวะเข้าบ้านที่จังหวัดชุมพรเล็กน้อย แล้วเดินทางต่อ/ ตึงๆสมองก็แวะปั๊มล้างหน้า ถึงบ้านที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (ชายแดนปทุมธานี) ดึกพอสมควร รอบนี้ต้องจัดกาแฟตลอดทาง การนอนพักที่บ้านรับรู้ถึงสภาพว่า "บอกแล้วว่า อายุมากแล้วอย่าหักโหม" ดังนั้นจึงนอนไม่สนิทเพราะกาแฟดีด ในวันเสาร์มีการนัดเพื่อรวมตัวกันร้องเพลงที่สนามหลวง คนข้างกายอยากไปร่วมด้วย แต่คงเข้าไม่ถึง จึงรอไปในวันอาทิตย์ ระหว่างนั้นก็เก็บของ ปัดกวาดในบ้านให้พอดูได้ เรียกว่าไม่ได้พักกันเลย ค่ำวันเสาร์หลับเป็นตาย แต่ต้องรีบลุกขึ้นตั้งแต่เช้า เพื่อเดินทางไปสนามหลวงและรอบๆกำแพงราชวัง เพื่อนบอกให้นำรถไปจอดที่วัดระฆัง เลยศิริราชไปเล็กน้อย แต่เมื่อไปถึงปรากฎว่า มีด่านปิดทางเข้าวัดระฆัง จึงขับรถไปเรื่อยๆ หวังว่า วัดอรุณฯ (อย่างไรก็ต้องพึ่งพาวัด อันเป็นสถานที่คุ้นเคยไว้ก่อน) น่าจะมีที่แทรกให้จอดได้ ซึ่งเป็นความโชคดีที่มีเนื้อที่ให้แทรกจริงๆ เราเข้าไปในวัดอรุณฯ จากนั้นข้ามฟากเป็นแม่น้ำเจ้าพระยากั้นกลาง ค่าใช้บริการเรือ 3.50 บาท เดินออกจากท่าเรือ เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงสอบถามว่า พระราชวังอยู่ที่ไหน ท่านชี้ให้เห็นรอบๆนั้น เราจึงเดินเท้าไปทางสนามหลวง เพื่อหวังว่าจะทำประทักษิณรอบพระราชวัง ระลึกถึงคุณงามความดีที่เปี่ยมล้น มองเห็นผู้คนจำนวนมากยืนต่อแถวเพื่อเข้าภายใน เราไปยืนสงบนิ่งอยู่ข้างกำแพง ห้วงความคิดหนึ่งผุดขึ้นว่า เมื่อหลายร้อยปีก่อน เราน่าจะคือชาวบ้านที่อยู่นอกกำแพงเมือง อย่างไรก็ตาม การทำประทักษิณก็ไม่สำเร็จ เพราะผู้คนเยอะมาก และจะต้องรีบเดินทางกลับสงขลา เราขอร้องให้หน่วยงานหนึ่งช่วยรับเงินไปทำประโยชน์ให้ด้วย หน่วยงานดังกล่าวทำท่าจะไม่รับ เพราะเขาไม่รับเรื่องนี้ แต่เราร้องขอและบอกเหตุผลว่า เราต้องรีบเดินทางกลับสงขลา เงินที่นำมานี้เป็นน้ำใจของน้องๆที่หน่วยงาน จริงๆไม่ได้ต้องการบริจาคเงิน แต่ต้องการซื้อของไปแจกแนวจิตอาสา เมื่อตัวเองไม่ได้ไปก็เลยฝากผมไป ส่วนผมก็ซื้อของไม่ทัน และไม่มีเวลาพอที่จะทำจิตอาสา คงได้แค่เพียงชื่นชมจิตอาสาของแต่ละคน หน่วยงานดังกล่าวฟังเหตุผลของเรา จึงรับไว้ทำหน้าที่แทน ต้องขอบคุณอย่างยิ่ง

การไปครั้งนี้ ได้เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว เป็นการทำให้คนข้างกายได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ส่วนผม "ที่ไหนถ้าใจถึง ก็ถึงกัน" เราเดินทางออกจากสนามหลวงเวลาประมาณบ่ายโมง แวะตลอดทาง โด๊ปกาแฟอีกตามเคย แวะที่ชุมพรในเวลาสี่ทุ่ม แล้วเดินทางต่อ เหนื่อยก็พักสักงีบ ถึงบ้านที่สงขลาเกือบ ๐๕.๐๐ น. เรียกได้ว่า เพลีย

นอนได้ไม่นานก็ต้องตื่น วันรุ่งขึ้นยังหยุดได้อีกหนึ่งวัน กลางคืนหลับเป็นตาย นี่แหละหนา "อายุมากแล้ว อย่าหักโหม"

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน โอโห...มโนสาเร่



ความเห็น (1)

-สวัสดีครับ

-ขับรถเก่งมาก ๆนะครับ

-พักผ่อนมากๆ นะครับ..

-ขอบคุณครับ