"ลำบาก" หรอ.. ไม่รู้จัก

"ลำบาก" หรอ.. ไม่รู้จัก

ทุกคนบนโลกใบนี้ล้วนเกิดมาจากหลายพ่อพันแม่ เกิดมาจากสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันออกไป และบางคนเกิดมาในฐานะที่ร่ำรวย บางคนเกิดมาในฐานะที่ยากจน ดังนั้นการอบรมเลี้ยงดู การเอาใจใส่และความคิดจึงแตกต่างกันออกไป ดังนั้นดิฉันจึงขอเล่าอะไรเล็กๆจากชีวิตจริงของตัวดิฉันเองให้กับคนที่กำลังท้อ หรือหมดหวัง หรือกำลังเผชิญปัญหาความลำบากอยู่นะค่ะ และถ้าคุณคิดว่าตัวคุณเองกำลังเผชิญกับปัญหาความลำบากอยู่เพียงลำพัง บอกเลยค่ะว่าคุณคิดผิด คุณอย่าคิดว่าตัวคุณเองลำบากเพียงคนเดียวบนโลกใบนี้ เพราะบนโลกใบนี้ยังมีคนอีกหลายๆคนที่เขากำลังมีปัญหา หรือเผชิญกับความลำบากไม่แตกต่างไปจากคุณ หรือเขาอาจจะมีปัญหามากกว่าคุณด้วยซ้ำไป ซึ่งปัญหาแต่ละปัญหานั้นก็มีมากมาย และก็ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะเจอกับปัญหาที่ยากหรือง่าย แต่ถ้าคุณลองเปิดใจอ่านเรื่องราวต่อไปนี้แล้วคุณอาจจะเปลี่ยนความคิดและอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณกำลังเผชิญอยู่นั้นอาจจะไม่ใช่ความลำบากอีกต่อไปก็เป็นไปได้ "แต่มันคือความสุขและการฝึกความอดทน" ของคำว่าคน

ดิฉันเกิดมาจากครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวย ทางบ้านมีฐานะที่พอกินพอใช้ และเมื่อดิฉันมีอายุ 15 ปี พ่อดิฉันก็ได้เสียชีวิตซึ่งเปรียบเสมือนหัวเรือที่ใหญ่ที่สุดได้หักลงกลางทาง ส่วนแม่ดิฉันผู้ที่เปรียบเสมือนหางเรือก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อประคองครอบครัวของตนเองให้อยู่รอดปลอดภัยและให้ลูกตนเองได้เรียนหนังสือสูงๆ ดิฉันเมื่อเห็นแม่ตนเองเหนื่อยและลำบาก ยอมอดทนสู้เพื่อลูก เพราะอยากให้ลูกได้ดี ดิฉันยอมไม่ได้ที่ต้องเห็นแม่ตนเองเหนื่อย และลำบากเพียงลำพัง ดิฉันผู้เป็นลูกก็ต้องทำทุกอย่าง ยอมเหนื่อย ยอมอดหลับอดนอน เพื่อให้แม่ตนเองได้เหนื่อยน้อยลงเพราะดิฉันคิดเสมอว่า "ทำไมแค่นี้เราจะทำไม่ได้แม่เราลำบากกว่าเราเป็นร้อยๆเท่าแม่ยังไม่เคยบ่น แม่ยังอดทน ยังสู้เพื่อเรา เราเองก็ต้องสู้และอดทนให้มากๆเช่นกัน" และอีกอย่างเราก็ไม่รู้ว่าแม่ของเราจะอยู่กับเราได้อีกนานแค่ไหน คนเราล้วนเกิดมารู้แต่วันเกิดของตนเอง แต่ไม่มีใครสามารถรู้วันตายของตนเองได้ ดังนั้นดิฉันจึงทำทุกอย่างเพื่อให้แม่ได้สุขสบายและเหนื่อยจากงานน้อยลง และในสมัยนั้นบ้านดิฉันมีจักรยานเพียง 1 คันเท่านั้น แม่ดิฉันก็ไปทำงานในโรงงาน ส่วนตัวดิฉันเองเมื่อเลิกเรียนแล้วก็ต้องรีบกลับบ้าน และไม่เคยได้ไปเที่ยวหรือออกไปไหนกับเพื่อนๆเลยแม้แต่วันเดียว เพราะดิฉันคิดเสมอว่า"เราสงสารแม่อยากช่วยแม่"เมื่อเลิกเรียนกลับถึงบ้านดิฉันก็เตรียมของออกมาขายที่ตลาดรอแม่และกว่าจะขายเสร็จก็ประมาณ 3 ทุ่ม ขายได้บ้างไม่ได้บ้างและวันไหนขายได้ก็ได้ตังค์ไปเรียนแต่ถ้าวันไหนขายไม่ได้ก็พากันอด ในบางวันฝนก็ตกทางเข้าบ้านก็แฉะ เต็มไปด้วยโคลนตม แต่ดิฉันก็ไม่เคยท้อ ดิฉันกลับคิดว่ามันคือความสุขมันคือบททดสอบความอดทนและความเข้มแข็งของเราและเมื่อกลับถึงบ้านดิฉันก็ต้องล้างอุปกรณ์ขายของต่างๆ เพื่อพรุ่งนี้จะได้นำไปขายของต่อ และกว่าจะล้างเสร็จก็ประมาณ 5 ทุ่ม ต่อจากนั้นก็เป็นเวลาทำการบ้านของดิฉันตั้งแต่ 5 ทุ่ม ถึง เช้า ตอนนั้นเรียน 8 วิชา/วัน การบ้านก็มี 8 วิชา/วัน ดิฉันก็ต้องทำให้เสร็จ เพื่อจะได้มีงานส่งครู ซึ่งกว่าดิฉันจะทำการบ้านเสร็จก็ประมาณตี 5 แล้วก็ตื่นไปโรงเรียนตอน 6 โมงเช้า และดิฉันก็ทำแบบนี้เป็นประจำทุกวัน เพราะดิฉันคิดเสมอว่าแม่เราทนได้ เราเองก็ต้องทนได้และคิดเพียงว่าปัญหาและอุปสรรคต่างๆที่เข้ามาในชีวิต คือบททดสอบให้เรารู้จักอดทน+เข้มแข็ง และถ้าวันไหนที่จักรยานเสียแม่ก็ต้องเดินไปทำงานเป็นระยะทาง 5 ก.ม. ส่วนดิฉันได้เดินไปโรงเรียนกับน้องชายทุกวัน เป็นระยะทาง 2 ก.ม. ซึ่งความลำบากทั้งหมดที่ดิฉันเจออยู่ดิฉันไม่เคยคิดหรือรู้เลยว่ามันคือความลำบากแต่ดิฉันคิดและรู้ว่าทุกอย่างที่เราเจอ/ปัญหาที่เราเผชิญมันคือความสุขที่ทำให้เราได้ฝึกความอดทน+ความเข้มแข็งและได้ดูแลพระผู้เป็นแม่ของเราเอง

เมื่อเวลาผ่านไปไม่นานก็มีคนหลายๆคน เช่นข้างบ้านบ้าง คนที่ไม่ชอบเราบ้าง เข้ามาพูดกล่าวหาเราในทางเสียหาย บ้างก็พูดว่า จะเรียนจบไหมละ ระวังจะได้ผัวก่อนเรียนจบนะ, บ้างก็ว่าแม่เธอจะมีปัญญาส่งเรียนหรอฐานะทางบ้านก็แค่นี้จะเอาเงินมาจากไหน, บ้างก็ว่าเดี๋ยวก็ใจแตกพวกที่พ่อตายแบบนี้ใจแตกทุกคนไม่เหลือหรอกคอยดู เมื่อดิฉันได้ยินดังนั้นแล้ว ดิฉันก็ไม่ว่าอะไร แต่ดิฉันกลับรู้สึกดีใจและขอบคุณด้วยซ้ำที่มีคนคอยดูถูก ดูหมิ่นตนเองแบบนี้บ่อยๆ เพราะว่าดิฉันใช้คำเหล่านั้นมาเป็นแรงผลักดันให้ตนเองสู้ เข้มแข็ง และตั้งใจเรียนหนังสือให้สูง ดิฉันไม่แคร์ในคำพูดของใครๆ แต่ดิฉันใช้คำพูดเหล่านั้นมาเป็นแรงผลักดันในยามที่ตนเองท้อ "เพราะถ้าเรามัวแต่แคร์คำพูดคนอื่นแล้วเมื่อไหร่เราจะได้ดี" และจนทุกวันนี้ครอบครัวดิฉันก็มีฐานะดีขึ้นกว่าเดิมเป็นอย่างมาก

ความอดทนเท่านั้นที่จะทำให้เราชนะทุกอย่าง หากใครที่กำลังท้อกับปัญหาหรือกับชีวิตของตนเองอยู่ ดิฉันอยากจะให้ทุกคนคิดเพียงว่า ทุกสิ่งที่เข้ามาในชีวิตของตนเอง มันคือการทดสอบ เพื่อทำให้เราเป็นคนที่มีความอดทนและเข้มแข็งมากขึ้น และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ อย่าใส่ใจกับคำพูดของคนอื่น จงทำตัวเราให้มีค่าและดีกว่าคนอื่นก็พอและไม่ต้องเอาตนเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น แต่จงเปรียบเทียบกับจิตใจ การกระทำของตนเองก็พอแล้ว



ผู้เขียน

นางสาวพัชรินทร์ โลหา

สาขาหลักสูตรและการสอน

คณะครุศาสตรมหาบัณฑิต

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การสร้างพลังแห่งความดี



ความเห็น (0)